หนี้ครัวเรือนไทยสูง รัฐกู้ใกล้เพดาน IMF เตือนจากกรุงเทพฯ ดอกเบี้ยแพงอีกนาน

Share on Line Share on Facebook Share on X
หนี้ครัวเรือนไทยสูง รัฐกู้ใกล้เพดาน IMF เตือนจากกรุงเทพฯ ดอกเบี้ยแพงอีกนาน

หนี้ครัวเรือนไทยกลายเป็นคำถามสำคัญอีกครั้ง หลังคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงข่าวที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วโลกจะอยู่ในระดับสูงไปอีกนาน ในวันที่ประเทศไทยผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านไปแล้ว

พูดง่าย ๆ คือ ยุคเงินกู้ราคาถูกยังไม่กลับมาเร็ว ๆ นี้ ใครที่มีหนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือรัฐบาล จะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น และไทยมีหนี้มากทั้งสองฝั่ง 

ทั้งสองเรื่องยังเชื่อมกัน เพราะเมื่อครอบครัวต้องเอาเงินไปผ่อนหนี้ และรัฐต้องเอางบไปจ่ายดอกเบี้ย เงินที่เหลือไว้ใช้จ่ายและลงทุนเพื่อสร้างรายได้ใหม่ก็น้อยลง

ฝั่งประชาชน หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 85.2% ของ GDP ถ้าเทียบขนาดเศรษฐกิจไทยทั้งปีเป็นเงิน 100 บาท คนไทยติดหนี้รวมกันราว 85 บาท ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่าครัวเรือนมีหนี้เฉลี่ยเกือบ 800,00 บาทต่อครัวเรือน

ฝั่งรัฐบาล หนี้สาธารณะอยู่ที่ 67.94% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% ตามกรอบวินัยการคลัง และปีงบประมาณ 2569 รัฐต้องตั้งงบจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมหนี้ 270,664 ล้านบาท

IMF เห็นอะไร ทำไมดอกเบี้ยจะแพงไปอีกนาน

IMF ประเมินว่าดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วโลกจะอยู่ในระดับสูงไปอีกนาน เพราะพื้นฐานของโลกเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ความผันผวนชั่วคราว

คำถามนี้มาจากผู้สื่อข่าวชาวสิงคโปร์ ซึ่งถามว่าหากต้นทุนการกู้ยืมอยู่สูงนาน รัฐบาลจะสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไร โดยยกไทยที่มีหนี้ครัวเรือนสูงเป็นตัวอย่าง

"คำตอบคือ มีความเป็นไปได้สูงมากว่า (ต้นทุนการกู้ยืม) จะอยู่ในระดับสูงไปอีกนาน" คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าว 

เธออธิบายว่า ราคาพลังงานสูงทำให้ของราคาสูง ดอกเบี้ยจึงขึ้นตาม บวกกับบริษัททั่วโลกแห่ระดมเงินไปลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความต้องการเงินกู้จึงสูง ราคาของเงินหรือดอกเบี้ยจึงแพงตาม

สรุปข่าว

หนี้ครัวเรือนไทยกลายเป็นคำถามสำคัญอีกครั้ง หลังคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงข่าวที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วโลกจะอยู่ในระดับสูงไปอีกนาน ในวันที่ประเทศไทยผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านไปแล้ว

หนี้ครัวเรือนไทยกลายเป็นคำถามสำคัญอีกครั้ง หลังคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงข่าวที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วโลกจะอยู่ในระดับสูงไปอีกนาน ในวันที่ประเทศไทยผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านไปแล้ว

พูดง่าย ๆ คือ ยุคเงินกู้ราคาถูกยังไม่กลับมาเร็ว ๆ นี้ ใครที่มีหนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือรัฐบาล จะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น และไทยมีหนี้มากทั้งสองฝั่ง 

ทั้งสองเรื่องยังเชื่อมกัน เพราะเมื่อครอบครัวต้องเอาเงินไปผ่อนหนี้ และรัฐต้องเอางบไปจ่ายดอกเบี้ย เงินที่เหลือไว้ใช้จ่ายและลงทุนเพื่อสร้างรายได้ใหม่ก็น้อยลง

ฝั่งประชาชน หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 85.2% ของ GDP ถ้าเทียบขนาดเศรษฐกิจไทยทั้งปีเป็นเงิน 100 บาท คนไทยติดหนี้รวมกันราว 85 บาท ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่าครัวเรือนมีหนี้เฉลี่ยเกือบ 800,00 บาทต่อครัวเรือน

ฝั่งรัฐบาล หนี้สาธารณะอยู่ที่ 67.94% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% ตามกรอบวินัยการคลัง และปีงบประมาณ 2569 รัฐต้องตั้งงบจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมหนี้ 270,664 ล้านบาท

IMF เห็นอะไร ทำไมดอกเบี้ยจะแพงไปอีกนาน

IMF ประเมินว่าดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วโลกจะอยู่ในระดับสูงไปอีกนาน เพราะพื้นฐานของโลกเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ความผันผวนชั่วคราว

คำถามนี้มาจากผู้สื่อข่าวชาวสิงคโปร์ ซึ่งถามว่าหากต้นทุนการกู้ยืมอยู่สูงนาน รัฐบาลจะสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไร โดยยกไทยที่มีหนี้ครัวเรือนสูงเป็นตัวอย่าง

"คำตอบคือ มีความเป็นไปได้สูงมากว่า (ต้นทุนการกู้ยืม) จะอยู่ในระดับสูงไปอีกนาน" คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าว 

เธออธิบายว่า ราคาพลังงานสูงทำให้ของราคาสูง ดอกเบี้ยจึงขึ้นตาม บวกกับบริษัททั่วโลกแห่ระดมเงินไปลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความต้องการเงินกู้จึงสูง ราคาของเงินหรือดอกเบี้ยจึงแพงตาม

ทำไมไทยต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น

ไทยต้องจ่ายสูงขึ้น เพราะดอกเบี้ยพื้นฐานของทั้งโลกขยับขึ้น ไม่ใช่เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นไทยน้อยลง จอร์เจียวาระบุว่า ความเสี่ยงที่นักลงทุนมองประเทศตลาดเกิดใหม่ยังทรงตัว 

"ดอกเบี้ยพื้นฐานกำลังยกตัวสูงขึ้น และสิ่งนี้กำลังกัดกร่อนสิ่งที่ตลาดเกิดใหม่ทำสำเร็จมา ด้วยการทำให้ต้นทุนชำระหนี้สูงขึ้น" กอร์เกียวา ระบุ 

ตัวเลขในไทยยืนยันภาพนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยรายงานว่า ดอกเบี้ยที่รัฐต้องจ่ายเมื่อกู้เงินระยะ 10 ปี อยู่ที่ 2.37% ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 

อย่างไรก็ตาม กอร์เกียวา ย้ำว่ายังไม่ใช่วิกฤต ตลาดยังทำงานตามปกติ และประเทศต่าง ๆ ยังกู้เงินได้

หนี้ครัวเรือนไทยสูงแค่ไหน และไม่ดีอย่างไร

หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในกลุ่มสูงที่สุดในโลก ตามที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยระบุ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 85.2% ของ GDP ลดลงจากจุดสูงสุด 95.5% ในช่วงโควิด แต่ยังสูงกว่าเส้น 80% ที่ถือว่าน่ากังวล

ผลสำรวจครัวเรือน 1,720 รายของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่า 91.8% มีหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 794,945 บาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากปีก่อน

ปัญหาข้อแรกคือเศรษฐกิจโตช้า เงินที่ต้องเอาไปผ่อนหนี้คือเงินที่ไม่ได้ถูกใช้จ่ายอย่างอื่น เมื่อทุกบ้านรัดเข็มขัดพร้อมกัน ร้านค้าก็ขายได้น้อยลง ธุรกิจก็จ้างงานน้อยลง ธนาคารแห่งประเทศไทยอ้างงานวิจัยของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ว่า การกู้ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้แค่ช่วงสั้น ๆ แต่ถ้าหนี้ครัวเรือนเกิน 80% ของ GDP จะเริ่มฉุดการเติบโตในระยะยาว

รัฐบาลไทยกู้เยอะเกินไปหรือไม่

หนี้ของรัฐบาลไทยยังไม่เกินเพดาน แต่เข้าใกล้มากแล้ว ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 13.19 ล้านล้านบาท หรือ 67.94% ของ GDP ขณะที่เพดานอยู่ที่ 70% สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะคาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2569 จะอยู่ที่ราว 68% ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

กอร์เกียวาไม่ได้ประเมินหนี้สาธารณะไทยเป็นการเฉพาะ แต่เมื่อตอบคำถามเรื่องหนี้ของฝรั่งเศสและยูโรโซน เธออธิบายหลักที่ใช้ได้กับทุกประเทศที่มีหนี้สูง

"ปัญหาคือต้นทุนของเงินกู้นั้น และมันจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ หากระดับหนี้ไม่ลดลง" กอร์เกียวา กล่าว 

ในไทย ต้นทุนนี้เห็นได้ชัด ปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลไทยตั้งงบจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมหนี้ 270,664 ล้านบาท ราว 7.1% ของงบประมาณทั้งหมด เฉลี่ยวันละราว 740 ล้านบาท หรือราว 3,800 บาทต่อคนไทยหนึ่งคนต่อปี เงินก้อนนี้คือเงินที่จะไม่ได้ถูกนำไปสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล หรือถนน และเมื่อหนี้ใกล้เพดาน รัฐก็มีช่องว่างให้กู้เพิ่มน้อยลงหากเกิดวิกฤตซ้ำซ้อนเข้ามาอีก

"พื้นฐานสำคัญ จัดบ้านของคุณให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้น ประชาชนและภาคธุรกิจของคุณจะต้องจ่ายราคา" กอร์เกียวา กล่าวถึงประเทศต่าง ๆ ไม่ได้เจาะจงที่ไทย

ประเทศไทยควรแก้อย่างไร

IMF แนะไทยและประเทศต่าง ๆ 3ทาง คือเร่งทำให้เศรษฐกิจโต ทำฐานะการเงินของประเทศให้แข็งแรง และค้าขายกับเพื่อนบ้านให้มากขึ้น เมื่อรายได้โตเร็วกว่าหนี้ สัดส่วนหนี้จะลดลงเอง

"มุ่งยกระดับการเติบโตของคุณ ทำให้แน่ใจว่าคุณมีรากฐานเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแรงมาก เพื่อไม่ให้เปราะบางต่อแรงกระแทก" กอร์เกียวา กล่าว 

ข้อที่ 3 เป็นข้อที่เธอให้น้ำหนักเป็นพิเศษ เธอระบุว่าอาเซียนค้าขายกับโลกภายนอกมากกว่าค้ากันเอง การค้าภายในอาเซียนอยู่ที่ 22% ขณะที่สหภาพยุโรปค้ากันเองถึง 60%

"ดังนั้น ยังมีอีกมากที่ไทยทำได้ เพียงแค่ใช้ประโยชน์จากเพื่อนบ้าน" กอร์เกียวา ระบุ 

แต่การเติบโตอย่างเดียวอาจไม่พอ เมื่อตอบคำถามเรื่องหนี้ของสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ หวังพึ่งการเติบโตที่แข็งแรงเพื่อลดหนี้ กอร์เกียวาให้มุมมองของ IMF ไว้ว่า

"การเติบโตช่วยได้แน่นอน แต่ไม่สามารถทำให้การปรับตัวที่จำเป็นเกิดขึ้นได้เร็วพอ" กอร์เกียวา กล่าว

AI คือโอกาสของไทยหรือไม่

"ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่แถวหน้าของการได้ประโยชน์จากกระแสลงทุน AI" จอร์เจียวา ระบุ

ตัวเลขสนับสนุนมุมมองนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รายงานว่าครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1,299 โครงการ มูลค่า 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์และ AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ IMF ปรับคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.1% จากแรงหนุนของการลงทุนด้าน AI

อีกด้านหนึ่ง กอร์เกียวาเตือนในการแถลงข่าวเดียวกันว่า หากผลตอบแทนจาก AI ไม่เป็นไปตามคาด อาจนำไปสู่การปรับฐานของตลาดได้

ทำไม IMF เตือนว่าอย่าชะล่าใจ

กอร์เกียวาใช้วลี Winter is coming หรือฤดูหนาวกำลังมา ในสองความหมาย ความหมายแรกคือฤดูหนาวในซีกโลกเหนือ ซึ่งจะทำให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นและกดดันราคาพลังงาน ความหมายที่สองคือคำเตือนเรื่องความประมาท

"เพราะเรายืนหยัดผ่านแรงกระแทกมาได้มากมาย จึงมีความเสี่ยงจริง ๆ ที่จะเกิดความชะล่าใจ" กอร์เกียวา กล่าว 


ที่มาข้อมูล : IMF

ที่มารูปภาพ : Reuters