ศึกหนัก EV โลก "ญี่ปุ่น" ถอยดันไฮบริดสู้กลับ!

Share on Line Share on Facebook Share on X

บลูมเบิร์ก รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าฮอนด้าประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในตลาดสหรัฐฯ โดยจะยุติการผลิต Honda Prologue รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในเม็กซิโกและพัฒนาร่วมกับ General Motors ภายในปีนี้ ก่อนจะยุติการจำหน่ายหลังสิ้นสุดรุ่นปี 2026 

นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายล่าสุดที่ลดบทบาทในตลาด อีวี สหรัฐฯ หลังความต้องการของผู้บริโภคยังไม่แข็งแกร่งอย่างที่คาดไว้ โดยฮอนด้าจะกลับไปให้ความสำคัญกับ รถยนต์ไฮบริด และ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยในช่วงครึ่งแรกของปี ยอดขายรวมของฮอนด้าในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากแรงหนุนของรถยนต์ไฮบริดในรุ่นยอดนิยม 

สำหรับ Honda Prologue เปิดตัวในปี 2024 ถูกวางให้เป็นจุดเริ่มต้นของแผนรุกตลาด อีวี โดยฮอนด้ามีแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีก 3 รุ่น ที่โรงงานในรัฐโอไฮโอ แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้ยกเลิกโครงการทั้งหมด พร้อมปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ จากเดิมที่เร่งลงทุนใน อีวี มาเป็นการเดินหน้าพัฒนารถยนต์ไฮบริด 15 รุ่นใหม่ ภายในเดือนมีนาคม ปี 2030 โดยมุ่งเน้นตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก

สรุปข่าว

การผงาดขึ้นของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จีนในตลาดโลก กำลังเขย่าอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิม ทั้งค่ายรถยุโรปและญี่ปุ่น จนต้องปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ หลายค่ายเริ่มชะลอแผนพัฒนา EV และหันกลับไปต่อยอดเทคโนโลยีที่เป็นจุดแข็งของตัวเอง เพื่อสู้กลับ ล่าสุด ฮอนด้าเตรียมยุติขายรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นสุดท้ายในสหรัฐฯ

บลูมเบิร์ก รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าฮอนด้าประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในตลาดสหรัฐฯ โดยจะยุติการผลิต Honda Prologue รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในเม็กซิโกและพัฒนาร่วมกับ General Motors ภายในปีนี้ ก่อนจะยุติการจำหน่ายหลังสิ้นสุดรุ่นปี 2026 

นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายล่าสุดที่ลดบทบาทในตลาด อีวี สหรัฐฯ หลังความต้องการของผู้บริโภคยังไม่แข็งแกร่งอย่างที่คาดไว้ โดยฮอนด้าจะกลับไปให้ความสำคัญกับ รถยนต์ไฮบริด และ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยในช่วงครึ่งแรกของปี ยอดขายรวมของฮอนด้าในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากแรงหนุนของรถยนต์ไฮบริดในรุ่นยอดนิยม 

สำหรับ Honda Prologue เปิดตัวในปี 2024 ถูกวางให้เป็นจุดเริ่มต้นของแผนรุกตลาด อีวี โดยฮอนด้ามีแผนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีก 3 รุ่น ที่โรงงานในรัฐโอไฮโอ แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้ยกเลิกโครงการทั้งหมด พร้อมปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ จากเดิมที่เร่งลงทุนใน อีวี มาเป็นการเดินหน้าพัฒนารถยนต์ไฮบริด 15 รุ่นใหม่ ภายในเดือนมีนาคม ปี 2030 โดยมุ่งเน้นตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ฮอนด้ายืนยันว่าจะยังคงจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดอื่นทั่วโลกต่อไป

นอกจาก ฮอนด้าแล้ว ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นหลายรายต่างทยอยชะลอแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของตนเอง 

เช่น มาสด้า เลื่อนกำหนดเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาเองจากปี 2027 ไปเป็นปี 2029 พร้อมลดงบลงทุนด้าน อีวี จากราว 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือประมาณ 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังคงเดินหน้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าผ่านบริษัทร่วมทุนกับ Changan ของจีนต่อไป

ส่วน ซูบารุ ก็เลื่อนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาเองออกไปอย่างไม่มีกำหนด และปรับแผนโรงงาน อีวี แห่งใหม่ให้หันมาผลิตรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินและรถยนต์ไฮบริดแทน หลังจากปลายปีที่ผ่านมา บริษัทประกาศปรับทิศทางการลงทุนจาก อีวี มาสู่การพัฒนาไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาปภายในมากขึ้น

สื่อเว็บไซต์ Electrek รายงานว่า กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ทั้ง โตโยต้า ฮอนด้า ซูบารุ และมาสด้า ต่างก็เลื่อนหรือลดขนาดโครงการรถยนต์ไฟฟ้าลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยใช้เหตุผลที่ว่า ความต้องการในสหรัฐฯ ลดลง แต่ข้อมูลดังกล่าวสวนทางกับตลาดโลกที่ยอดขาย อีวี ทั่วโลกกำลังเติบโตและคู่แข่งจากจีนกำลังขยายตัวอย่างแข็งขัน ส่วนแบรนด์ญี่ปุ่นถอยกลับไปสู่ความเชี่ยวชาญของตน คือ รถยนต์ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาปภายใน

ด้านผู้เชี่ยวชาญในตลาดรถยนต์ไทย คุณ นิธิ ท้วมประถม บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ Autolifethailand กล่าวว่า ปัจจุบันจีนได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกแล้ว โดยผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมทั้งฝั่งยุโรปและญี่ปุ่นต่างยอมรับว่า การไล่ตามเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าของจีนให้ทัน เป็นเรื่องยาก

และหากยังเดินตามเกมของจีนต่อไป ก็มีโอกาสตกเป็นฝ่ายตามในระยะยาว ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมจึงเลือกกลับมาพัฒนาจุดแข็งของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีไฮบริด หรือ เครื่องยนต์ดีเซล รุ่นใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่างและกลับมาแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์จีนในอีกแนวทางหนึ่ง 

นอกจากนี้ มีรายงานข่าวว่า โตโยต้า เสนอแนวคิด ให้ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ร่วมมือกันกำหนด มาตรฐานชิ้นส่วนร่วมของญี่ปุ่น เพื่อรับมือการแข่งขันจากผู้ผลิตรถยนต์จีนที่กำลังรุกตลาดโลกอย่างหนัก

โดย โคจิ ซาโตะ (Koji Sato) รองประธานบริษัทโตโยต้า เชื่อว่า การกำหนดมาตรฐานการใช้ชิ้นส่วนบางประเภทภายใต้ Japan Standard หรือ มาตรฐานญี่ปุ่น จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเร่งการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งเขาบอกว่า "หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราจะอยู่รอดไม่ได้"

ข้อเสนอดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากผู้ผลิตรถยนต์จีนที่เร่งแย่งส่วนแบ่งตลาดทั่วโลก  โดย ซาโตะ เสนอให้กำหนดมาตรฐานร่วมสำหรับชิ้นส่วนพื้นฐาน เช่น เหล็ก, ชุดสายไฟ (Wiring Harness) ชิ้นส่วนพลาสติก ให้ใช้ร่วมกันในทุกค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น เพื่อช่วยลดความซ้ำซ้อนในการผลิต และนำทรัพยากรที่ประหยัดได้ไปลงทุนกับเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ หรือเทคโนโลยีแบตเตอรี่

อย่างไรก็ดี แม้การผลักดันให้หลายค่ายรถ ใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานเดียวกัน จะเป็นเรื่องท้าทาย แต่ซาโตะมองว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และจำเป็นต้องร่วมมือกันปฏิรูปเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว 

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ : -