ทำไม! "EV จีน" อายุเฉลี่ย 1.8 ปี สั้นกว่าเวลาใช้งานมือถือ

Share on Line Share on Facebook Share on X

จากรายงานการพัฒนาตลาดบริการหลังการขายรถยนต์จีนปี 2025 ซึ่งจัดทำโดย สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) ร่วมกับ Hejun Consulting ระบุว่า รถยนต์นั่งพลังงานใหม่ที่จดทะเบียนใช้งานอยู่ในจีน มีอายุเฉลี่ยเพียง 1 ปี 8 เดือนเท่านั้น โดยรถยนต์พลังงานใหม่กว่าร้อยละ 90 ในปัจจุบัน จะมีอายุอยู่ระหว่าง 1-3 ปี

ขณะที่รถยนต์นั่งที่ใช้น้ำมัน มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 8 ปี 2 เดือน โดยรถที่มีอายุมากกว่า 7 ปี มีสัดส่วนเกือบร้อยละ 60 และเจ้าของรถกว่าร้อยละ 70 จะเปลี่ยนรถหลังการใช้งานนานเกินกว่า 5 ปีไปแล้ว 

สื่อท้องถิ่นจีน รายงานว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ระยะเวลาการเปลี่ยนรถของผู้ใช้รถยนต์พลังงานใหม่ สั้นลงอย่างมาก จนในหลายกรณีสั้นกว่าระยะเวลาที่ผู้บริโภคจำนวนมากใช้สมาร์ตโฟนเสียอีก

ส่วนสาเหตุนั้น ทางเลขาธิการสมาคมข้อมูลตลาดรถยนต์นั่งจีน Cui Dongshu กล่าวว่า อายุเฉลี่ยของรถยนต์พลังงานใหม่ที่สั้นมาก เกิดจาก 2 ปัจจัยสำคัญ

สรุปข่าว

มีผลสำรวจที่สร้างความตื่นตลึงให้กับวงการรถยนต์ไฟฟ้า จากรายงานที่ว่ารถ EV ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนในประเทศจีน มีอายุเฉลี่ยเพียง 1 ปี 8 เดือน สั้นกว่าการใช้งานมือถือ และต่ำกว่ารถน้ำมันที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 8 ปี 2 เดือน พร้อมชี้ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคมีแนวโน้มมองรถ เป็นเหมือนอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ในแบบเดียวกับสมาร์ตโฟนมากขึ้น

จากรายงานการพัฒนาตลาดบริการหลังการขายรถยนต์จีนปี 2025 ซึ่งจัดทำโดย สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) ร่วมกับ Hejun Consulting ระบุว่า รถยนต์นั่งพลังงานใหม่ที่จดทะเบียนใช้งานอยู่ในจีน มีอายุเฉลี่ยเพียง 1 ปี 8 เดือนเท่านั้น โดยรถยนต์พลังงานใหม่กว่าร้อยละ 90 ในปัจจุบัน จะมีอายุอยู่ระหว่าง 1-3 ปี

ขณะที่รถยนต์นั่งที่ใช้น้ำมัน มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 8 ปี 2 เดือน โดยรถที่มีอายุมากกว่า 7 ปี มีสัดส่วนเกือบร้อยละ 60 และเจ้าของรถกว่าร้อยละ 70 จะเปลี่ยนรถหลังการใช้งานนานเกินกว่า 5 ปีไปแล้ว 

สื่อท้องถิ่นจีน รายงานว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ระยะเวลาการเปลี่ยนรถของผู้ใช้รถยนต์พลังงานใหม่ สั้นลงอย่างมาก จนในหลายกรณีสั้นกว่าระยะเวลาที่ผู้บริโภคจำนวนมากใช้สมาร์ตโฟนเสียอีก

ส่วนสาเหตุนั้น ทางเลขาธิการสมาคมข้อมูลตลาดรถยนต์นั่งจีน Cui Dongshu กล่าวว่า อายุเฉลี่ยของรถยนต์พลังงานใหม่ที่สั้นมาก เกิดจาก 2 ปัจจัยสำคัญ

ปัจจัยแรกคือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ของจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีรถใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมหาศาล ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของรถยนต์ทั้งระบบลดลงโดยอัตโนมัติ

ข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ยังพบว่า ณ สิ้นปี 2025 จีนมีรถยนต์พลังงานใหม่สะสมเกือบ 44 ล้านคัน (43.97 ล้านคัน) และมีรถจดทะเบียนใหม่ในปีเดียวสูงเกือบ 13 ล้านคัน (12.93 ล้านคัน) นั่นหมายความว่า รถยนต์พลังงานใหม่ทุก ๆ 3.4 คัน จะมี 1 คันที่เพิ่งจดทะเบียนภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่า คือการพัฒนาเทคโนโลยีของรถยนต์พลังงานใหม่ที่รวดเร็ว จนทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนรถเร็วขึ้น ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของรถลดลงตามไปด้วย

ปัจจุบัน รถยนต์พลังงานใหม่มีลักษณะคล้ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ผู้บริโภคจึงไม่ได้มองรถเป็นเพียงพาหนะสำหรับใช้งานระยะยาวเหมือนในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและฟังก์ชันใหม่ ๆ ที่ได้รับการอัปเกรดอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ มีอธิบายเพิ่มเติมว่า รถยนต์ใช้น้ำมัน มีเทคโนโลยีหลักอยู่ที่เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และระบบกลไกต่าง ๆ ซึ่งมีรอบการพัฒนาเทคโนโลยีค่อนข้างยาว โดยใช้เวลาประมาณ 5-8 ปี กว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้แม้จะเป็นรถรุ่นเก่า ก็ไม่ได้ล้าสมัยจากรถรุ่นใหม่อย่างชัดเจนนัก

ในทางกลับกัน รถยนต์พลังงานใหม่มีเทคโนโลยีหลักอยู่ที่แบตเตอรี่ ชิปประมวลผล ซอฟต์แวร์ และระบบช่วยขับอัตโนมัติ ซึ่งพัฒนาอย่างรวดเร็ว ตามรายงานของ McKinsey ระบุว่า ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ในจีนใช้เวลาพัฒนารถยนต์พลังงานใหม่เฉลี่ยเพียง 24 เดือน ลดลงอย่างมากจากรถยนต์ใช้น้ำมันที่ใช้เวลาประมาณ 60 เดือน

ผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายยังเปิดตัวรถรุ่นใหม่และปรับโฉมรถต่อเนื่อง ส่งผลให้รถที่เพิ่งซื้อมาได้เพียงไม่กี่ปี อาจมีฮาร์ดแวร์หรือชิปประมวลผลที่ไม่สามารถรองรับระบบอินโฟเทนเมนต์ หรือฟังก์ชันอัจฉริยะรุ่นใหม่ได้เต็มประสิทธิภาพ ขณะที่ระบบช่วยขับของรถรุ่นเดิมก็เริ่มด้อยกว่ารถรุ่นใหม่อย่างเห็นได้ชัด 

ความแตกต่างของประสบการณ์การใช้งานดังกล่าว กลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเปลี่ยนรถเร็วขึ้น ประกอบกับมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนรถของภาครัฐ ยิ่งทำให้วงจรการเปลี่ยนรถของผู้บริโภคสั้นลง

รายงานดังกล่าว ยังระบุว่า ผู้บริโภคอายุต่ำกว่า 35 ปี เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของรถยนต์พลังงานใหม่ และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มยานยนต์ Dongchedi พบว่าร้อยละ 43 ของเจ้าของรถยนต์พลังงานใหม่ เปลี่ยนรถเพื่ออัปเกรดฟังก์ชันอัจฉริยะและยกระดับประสบการณ์การใช้งาน 

ขณะเดียวกัน การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ต่อเนื่อง วงจรการเปลี่ยนรถที่สั้นลง และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ยังส่งผลกระทบต่อมูลค่าขายต่อของรถยนต์พลังงานใหม่

ข้อมูลจากสมาคมผู้ค้ารถยนต์จีนระบุว่า รถยนต์พลังงานใหม่มีมูลค่าคงเหลือหลังใช้งาน 3 ปี อยู่ที่ประมาณร้อยละ 43.35 ขณะที่รถยนต์ใช้น้ำมันส่วนใหญ่ยังรักษามูลค่าได้มากกว่าร้อย 50

ปัจจัยส่วนหนึ่งที่กดดันมูลค่ารถ คือความกังวลเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่

เนื่องจากเจ้าของรถจำนวนมากมองว่า หากแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอาจสูงตั้งแต่หลายหมื่นไปจนถึงหลักแสนหยวน ดังนั้น แทนที่จะถือครองรถที่มูลค่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจึงเลือกเปลี่ยนเป็นรถคันใหม่เสียแต่เนิ่น ๆ 

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ แรงขับเคลื่อนหลักของตลาดเริ่มเปลี่ยนจาก จีน ไปเป็น ยุโรป แทน

รายงานข่าวจาก รอยเตอร์ส ระบุว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ และปลั๊กอินไฮบริด ทั่วโลก ของเดือนมิถุนายน มีจำนวน 2 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดจดทะเบียนสะสมในช่วงครึ่งปีแรกของปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 2

ทั้งพบว่า ยุโรปกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลก หลังยอดจดทะเบียนพุ่งขึ้นร้อยละ 31 แตะประมาณ 530,000 คัน  เป็นสถิติสูงสุดของเดือนมิถุนายน ขณะเดียวกัน BMI ระบุว่า ปัจจุบันยุโรปได้ก้าวขึ้นมาเป็น เครื่องยนต์หลักของการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลก

สวนทางกับจีนและอเมริกาเหนือ โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในจีนลดลงร้อยละ 11 เหลือประมาณ 1 ล้านคัน ขณะที่อเมริกาเหนือลดลงร้อยละ 13 หลังสหรัฐฯ ยุติ มาตรการเครดิตภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าบางส่วน

โดยผู้ผลิตรถยนต์จีนยังคงเร่งขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อชดเชยความต้องการภายในประเทศที่เริ่มอ่อนแรงลง ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและยอดขายในประเทศที่ชะลอตัว

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ : -