ยอดขายจีนดิ่ง! "ค่ายรถยุโรป" ปรับทัพ-โละคน

Share on Line Share on Facebook Share on X

การรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากยุโรป ทั้ง Volkswagen, Porsche, Mercedes-Benz และ BMW สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก หลายบริษัทจึงต้องเร่งปรับลดต้นทุน ปรับโครงสร้างองค์กร และทบทวนแผนธุรกิจของตนเอง

โดย Volkswagen ได้ปรับลดคาดการณ์รายได้จากการขายของปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ไม่เกินร้อยละ 3 เนื่องจากยอดขายในตลาดจีนชะลอตัว ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง

สำหรับช่วงครึ่งแรกของปีนี้ Volkswagen ส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกลดลง ร้อยละ 6.3 เหลือประมาณ 4 ล้าน 1 แสนคัน มีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของตลาดจีน ซึ่งยอดส่งมอบรถยนต์ในจีนลดลงกว่าร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ายอดขายในยุโรปและอเมริกาเหนือจะยังเติบโตได้ก็ตาม

สรุปข่าว

ตลาดจีนเคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญของผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป แต่เวลานี้กลายเป็นแรงกดดันอย่างหนัก จากยอดขายรถในตลาดจีนที่หดตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการแข่งขันก็รุนแรงมากขึ้นทั้งในตลาดจีนเอง และการที่ผู้ผลิตจีนเร่งขยายตลาดส่งออก ส่งผลให้บริษัทยุโรปหลายราย ต้องเดินหน้าลดต้นทุน ปรับโครงสร้างองค์กร และลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่

การรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากยุโรป ทั้ง Volkswagen, Porsche, Mercedes-Benz และ BMW สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก หลายบริษัทจึงต้องเร่งปรับลดต้นทุน ปรับโครงสร้างองค์กร และทบทวนแผนธุรกิจของตนเอง

โดย Volkswagen ได้ปรับลดคาดการณ์รายได้จากการขายของปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ไม่เกินร้อยละ 3 เนื่องจากยอดขายในตลาดจีนชะลอตัว ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง

สำหรับช่วงครึ่งแรกของปีนี้ Volkswagen ส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกลดลง ร้อยละ 6.3 เหลือประมาณ 4 ล้าน 1 แสนคัน มีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของตลาดจีน ซึ่งยอดส่งมอบรถยนต์ในจีนลดลงกว่าร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ายอดขายในยุโรปและอเมริกาเหนือจะยังเติบโตได้ก็ตาม

สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันให้กับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรายนี้ ที่ต้องเร่งเดินหน้ามาตรการลดต้นทุนและปรับโครงสร้างองค์กร แม้ว่าก่อนหน้านี้คณะกรรมการกำกับดูแลจะไม่เห็นชอบข้อเสนอปิดโรงงาน 4 แห่งในเยอรมนี  แต่ Oliver Blume ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Volkswagen ยืนยัน จะเดินหน้าปรับลดกำลังคน และยังมีแผนเพิ่มจำนวนตำแหน่งงานที่จะลดลงอีกด้วย เป็นสูงสุด 100,000 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่ากรอบที่เคยตกลงกับสหภาพแรงงานไว้ก่อนหน้านี้

การปรับลดตำแหน่งงานส่วนใหญ่จะอยู่ในสายงานด้านการบริหารและงานสนับสนุนทั่วทั้งกลุ่มธุรกิจ ควบคู่กับการลดจำนวนรุ่นรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

จากปัจจุบัน Volkswagen มีพนักงานมากกว่า 650,000 คน ครอบคลุมแบรนด์ในเครือ ได้แก่ Volkswagen , Audi , Porsche  Skoda, Seat , Cupra และ Bentley เป็นต้น

นอกจากนี้ Blume ยังระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังเร่งขยายการส่งออกรถยนต์เข้าสู่ยุโรป ส่งผลให้การแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้น พร้อมย้ำว่าการปรับโครงสร้างองค์กรเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้บริษัทมีความคล่องตัว มีนวัตกรรม และสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในระยะยาว

ด้าน Porsche ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือ Volkswagen รายงานยอดส่งมอบรถยนต์ทั่วโลกลดลงร้อยละ 16 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยตลาดที่หดตัวมากที่สุดคือจีน ซึ่งยอดส่งมอบ ลดลงเกือบ 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ยังได้รับผลกระทบจากการยุติมาตรการเครดิตภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

รอยเตอร์ส รายงานด้วยว่า Porsche เตรียมปรับลดพนักงานเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 9,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2035 หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของกำลังคนทั้งหมด ขณะที่ Volkswagen และแบรนด์ต่าง ๆ ในเครือ ต่างเร่งปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรับมือกับอุปสงค์ที่อ่อนแอ และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก

โดย Michael Leiters ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Porsche ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปี ได้รับมอบหมายให้เร่งพลิกฟื้นธุรกิจ หลังยอดขายในตลาดจีนที่เคยเป็นแหล่งสร้างกำไรสำคัญของบริษัทปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ขณะที่กลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้ายังคงเผชิญความท้าทายในการขยายตลาด 

ด้าน Mercedes-Benz แม้จะมีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ปัจจัยหลักมาจากการลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหารและการวิจัยและพัฒนา รวมถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธุรกิจบริการทางการเงินและธุรกิจรถตู้ ขณะที่รายได้รวมยังคงปรับตัวลดลง สาเหตุสำคัญมาจากยอดขายรถยนต์ในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ลดลงถึงร้อยละ 30 ในไตรมาส 2 ส่งผลให้บริษัทต้องยกเลิกคาดการณ์เดิมที่คาดว่า ยอดขายรถยนต์และรายได้รวมของกลุ่มจะทรงตัว โดยปรับเป็นคาดว่าทั้งยอดขายรถยนต์และรายได้รวมตลอดทั้งปีจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ การรุกขยายตลาดของผู้ผลิตรถยนต์จีนในยุโรป ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปมากขึ้น

Ola Kaellenius ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mercedes-Benz แสดงความเห็นว่า เยอรมนีจำเป็นต้องเร่งยกระดับผลิตภาพ เพื่อรับมือกับการแข่งขันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากจีน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งเยอรมนีและยุโรป รวมถึงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนดำเนินมาตรการไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญความยากลำบากนี้ 

สำหรับ BMW เป็นอีกแบรนด์ที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของตลาดจีน ประกอบกับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ทำให้ต้องเร่งดำเนินมาตรการลดต้นทุน

BMW ระบุว่า อัตรากำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจรถยนต์ในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1-3 ซึ่งลดลงจากประมาณการเดิมที่ร้อยละ 4-6 ขณะที่ยอดส่งมอบรถยนต์ในปี 2026 คาดว่าจะลดลงเล็กน้อย จากเดิมที่ประเมินว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน

ปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัวที่รุนแรงกว่าคาดในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทำให้ต้นทุนด้านพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

รอยเตอร์ส ระบุว่า คำชี้แจงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตรถยนต์เอเชีย และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ยังคงมีความเปราะบางต่อปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศอีกด้วย

Milan Nedeljković ซีอีโอ ของ BMW ระบุว่า บริษัทฯ จะเร่งดำเนินมาตรการลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมปรับโครงสร้างองค์กร และกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้มีการเปิดเผยมาตรการที่ชัดเจน ระบุแต่เพียงว่า การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้บริษัทฯ ต้องบันทึกรายการค่าใช้จ่ายพิเศษแบบครั้งเดียว ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของผู้ผลิตรถยนต์เยอรมัน แต่ต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ทำให้ผู้บริหารบางรายเปรียบเทียบว่าเป็นการแข่งขันที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอด

โดย BMW ระบุว่า บริษัทไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวได้ ส่วนการเติบโตของยอดขายในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการชะลอตัวของตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกได้เช่นกัน

ส่วนผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก็รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ในเบื้องต้น ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลกอ่อนแอ จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ดังกล่าว 

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ : -