"ชิป" พลิกประเทศ เกาหลีใต้ รายได้พุ่งไม่หยุด จากแถวหลัง สู่แถวหน้ามหาอำนาจชิปโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X

"ชิป" พลิกเศรษฐกิจเกาหลีใต้ รายได้พุ่งไม่หยุด

เมื่อ 40-50 ปีก่อน เกาหลีใต้ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา และหลายตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจยังตามหลังไทย แต่วันนี้ประเทศเดียวกันกำลังจะมี GDP ต่อหัวแตะ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านเซมิคอนดักเตอร์ของโลก คำถามคือ เกาหลีใต้ทำได้อย่างไร และไทยจะเรียนรู้อะไรจากความสำเร็จครั้งนี้


จากแถวหลัง สู่แนวหน้า "ชิป" เปลี่ยนเศรษฐกิจเกาหลีใต้


หากย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 40-50 ปีก่อน คงมีไม่กี่คนที่เชื่อว่าเกาหลีใต้จะกลายเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก


ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เกาหลีใต้เพิ่งฟื้นตัวจากสงคราม เศรษฐกิจยังพึ่งพาแรงงานราคาถูก ส่งออกสิ่งทอ รองเท้า และสินค้าอุตสาหกรรมเบา หลายตัวชี้วัดในเวลานั้น ประเทศไทยยังมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าเกาหลีใต้เสียอีก


แต่วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เกาหลีใต้ไม่ได้เป็นเพียงประเทศพัฒนาแล้ว แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจเทคโนโลยีของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรือ "ชิป" ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุค AI


นักวิเคราะห์ประเมินว่า ปี 2569 GDP ต่อหัวของเกาหลีใต้มีโอกาสแตะ 39,000 ดอลลาร์สหรัฐ และหากค่าเงินวอนแข็งค่าขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย ตัวเลขอาจทะลุ 40,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.4 ล้านบาทต่อคน


 เกาหลีใต้พลิกเกมได้อย่างไร?


คำถามสำคัญคือ ประเทศที่แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีเหมืองแร่ขนาดใหญ่ และมีพื้นที่เกษตรจำกัด ทำไมจึงสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกได้


คำตอบอยู่ที่การ "เลือกลงทุน"


รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ได้พยายามแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เลือกสร้างเศรษฐกิจตามสิ่งที่โลกต้องการในแต่ละยุค ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 รัฐบาลใช้นโยบายผลักดันการส่งออกอย่างจริงจัง พร้อมสนับสนุนกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ หรือ "แชโบล" (Chaebol) ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก


เส้นทางการพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่ที่อุตสาหกรรมเดิม แต่ค่อย ๆ ยกระดับจากสิ่งทอ ไปสู่เหล็ก เรือเดินสมุทร รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และท้ายที่สุดคือ "เซมิคอนดักเตอร์"


ทุกครั้งที่โลกเปลี่ยน เกาหลีใต้ก็ขยับขึ้นไปผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมเสมอ


"ชิป" ทรัพยากรยุคใหม่ที่โลกแย่งกัน


หากศตวรรษที่ 20 น้ำมันคือทรัพยากรที่สร้างความมั่งคั่ง ศตวรรษที่ 21 หลายฝ่ายมองว่า "เซมิคอนดักเตอร์" คือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน


เพราะแทบทุกเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ต่างต้องพึ่งพาชิป ไม่ว่าจะเป็น AI สมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล (Data Center) คลาวด์คอมพิวติง หุ่นยนต์ หรือแม้แต่อาวุธสมัยใหม่ และเกาหลีใต้คือหนึ่งในประเทศที่ครองห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอุตสาหกรรมนี้


Samsung Electronics และ SK hynix ครองตลาดชิปหน่วยความจำของโลกในสัดส่วนรวมมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะชิป HBM (High Bandwidth Memory) ที่กลายเป็นหัวใจของระบบ AI รุ่นใหม่ ซึ่งบริษัทอย่าง NVIDIA และ AMD ต่างต้องการใช้อย่างต่อเนื่อง


ยิ่งกระแส AI เติบโต ความต้องการชิปก็เพิ่มขึ้น และเมื่อนั้นเศรษฐกิจเกาหลีใต้ก็ได้รับอานิสงส์เต็ม ๆ


AI Boom จุดเปลี่ยนรอบใหม่ของเศรษฐกิจเกาหลีใต้


ปี 2569 ถือเป็นอีกปีที่เศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับแรงส่งอย่างชัดเจนจากกระแส AI รัฐบาลเกาหลีใต้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP จาก 2% เป็น 3% โดยปัจจัยสำคัญไม่ได้มาจากการบริโภคในประเทศ แต่เกิดจากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวอย่างร้อนแรง


เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 70.9% แตะระดับประมาณ 102,000 ล้านดอลลาร์ สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์พุ่งเกือบ 200% แตะ 44,820 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน


ส่วนยอดส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่ารวมกว่า 496,700 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นสถิติใหม่ของประเทศ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สินค้าเพียงกลุ่มเดียวสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจทั้งประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ


ด้วยแรงส่งดังกล่าว รัฐบาลเกาหลีใต้จึงประกาศเป้าหมายใหม่ภายในปี 2030 ทั้งการผลักดันเศรษฐกิจระยะยาวให้เติบโต 3% ก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก และเพิ่มรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) เป็น 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ





สรุปข่าว

* เกาหลีใต้กำลังมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ ด้วย GDP ต่อหัวแตะ 40,000 ดอลลาร์ จากแรงหนุนของอุตสาหกรรมชิปและ AI * เบื้องหลังความสำเร็จไม่ใช่แค่ Samsung แต่คือการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ทั้งคน เทคโนโลยี และนวัตกรรม * ไทยกำลังเดินตามเส้นทางเดียวกัน หากต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ต้องสร้างเทคโนโลยีของตัวเอง ไม่ใช่เพียงเป็นฐานการผลิต

"ชิป" พลิกเศรษฐกิจเกาหลีใต้ รายได้พุ่งไม่หยุด

เมื่อ 40-50 ปีก่อน เกาหลีใต้ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา และหลายตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจยังตามหลังไทย แต่วันนี้ประเทศเดียวกันกำลังจะมี GDP ต่อหัวแตะ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านเซมิคอนดักเตอร์ของโลก คำถามคือ เกาหลีใต้ทำได้อย่างไร และไทยจะเรียนรู้อะไรจากความสำเร็จครั้งนี้


จากแถวหลัง สู่แนวหน้า "ชิป" เปลี่ยนเศรษฐกิจเกาหลีใต้


หากย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 40-50 ปีก่อน คงมีไม่กี่คนที่เชื่อว่าเกาหลีใต้จะกลายเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก


ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เกาหลีใต้เพิ่งฟื้นตัวจากสงคราม เศรษฐกิจยังพึ่งพาแรงงานราคาถูก ส่งออกสิ่งทอ รองเท้า และสินค้าอุตสาหกรรมเบา หลายตัวชี้วัดในเวลานั้น ประเทศไทยยังมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าเกาหลีใต้เสียอีก


แต่วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เกาหลีใต้ไม่ได้เป็นเพียงประเทศพัฒนาแล้ว แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในมหาอำนาจเทคโนโลยีของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หรือ "ชิป" ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุค AI


นักวิเคราะห์ประเมินว่า ปี 2569 GDP ต่อหัวของเกาหลีใต้มีโอกาสแตะ 39,000 ดอลลาร์สหรัฐ และหากค่าเงินวอนแข็งค่าขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย ตัวเลขอาจทะลุ 40,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 1.4 ล้านบาทต่อคน


 เกาหลีใต้พลิกเกมได้อย่างไร?


คำถามสำคัญคือ ประเทศที่แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีเหมืองแร่ขนาดใหญ่ และมีพื้นที่เกษตรจำกัด ทำไมจึงสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกได้


คำตอบอยู่ที่การ "เลือกลงทุน"


รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ได้พยายามแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เลือกสร้างเศรษฐกิจตามสิ่งที่โลกต้องการในแต่ละยุค ตั้งแต่ทศวรรษ 1960 รัฐบาลใช้นโยบายผลักดันการส่งออกอย่างจริงจัง พร้อมสนับสนุนกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ หรือ "แชโบล" (Chaebol) ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก


เส้นทางการพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่ที่อุตสาหกรรมเดิม แต่ค่อย ๆ ยกระดับจากสิ่งทอ ไปสู่เหล็ก เรือเดินสมุทร รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และท้ายที่สุดคือ "เซมิคอนดักเตอร์"


ทุกครั้งที่โลกเปลี่ยน เกาหลีใต้ก็ขยับขึ้นไปผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมเสมอ


"ชิป" ทรัพยากรยุคใหม่ที่โลกแย่งกัน


หากศตวรรษที่ 20 น้ำมันคือทรัพยากรที่สร้างความมั่งคั่ง ศตวรรษที่ 21 หลายฝ่ายมองว่า "เซมิคอนดักเตอร์" คือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน


เพราะแทบทุกเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ต่างต้องพึ่งพาชิป ไม่ว่าจะเป็น AI สมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล (Data Center) คลาวด์คอมพิวติง หุ่นยนต์ หรือแม้แต่อาวุธสมัยใหม่ และเกาหลีใต้คือหนึ่งในประเทศที่ครองห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอุตสาหกรรมนี้


Samsung Electronics และ SK hynix ครองตลาดชิปหน่วยความจำของโลกในสัดส่วนรวมมากกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะชิป HBM (High Bandwidth Memory) ที่กลายเป็นหัวใจของระบบ AI รุ่นใหม่ ซึ่งบริษัทอย่าง NVIDIA และ AMD ต่างต้องการใช้อย่างต่อเนื่อง


ยิ่งกระแส AI เติบโต ความต้องการชิปก็เพิ่มขึ้น และเมื่อนั้นเศรษฐกิจเกาหลีใต้ก็ได้รับอานิสงส์เต็ม ๆ


AI Boom จุดเปลี่ยนรอบใหม่ของเศรษฐกิจเกาหลีใต้


ปี 2569 ถือเป็นอีกปีที่เศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้รับแรงส่งอย่างชัดเจนจากกระแส AI รัฐบาลเกาหลีใต้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP จาก 2% เป็น 3% โดยปัจจัยสำคัญไม่ได้มาจากการบริโภคในประเทศ แต่เกิดจากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวอย่างร้อนแรง


เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 70.9% แตะระดับประมาณ 102,000 ล้านดอลลาร์ สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์พุ่งเกือบ 200% แตะ 44,820 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดเช่นกัน


ส่วนยอดส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่ารวมกว่า 496,700 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นสถิติใหม่ของประเทศ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สินค้าเพียงกลุ่มเดียวสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจทั้งประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ


ด้วยแรงส่งดังกล่าว รัฐบาลเกาหลีใต้จึงประกาศเป้าหมายใหม่ภายในปี 2030 ทั้งการผลักดันเศรษฐกิจระยะยาวให้เติบโต 3% ก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก และเพิ่มรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) เป็น 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ





ความสำเร็จไม่ได้เกิดจาก Samsung เพียงบริษัทเดียว


หลายคนอาจมองว่า ความสำเร็จของเกาหลีใต้เกิดจากการมี Samsung แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ทำให้ประเทศแข่งขันได้ คือ "ระบบนิเวศ" ทั้งหมด


รัฐบาลลงทุนต่อเนื่องในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตวิศวกร มหาวิทยาลัย โรงงานผลิตชิป ผู้ผลิตเครื่องจักร ผู้ผลิตสารเคมี วัสดุขั้นสูง ตลอดจนระบบไฟฟ้าและน้ำที่มีเสถียรภาพ รวมถึงมาตรการภาษีและกองทุนสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะ


OECD ระบุว่า เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาสูงที่สุดของโลก โดยใช้งบประมาณด้าน R&D มากกว่า 5% ของ GDP สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง


ขณะที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) จัดให้เกาหลีใต้ติดอันดับประเทศที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรมสูงของโลกอย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้ "ชิป" ไม่ใช่อุตสาหกรรมเดี่ยว แต่เป็นระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่การศึกษา วิทยาศาสตร์ การผลิต ไปจนถึงการส่งออก

ไทยกำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน


สำหรับประเทศไทย วันนี้กำลังเร่งเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Data Center ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ PCB และอุตสาหกรรมดิจิทัล


ตัวเลขจาก BOI ในไตรมาสแรกของปีนี้สะท้อนสัญญาณเชิงบวก เมื่อคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่ารวมทะลุ 1 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย


BOI ยังระบุว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงขยายตัวต่อเนื่อง และไทยกำลังได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น


ขณะเดียวกัน องค์การสถิติการค้าเซมิคอนดักเตอร์โลก (WSTS) คาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกจะยังเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้ในปี 2026 มีโอกาสแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 1.51 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

บทเรียนที่ไทยไม่ควรมองข้าม


เรื่องราวของเกาหลีใต้กำลังสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า การสร้างประเทศให้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ไม่ได้เกิดจากการดึงโรงงานต่างชาติเข้ามาลงทุนเพียงอย่างเดียว


สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การวิจัย การศึกษา บุคลากร เทคโนโลยี เงินทุน ไปจนถึงการสร้างบริษัทของประเทศให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้


Samsung ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการลงทุนต่อเนื่องหลายสิบปีของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน


และหากประเทศไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคต โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่แค่การเป็นฐานการผลิตของโลก แต่คือการสร้าง "เทคโนโลยีของตัวเอง" ให้ได้เช่นเดียวกับที่เกาหลีใต้เคยทำ

ที่มาข้อมูล : Reuters Bloombergs Yonhub IMF OECD Samsung Electronics SK hynix

ที่มารูปภาพ : Reuters OpenAI GPT Image Magnific

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ