คลังเร่งดัน "TISA" จ่อคลอด ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ เร่งสรุปเงื่อนไขใหม่ หนุนออมลงทุนระยะยาว

Share on Line Share on Facebook Share on X
คลังเร่งดัน "TISA" จ่อคลอด ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ เร่งสรุปเงื่อนไขใหม่ หนุนออมลงทุนระยะยาว

คลังเร่งดัน "TISA" จ่อคลอด ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ เร่งสรุปเงื่อนไขใหม่ หนุนออมลงทุนระยะยาว 

คลังเร่งคลอด TISA ภายในเดือนกันยายน


นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ Thailand Individual Savings Account (TISA) หรือบัญชีออมและลงทุนส่วนบุคคล ว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ทางภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันโครงการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2569 หรือภายในเดือนกันยายนนี้


โครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้สอดรับกับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย โดยมุ่งส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านการลงทุน และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบเดิมที่จำกัดอยู่ในกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น LTF หรือ SSF


เล็งเพิ่มวงเงิน-ลดข้อจำกัดการลงทุน


นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาชนมีอิสระในการวางแผนการลงทุนเพื่อวัยเกษียณมากขึ้น พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเท่าเทียม


ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินลงทุนที่เหมาะสม รวมถึงมีแนวโน้มปรับเงื่อนไขใหม่ โดยอาจยกเลิกข้อกำหนดเรื่อง "ตัวคูณ" เช่น 0.3 หรือ 0.7 ที่เคยใช้กำหนดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์บางประเภท เพื่อให้การลงทุนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น


"พันธบัตรออมพลัส" ทางเลือกลงทุนพันธบัตรเริ่มต้น 100 บาท


นอกจาก TISA แล้ว กระทรวงการคลังยังเดินหน้าผลักดันโครงการ พันธบัตรออมพลัส เปิดโอกาสให้ประชาชนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 100 บาท โดยสามารถซื้อขายผ่านตลาดรองได้ผ่าน Bond Connect และแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่อขยายโอกาสการออมของประชาชนทุกกลุ่ม


สรุปข่าว

กระทรวงการคลังคาดผลักดันโครงการ TISA ภายในเดือนกันยายน 2569 หลังเร่งสรุปหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เปิดทางประชาชนลงทุนได้อิสระมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะกองทุนเดิมอย่าง LTF หรือ SSF พร้อมเดินหน้า BOI to IPO ดึงบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทย

คลังเร่งดัน "TISA" จ่อคลอด ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ เร่งสรุปเงื่อนไขใหม่ หนุนออมลงทุนระยะยาว 

คลังเร่งคลอด TISA ภายในเดือนกันยายน


นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ Thailand Individual Savings Account (TISA) หรือบัญชีออมและลงทุนส่วนบุคคล ว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ทางภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันโครงการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2569 หรือภายในเดือนกันยายนนี้


โครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้สอดรับกับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย โดยมุ่งส่งเสริมการออมระยะยาวผ่านการลงทุน และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบเดิมที่จำกัดอยู่ในกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น LTF หรือ SSF


เล็งเพิ่มวงเงิน-ลดข้อจำกัดการลงทุน


นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาชนมีอิสระในการวางแผนการลงทุนเพื่อวัยเกษียณมากขึ้น พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเท่าเทียม


ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินลงทุนที่เหมาะสม รวมถึงมีแนวโน้มปรับเงื่อนไขใหม่ โดยอาจยกเลิกข้อกำหนดเรื่อง "ตัวคูณ" เช่น 0.3 หรือ 0.7 ที่เคยใช้กำหนดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์บางประเภท เพื่อให้การลงทุนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น


"พันธบัตรออมพลัส" ทางเลือกลงทุนพันธบัตรเริ่มต้น 100 บาท


นอกจาก TISA แล้ว กระทรวงการคลังยังเดินหน้าผลักดันโครงการ พันธบัตรออมพลัส เปิดโอกาสให้ประชาชนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 100 บาท โดยสามารถซื้อขายผ่านตลาดรองได้ผ่าน Bond Connect และแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่อขยายโอกาสการออมของประชาชนทุกกลุ่ม


เดินหน้าดึงต่างชาติลงทุน ผ่าน Thailand Fast Pass


นายเอกนิติ กล่าวว่า ภายหลังการเดินทางเยือนจีนร่วมกับนายกรัฐมนตรี ได้รับสัญญาณตอบรับที่ดีจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจจีน โดยรัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันมาตรการ Thailand Fast Pass เพื่อเร่งขั้นตอนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติให้เกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น


ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในไตรมาสแรกที่มีมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย


พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และระบบดิจิทัล เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดในปริมาณสูง รวมถึงผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่การเป็นซัพพลายเชนของบริษัทระดับโลก


ดัน BOI to IPO เติมหุ้นเทคโนโลยีในตลาดไทย


อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ BOI to IPO ซึ่งจะเปิดทางให้บริษัทต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สามารถระดมทุนในตลาดทุนไทยผ่านรูปแบบ Dual Listing ได้ง่ายขึ้น


รัฐบาลมองว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มบริษัทเทคโนโลยีและ AI ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ซึ่งปัจจุบันยังมีจำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา


ล่าสุด มีบริษัทชั้นนำจากจีนอย่างน้อย 2 ราย แสดงความสนใจเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ บริษัทด้านเทคโนโลยีการส่งข้อมูลผ่านแสง และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สมัยใหม่ ขณะที่อีกบริษัทหนึ่งอยู่ระหว่างเตรียมลงทุนในไทยมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท และจะเป็นหนึ่งในโครงการนำร่องภายใต้ Thailand Fast Pass

เร่งแก้ปัญหาบัญชีม้าหุ้น-สวมชื่อกรรมการบริษัท


นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงกรณีประชาชนบางส่วนถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะมีชื่อเป็นผู้ถือบัญชีหลักทรัพย์หรือกรรมการบริษัท ทั้งที่ไม่ได้ดำเนินการเอง


กระทรวงการคลังจะหารือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อร่วมตรวจสอบการเปิดบัญชีหลักทรัพย์โดยมิชอบ รวมถึงการนำชื่อบุคคลไปใช้เป็นกรรมการบริษัทโดยไม่ได้รับความยินยอม เพื่อป้องกันการใช้บัญชีม้า ปราบปรามทุนสีเทาและมิจฉาชีพ ตลอดจนคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่ควรได้รับสวัสดิการจากภาครัฐอย่างถูกต้อง

ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ