หนี้สาธารณะไทยยุคอนุทิน 1–2 เพิ่ม 9.66 แสนล้าน จ่อเพดาน 70%

Share on Line Share on Facebook Share on X
หนี้สาธารณะไทยยุคอนุทิน 1–2 เพิ่ม 9.66 แสนล้าน จ่อเพดาน 70%


สถานการณ์หนี้สาธารณะไทยในช่วงรัฐบาลอนุทิน 1 และอนุทิน 2 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 11 เดือน จากเดือนกันยายน 2568 ถึงสิงหาคม 2569 โดยยอดหนี้ขยับจาก 12.23 ล้านล้านบาท เป็น 13.19 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 966,000 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มจาก 64.71% เป็น 67.94% เข้าใกล้เพดานหนี้สาธารณะ 70% ตามกรอบวินัยการคลัง


 

สรุปข่าว

หนี้สาธารณะไทยในยุครัฐบาลอนุทิน 1–2 เพิ่มขึ้น 966,000 ล้านบาทในเวลา 11 เดือน ทำให้ล่าสุด (สิงหาคม 2569) ยอดหนี้แตะ 13.19 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 67.94% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดาน 70% โดยเหลือระยะห่างเพียง 2.06 จุดเปอร์เซ็นต์ แม้ผู้เชี่ยวชาญจะมองว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่รัฐบาลต้องบริหารหนี้ด้วยความรอบคอบ พร้อมทั้งเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด


สถานการณ์หนี้สาธารณะไทยในช่วงรัฐบาลอนุทิน 1 และอนุทิน 2 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 11 เดือน จากเดือนกันยายน 2568 ถึงสิงหาคม 2569 โดยยอดหนี้ขยับจาก 12.23 ล้านล้านบาท เป็น 13.19 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 966,000 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มจาก 64.71% เป็น 67.94% เข้าใกล้เพดานหนี้สาธารณะ 70% ตามกรอบวินัยการคลัง


 

ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แสดงให้เห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ท่ามกลางความจำเป็นในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อบริหารประเทศและสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

เปิดตัวเลขหนี้สาธารณะยุคอนุทิน 1–2

เดือนกันยายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นรัฐบาลอนุทิน 1 ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.71% ของ GDP ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 12.45 ล้านล้านบาทในเดือนธันวาคม 2568 และขยับเป็น 12.68 ล้านล้านบาทในเดือนมีนาคม 2569 หรือ 66.38% ของ GDP

หลังเข้าสู่ช่วงรัฐบาลอนุทิน 2 หนี้สาธารณะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 12.79 ล้านล้านบาท เดือนพฤษภาคม 12.87 ล้านล้านบาท เดือนมิถุนายน 12.93 ล้านล้านบาท และเดือนกรกฎาคมเพิ่มเป็น 13.05 ล้านล้านบาท

ล่าสุดเดือนสิงหาคม 2569 ยอดหนี้สาธารณะอยู่ที่ 13.19 ล้านล้านบาท คิดเป็น 67.94% ของ GDP ขณะที่กราฟิกคาดการณ์ว่าเดือนกันยายน 2569 อาจเพิ่มเป็นประมาณ 13.2 ล้านล้านบาท หรือราว 68% ของ GDP

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของหนี้ตลอด 11 เดือนเป็นข้อมูลตามช่วงเวลา ไม่ได้หมายความว่าหนี้ทั้งหมดเกิดจากนโยบายของรัฐบาลชุดใดโดยเฉพาะ เนื่องจากภาระหนี้ยังเกี่ยวข้องกับงบประมาณและการกู้ยืมที่ดำเนินการต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า

หนี้แตะ 67.94% เหลือระยะห่างเพดานเพียง 2.06 จุดเปอร์เซ็นต์

เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนหนี้สาธารณะล่าสุดที่ 67.94% ของ GDP กับเพดาน 70% พบว่าไทยเหลือระยะห่างเพียง 2.06 จุดเปอร์เซ็นต์ ทำให้การบริหารหนี้และการรักษาวินัยการคลังเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยกำหนดกรอบหนี้สาธารณะไว้ไม่เกิน 60% ของ GDP ก่อนปรับเพิ่มเป็น 70% เพื่อรองรับการใช้จ่ายฟื้นฟูเศรษฐกิจ

แม้ปัจจุบันหนี้สาธารณะยังอยู่ภายใต้เพดาน แต่ระดับที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้รัฐบาลต้องบริหารการกู้ยืมอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และการใช้งบประมาณ

ผู้เชี่ยวชาญชี้หนี้ไทยยังไม่วิกฤต แต่เศรษฐกิจต้องเติบโต

รศ.ดร.สมชาย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ให้สัมภาษณ์รายการคนชนข่าว ทาง TNN ช่อง 16 ว่า สถานการณ์หนี้สาธารณะไทยยังไม่ถึงขั้นอันตราย แม้เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 โดยรัฐบาลพยายามรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินเพดาน 70%

อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ควบคู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจ หาก GDP ขยายตัวต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มฐานรายได้และความสามารถในการบริหารหนี้ แต่หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำเป็นเวลานาน ภาระหนี้อาจกลายเป็นข้อจำกัดด้านงบประมาณในอนาคต

ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงกับการประชุม IMF–World Bank 2026 ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ซึ่งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลัง

จับตารัฐบาลอนุทิน 2 บริหารหนี้ควบคู่กระตุ้นเศรษฐกิจ

ภายใต้สถานการณ์หนี้สาธารณะที่เข้าใกล้เพดาน 70% รัฐบาลต้องรักษาสมดุลระหว่างการใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจกับการควบคุมภาระหนี้ในระยะยาว

รศ.ดร.สมชาย เสนอว่า ประเทศไทยควรเร่งยกระดับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจากค่าเฉลี่ยประมาณ 2% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ให้เพิ่มเป็น 3% ในระยะกลาง และมุ่งสู่ระดับ 5% ในระยะยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมการลงทุน พัฒนาทักษะแรงงาน และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มผลิตภาพ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย

หลังการประชุม IMF–World Bank สิ้นสุดลง ประเด็นที่ต้องติดตามคือแผนบริหารหนี้สาธารณะ การควบคุมการขาดดุลงบประมาณ และมาตรการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตสูงขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังภายใต้เพดานหนี้ 70% ของ GDP

 

ที่มาข้อมูล : TNN / สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

ที่มารูปภาพ : TNN / Freepik

บรรณาธิการออนไลน์