คิดจากเงินเดือนทั้งชีวิต? คนทำงานต้องรู้! สูตร CARE คำนวณบำนาญชราภาพ "ประกันสังคม"

Share on Line Share on Facebook Share on X

"ผู้ประกันตน" ต้องรู้! สูตร CARE มาแล้ว สูตรคำนวณบำนาญชราภาพมิติใหม่ คิดฐานเงินเดือนทั้งชีวิต


แก่ไปใครจะเลี้ยง?


คำถามนี้หลายคนคงเคยนึกถึง เพราะเมื่อถึงวันที่ต้องหยุดทำงาน รายได้หลังเกษียณจะมาจากไหน


และสำหรับคนทำงานภายใต้ระบบประกันสังคม อาจจะหาคำตอบจากเรื่องนี้ได้ เพราะล่าสุด ประเทศไทยกำลังเดินหน้าปรับระบบบำนาญประกันสังคมครั้งสำคัญ ด้วยการเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินบำนาญชราภาพ จากเดิมที่อิงเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย มาเป็นการคำนวณจากรายได้เฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานผ่าน สูตร CARE


สูตรใหม่นี้คืออะไร ต่างจากระบบเดิมอย่างไร และใครจะได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้


เงินบำนาญชราภาพประกันสังคม คือ เงินที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 จะได้รับเป็นรายเดือนตลอดชีวิต เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และลาออกจากงาน โดยต้องส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป 


ล่าสุด แล้วคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569  ได้ผ่านกฎหมายปรับสูตรคำนวณเงินดังกล่าวใหม่ด้วยระบบที่เรียกว่า "สูตร CARE" 


สาระสำคัญ คือ การเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินบำนาญจากระบบ Final Average Earnings (FAE) ที่ใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็น Career Average Revalued Earnings (CARE) ซึ่งใช้รายได้เฉลี่ยตลอดช่วงชีวิตการทำงาน โดยนำค่าจ้างในแต่ละช่วงมาปรับมูลค่าให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจ ก่อนนำมาคำนวณสิทธิประโยชน์เมื่อเกษียณ


นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการวางรากฐานใหม่ของระบบบำนาญไทย เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและเพิ่มความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว


สูตร CARE เปลี่ยนอะไรบ้าง


หัวใจของสูตร CARE คือ เงินเดือนทุกช่วงของชีวิตการทำงานมีความสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะช่วง 5 ปีสุดท้ายเหมือนระบบเดิม


สูตรใหม่นี้ยังคงใช้อัตราบำนาญพื้นฐานเช่นเดิม คือ


* ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) รับบำนาญ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ยตามสูตร CARE

* ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน ได้เพิ่มอีก 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่ส่งเกิน


ตัวอย่าง


* ส่ง 15 ปี รับ 20%

* ส่ง 20 ปี รับ 27.5%

* ส่ง 25 ปี รับ 35%

* ส่ง 30 ปี รับ 42.5%


ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยน ไม่ใช่อัตราร้อยละของเงินบำนาญ แต่เป็น ฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณ จากเดิมที่ใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย มาเป็นค่าจ้างเฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านการปรับมูลค่าแล้ว


ผลที่เกิดขึ้นคือ เงินบำนาญของผู้ประกันตนแต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนอาจได้รับมากขึ้น บางคนอาจใกล้เคียงเดิม หรือบางคนอาจได้รับน้อยลง แต่จะสะท้อนประวัติการส่งเงินสมทบได้เป็นธรรมมากขึ้น


สูตรเดิมมีข้อจำกัดอย่างไร


กระทรวงแรงงานอธิบายว่า วิธีคำนวณแบบ CARE จะช่วยให้เงินบำนาญสะท้อนประวัติการส่งเงินสมทบได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น


ที่ผ่านมา ระบบ FAE ซึ่งใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย แม้จะเข้าใจง่าย แต่ก็มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น


* ผู้ที่มีรายได้สูงมาตลอดชีวิต แต่รายได้ลดลงก่อนเกษียณ อาจได้รับเงินบำนาญต่ำกว่าที่ควร

* ผู้ประกันตนมาตรา 39 อาจได้รับผลกระทบจากฐานเงินสมทบที่เปลี่ยนไปหลังออกจากงานประจำ

* ระบบเดิมอาจจูงใจให้เพิ่มฐานเงินเดือนเฉพาะช่วงท้ายของการทำงาน เพื่อให้ได้รับเงินบำนาญสูงขึ้น


CARE จึงนำประวัติการส่งเงินสมทบทั้งชีวิตมาพิจารณา แทนการดูเฉพาะช่วงสุดท้ายของอาชีพ


หลายประเทศใช้แนวทางเดียวกัน


ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศแรกที่ปรับแนวคิดลักษณะนี้ สหราชอาณาจักรนำระบบ CARE มาใช้กับกองทุนบำนาญภาครัฐหลายประเภท ทั้งครู บุคลากรสาธารณสุข ข้าราชการท้องถิ่น และตำรวจ เพื่อให้สิทธิประโยชน์สะท้อนรายได้ตลอดช่วงการทำงานมากขึ้น


ส่วนสวีเดน อิตาลี และโปแลนด์ แม้ไม่ได้ใช้ชื่อ CARE โดยตรง แต่ก็ใช้หลักการที่เชื่อมโยงเงินบำนาญกับรายได้และเงินสมทบตลอดชีวิตการทำงาน มากกว่าการพิจารณาเฉพาะรายได้ก่อนเกษียณ


สรุปข่าว

รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบบำนาญประกันสังคมครั้งใหญ่ เปลี่ยนวิธีคำนวณเงินบำนาญจากเงินเดือน 60 เดือนสุดท้าย เป็นการคิดจากรายได้เฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานด้วยสูตร CARE เป้าหมายคือเพิ่มความเป็นธรรม สะท้อนการส่งเงินสมทบจริง ลดช่องว่างของระบบ และรองรับสังคมสูงวัยที่ไทยกำลังเผชิญ ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 จะได้รับผลจากสูตรใหม่ พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้เกษียณและผู้ใกล้เกษียณในช่วงเปลี่ยนผ่าน

"ผู้ประกันตน" ต้องรู้! สูตร CARE มาแล้ว สูตรคำนวณบำนาญชราภาพมิติใหม่ คิดฐานเงินเดือนทั้งชีวิต


แก่ไปใครจะเลี้ยง?


คำถามนี้หลายคนคงเคยนึกถึง เพราะเมื่อถึงวันที่ต้องหยุดทำงาน รายได้หลังเกษียณจะมาจากไหน


และสำหรับคนทำงานภายใต้ระบบประกันสังคม อาจจะหาคำตอบจากเรื่องนี้ได้ เพราะล่าสุด ประเทศไทยกำลังเดินหน้าปรับระบบบำนาญประกันสังคมครั้งสำคัญ ด้วยการเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินบำนาญชราภาพ จากเดิมที่อิงเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย มาเป็นการคำนวณจากรายได้เฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานผ่าน สูตร CARE


สูตรใหม่นี้คืออะไร ต่างจากระบบเดิมอย่างไร และใครจะได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้


เงินบำนาญชราภาพประกันสังคม คือ เงินที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 จะได้รับเป็นรายเดือนตลอดชีวิต เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และลาออกจากงาน โดยต้องส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป 


ล่าสุด แล้วคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569  ได้ผ่านกฎหมายปรับสูตรคำนวณเงินดังกล่าวใหม่ด้วยระบบที่เรียกว่า "สูตร CARE" 


สาระสำคัญ คือ การเปลี่ยนวิธีคำนวณเงินบำนาญจากระบบ Final Average Earnings (FAE) ที่ใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็น Career Average Revalued Earnings (CARE) ซึ่งใช้รายได้เฉลี่ยตลอดช่วงชีวิตการทำงาน โดยนำค่าจ้างในแต่ละช่วงมาปรับมูลค่าให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจ ก่อนนำมาคำนวณสิทธิประโยชน์เมื่อเกษียณ


นักเศรษฐศาสตร์มองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการวางรากฐานใหม่ของระบบบำนาญไทย เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและเพิ่มความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว


สูตร CARE เปลี่ยนอะไรบ้าง


หัวใจของสูตร CARE คือ เงินเดือนทุกช่วงของชีวิตการทำงานมีความสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะช่วง 5 ปีสุดท้ายเหมือนระบบเดิม


สูตรใหม่นี้ยังคงใช้อัตราบำนาญพื้นฐานเช่นเดิม คือ


* ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) รับบำนาญ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ยตามสูตร CARE

* ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน ได้เพิ่มอีก 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่ส่งเกิน


ตัวอย่าง


* ส่ง 15 ปี รับ 20%

* ส่ง 20 ปี รับ 27.5%

* ส่ง 25 ปี รับ 35%

* ส่ง 30 ปี รับ 42.5%


ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยน ไม่ใช่อัตราร้อยละของเงินบำนาญ แต่เป็น ฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณ จากเดิมที่ใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย มาเป็นค่าจ้างเฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านการปรับมูลค่าแล้ว


ผลที่เกิดขึ้นคือ เงินบำนาญของผู้ประกันตนแต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนอาจได้รับมากขึ้น บางคนอาจใกล้เคียงเดิม หรือบางคนอาจได้รับน้อยลง แต่จะสะท้อนประวัติการส่งเงินสมทบได้เป็นธรรมมากขึ้น


สูตรเดิมมีข้อจำกัดอย่างไร


กระทรวงแรงงานอธิบายว่า วิธีคำนวณแบบ CARE จะช่วยให้เงินบำนาญสะท้อนประวัติการส่งเงินสมทบได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น


ที่ผ่านมา ระบบ FAE ซึ่งใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย แม้จะเข้าใจง่าย แต่ก็มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น


* ผู้ที่มีรายได้สูงมาตลอดชีวิต แต่รายได้ลดลงก่อนเกษียณ อาจได้รับเงินบำนาญต่ำกว่าที่ควร

* ผู้ประกันตนมาตรา 39 อาจได้รับผลกระทบจากฐานเงินสมทบที่เปลี่ยนไปหลังออกจากงานประจำ

* ระบบเดิมอาจจูงใจให้เพิ่มฐานเงินเดือนเฉพาะช่วงท้ายของการทำงาน เพื่อให้ได้รับเงินบำนาญสูงขึ้น


CARE จึงนำประวัติการส่งเงินสมทบทั้งชีวิตมาพิจารณา แทนการดูเฉพาะช่วงสุดท้ายของอาชีพ


หลายประเทศใช้แนวทางเดียวกัน


ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศแรกที่ปรับแนวคิดลักษณะนี้ สหราชอาณาจักรนำระบบ CARE มาใช้กับกองทุนบำนาญภาครัฐหลายประเภท ทั้งครู บุคลากรสาธารณสุข ข้าราชการท้องถิ่น และตำรวจ เพื่อให้สิทธิประโยชน์สะท้อนรายได้ตลอดช่วงการทำงานมากขึ้น


ส่วนสวีเดน อิตาลี และโปแลนด์ แม้ไม่ได้ใช้ชื่อ CARE โดยตรง แต่ก็ใช้หลักการที่เชื่อมโยงเงินบำนาญกับรายได้และเงินสมทบตลอดชีวิตการทำงาน มากกว่าการพิจารณาเฉพาะรายได้ก่อนเกษียณ


ทำไมหลายประเทศต้องเปลี่ยน


OECD มีรายการที่ระบุว่า ระบบบำนาญที่อิงรายได้ตลอดอาชีพ ช่วยให้สิทธิประโยชน์สะท้อนประวัติการทำงานได้ดีกว่า ลดความได้เปรียบจากการเพิ่มเงินเดือนช่วงท้ายของอาชีพ และช่วยเพิ่มความยั่งยืนของระบบบำนาญในระยะยาว


สาเหตุสำคัญคือ หลายประเทศกำลังเผชิญความท้าทายเดียวกัน ได้แก่


* อัตราการเกิดลดลง

* คนมีอายุยืนขึ้น

* จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มเร็วกว่าผู้จ่ายเงินสมทบ


ประเทศไทยก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้าไทยจะเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนเกือบหนึ่งในสามของประเทศ ขณะที่อัตราการเกิดยังต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรต่อเนื่องมาหลายปี


นั่นหมายความว่า คนวัยทำงานจะลดลง แต่ผู้รับบำนาญจะเพิ่มขึ้น หากไม่ปรับกติกา ความกดดันต่อกองทุนประกันสังคมก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย


ใครได้ประโยชน์


กระทรวงแรงงานระบุว่า สูตร CARE จะใช้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39


กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ ได้แก่


* ผู้ที่มีรายได้สูงในช่วงวัยทำงาน แต่รายได้ลดลงก่อนเกษียณ

* ผู้ที่เปลี่ยนอาชีพหลายครั้ง

* ผู้ที่ออกจากงานประจำก่อนเกษียณ

* ผู้ที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องเป็นเวลานาน


อย่างไรก็ตาม สูตร CARE ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น


สำหรับผู้ที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเฉพาะช่วงปลายอาชีพ ระบบเดิมอาจให้ผลประโยชน์มากกว่า ขณะที่ CARE จะทำให้สิทธิประโยชน์สะท้อนการส่งเงินสมทบตลอดชีวิตได้ชัดเจนขึ้น

ผู้รับบำนาญเดิมได้รับผลกระทบหรือไม่


รัฐบาลกำหนดมาตรการรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านไว้อย่างชัดเจน ผู้ที่ได้รับเงินบำนาญอยู่ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ หากคำนวณตามสูตรใหม่แล้วได้รับมากกว่า จะได้รับเงินเพิ่ม แต่หากคำนวณแล้วได้รับน้อยกว่า จะยังได้รับเงินในอัตราเดิม ไม่มีการลดเงินบำนาญ


ส่วนผู้ที่เกษียณภายใน 5 ปีหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ หากสูตรใหม่ทำให้ได้รับน้อยกว่าสูตรเดิม จะได้รับการชดเชยแบบค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ 100% ในปีแรก และทยอยลดลงจนเหลือ 20% ในปีที่ห้า


นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบการปรับหลักเกณฑ์เงินบำเหน็จชราภาพ สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน ให้ได้รับเงินสมทบของลูกจ้าง นายจ้าง และผลตอบแทนจากการลงทุนตามหลักเกณฑ์ใหม่


บทสรุป


ประกันสังคมเป็นเงินที่ผู้ประกันตนส่งสมทบทุกเดือน ความคาดหวังคือเมื่อถึงวัยเกษียณ จะมีรายได้เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิต


การปรับมาใช้สูตร CARE จึงไม่ใช่การเพิ่มเงินบำนาญให้ทุกคน แต่เป็นการเปลี่ยนฐานคำนวณให้สะท้อนรายได้และการส่งเงินสมทบตลอดชีวิตการทำงานได้มากขึ้น พร้อมรับมือกับสังคมสูงวัยที่กำลังมาถึง


ท้ายที่สุด ความสำเร็จของการปฏิรูปครั้งนี้ จะวัดได้จากการที่ผู้ประกันตนได้รับความเป็นธรรม ขณะที่กองทุนประกันสังคมยังคงมีเสถียรภาพและสามารถดูแลคนไทยในระยะยาวได้

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ