"เชอรี่" ยึดโรงงานนิสสัน ผลิตรถจีนในแอฟริกาใต้

Share on Line Share on Facebook Share on X

ค่ายรถจีนยังเดินหน้าขยายฐานการผลิตนอกประเทศต่อเนื่อง ล่าสุด Chery (เชอรี่) ผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ของจีน เข้ารับช่วงต่อโรงงานผลิตรถยนต์เดิมของ Nissan (นิสสัน) ในเมืองรอสลิน ประเทศแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการ ภายใต้ข้อตกลงที่ประกาศไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม

ดีลนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเชอรี่ในการปักธงตลาดแอฟริกา เพราะบริษัทประกาศชัดเจนว่า ต้องการยกระดับแอฟริกาใต้ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจของเชอรี่ในภูมิภาค ครอบคลุมทั้งการผลิต การส่งออก การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการบริหารงานระดับภูมิภาค

เชอรี่ เตรียมลงทุนหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปรับปรุงโรงงาน เพิ่มเครื่องจักร และอัปเกรดระบบสาธารณูปโภคภายในโรงงาน ก่อนเริ่มเดินสายการผลิตรถยนต์ในแอฟริกาใต้ช่วงกลางปี 2570 แม้บริษัทยังไม่เปิดเผยมูลค่าการลงทุนที่ชัดเจน แต่ระบุว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับโรงงานให้รองรับการผลิตรถรุ่นใหม่ และรองรับการขยายตัวในระยะยาว

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตา คือ เชอรี่ยืนยันว่าจะคงพนักงานเดิมทั้งหมด 692 คนของโรงงานไว้ พร้อมคาดว่าโครงการนี้จะสร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมเกือบ 3,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมภาคการผลิต ซัพพลายเชน โลจิสติกส์ และบริการที่เกี่ยวข้อง

สรุปข่าว

Chery เดินหน้าเร่งขยายฐานผลิตนอกจีน เข้ารับช่วงต่อโรงงาน Nissan ในแอฟริกาใต้ เตรียมลงทุนอัปเกรดสายการผลิต ก่อนเริ่มผลิตรถกลางปี 2570 ตั้งเป้าใช้ประเทศนี้เป็นฮับบุกตลาดแอฟริกา

ค่ายรถจีนยังเดินหน้าขยายฐานการผลิตนอกประเทศต่อเนื่อง ล่าสุด Chery (เชอรี่) ผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ของจีน เข้ารับช่วงต่อโรงงานผลิตรถยนต์เดิมของ Nissan (นิสสัน) ในเมืองรอสลิน ประเทศแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการ ภายใต้ข้อตกลงที่ประกาศไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม

ดีลนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเชอรี่ในการปักธงตลาดแอฟริกา เพราะบริษัทประกาศชัดเจนว่า ต้องการยกระดับแอฟริกาใต้ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจของเชอรี่ในภูมิภาค ครอบคลุมทั้งการผลิต การส่งออก การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการบริหารงานระดับภูมิภาค

เชอรี่ เตรียมลงทุนหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปรับปรุงโรงงาน เพิ่มเครื่องจักร และอัปเกรดระบบสาธารณูปโภคภายในโรงงาน ก่อนเริ่มเดินสายการผลิตรถยนต์ในแอฟริกาใต้ช่วงกลางปี 2570 แม้บริษัทยังไม่เปิดเผยมูลค่าการลงทุนที่ชัดเจน แต่ระบุว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับโรงงานให้รองรับการผลิตรถรุ่นใหม่ และรองรับการขยายตัวในระยะยาว

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตา คือ เชอรี่ยืนยันว่าจะคงพนักงานเดิมทั้งหมด 692 คนของโรงงานไว้ พร้อมคาดว่าโครงการนี้จะสร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมเกือบ 3,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมภาคการผลิต ซัพพลายเชน โลจิสติกส์ และบริการที่เกี่ยวข้อง

ผู้บริหารเชอรี่ระบุว่า เป้าหมายระยะยาว คือการผลักดันโรงงานรอสลินให้กลายเป็นศูนย์กลางยานยนต์ครบวงจร ไม่ใช่เพียงโรงงานประกอบรถยนต์ แต่จะรวมถึงงานวิจัยและพัฒนา การบริหารซัพพลายเชน และศูนย์ฝึกอบรมบุคลากร เพื่อสนับสนุนเป้าหมายยอดขายรถยนต์ในแอฟริกาใต้ให้มากกว่า 100,000 คันต่อปี

ในระยะแรก โรงงานแห่งนี้จะใช้ผลิตรถยนต์ตระกูลเจ็ทัวร์ ที ซีรีส์ รวมถึงรุ่นทีวัน เจคู เจไฟว์ และเชอรี่ ทิกโก โฟร์ ซึ่งเป็นกลุ่มรถเอสยูวี โดยเฉพาะรุ่นเจคู เจไฟว์ จะมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน และรุ่นรถพลังงานใหม่ หรือเอ็นอีวี สะท้อนทิศทางของเชอรี่ที่ต้องการทำตลาดทั้งรถน้ำมัน รถไฮบริด และรถพลังงานทางเลือกในแอฟริกาใต้

ช่วงเริ่มเร่งกำลังการผลิตในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2570 เชอรี่คาดว่าจะผลิตรถยนต์ได้ประมาณ 15,000 คัน ก่อนเพิ่มกำลังการผลิตในระยะถัดไปตามความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ เชอรี่ยังเริ่มวางแผนเพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ โดยตั้งเป้าให้มีสัดส่วนชิ้นส่วนท้องถิ่นร้อยละ 40 ในระยะแรก และอยู่ระหว่างสำรวจซัพพลายเออร์ระดับเทียร์วัน ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนนำซัพพลายเออร์จากจีนเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า รถพลังงานใหม่ และระบบอัจฉริยะภายในรถ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน ที่กำลังเร่งขยายฐานการผลิตและเครือข่ายการขายไปต่างประเทศ หลังตลาดในจีนเผชิญการแข่งขันรุนแรง สงครามราคา และภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน ทำให้ผู้ผลิตรถจีนต้องเร่งหาตลาดใหม่เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต

สำหรับแอฟริกาใต้ การเข้ามาของเชอรี่ไม่เพียงช่วยฟื้นบทบาทของโรงงานเดิมของนิสสัน แต่ยังอาจทำให้ประเทศนี้กลายเป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญของรถยนต์จีนในการบุกตลาดแอฟริกา ทั้งในด้านการผลิต การจ้างงาน และการส่งออกในระยะยาว