สร้างความยืดหยุ่น บนโลกที่แบ่งขั้ว พลิกวิกฤตความแตกแยกสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงินโลก

นับตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 โลกก็เข้าสู่ความท้าทายครั้งใหม่ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจการเงินเพียงอย่างเดียว แต่แรงกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งทั่วทุกมุมโลกยังคงกระทบต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
จริงอยู่ว่า แม้ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์อาจจะกระตุกอยู่บางภูมิภาค แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความขัดแย้งเหล่านี้ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจระดับโลก
ท่ามกลางมรสุมความขัดแย้งและแรงกระแทกที่ไม่หยุดหย่อน คำถามสำคัญที่โลกการเงินและผู้นำระดับโลกต่างต้องขบคิดร่วมกันก็คือ "เราจะสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจ ท่ามกลางโลกที่กำลังแตกแยกได้อย่างไร ?"
โลกเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต แต่เศรษฐกิจยังยืดหยุ่น เพราะการค้าและเงินทุนต้องหาทางไปต่อ
บนเวทีเสวนา Building Resilience in a Fragmented World ในงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings ประจำปี 2026 ไฟซาล อิสลาม (Faisal Islam) บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ สำข่าว BBC ซึ่งทำหน้าที่เป็นพิธีกรของการเสวนานี้ ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลา 6-8 เดือนที่ผ่านมา โลกเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตมาโดยตลอด ตั้งแต่สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งตามหลักแล้วสิ่งเหล่านี้ จะต้องส่งผลกระทบหนักต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก แต่ปรากฎว่า เศรษฐกิจโลกกลับมีความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าที่คาดไว้มาก จนนำไปสู่คำถามที่ว่า “ความยืดหยุ่น” ที่ว่านี้จะอยู่ไปได้นานแค่ไหนบนโลกที่กำลังแตกแยก ทิศทางและทางออกต่อจากนี้ควรจะเป็นอย่างไร ?
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย กล่าวว่า เราอยู่ในโลกที่กำลังแตกแยก และมันก็ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่ประเทศและบริษัทต่าง ๆ ดำเนินการอยู่ไปสิ้นเชิง
“ในอดีต ประเทศและบริษัทต่าง ๆ มุ่งเน้นเรื่อง 'ประสิทธิภาพต้องมาก่อน' แต่ตอนนี้พวกเขากำลังเปลี่ยนไปสู่การให้ 'ความมั่นคงมาก่อน' พวกเขาต้องการกระจายตลาด เพื่อให้มั่นใจว่ามีความยืดหยุ่น นั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างพลิกฝ่ามือทั่วทุกมุมโลก” ดร. เอกนิติ กล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แบ่งผลกระทบจากโลกแบ่งขั้วออกเป็นทั้งหมด 3 มิติ ได้แก่
1. มิติทางการค้า
ดร.เอกนิติ เปรียบเปรยสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบันเสมือนกระแสน้ำที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง
“เมื่อมีใครสักคนสร้างกำแพงขึ้นมาแล้วกระแสน้ำซัดเข้าหากำแพงนั้น น้ำก็จะหาทางไหลออกไปให้ได้ นั่นคือกลไกของมัน” ดร.เอกนิติ กล่าว
คำพูดนี้สะท้อนผ่านสถานการณ์ของประเทศไทยในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา หลังเกิดความขัดแย้งตะวันออกกลางปะทุขึ้น ไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ พึ่งพาการนำเข้า 50% จากตะวันออกกลางย่อมได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น
แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไทยหาทางออกด้วยการหันไปนำเข้าพลังงานจากประเทศในแถบแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกาแทน นั่นคือแนวทางที่ไทยปรับตัว
“แม้ว่าพวกคุณจะสร้างกำแพงขึ้นมา แต่พวกเรากำลังสร้างสะพาน เพื่อข้ามกำแพงนั้น” ดร.เอกนิติ กล่าว
2. มิติทางการเงิน
ตอนนี้เราจะเห็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อแต่ละประเทศแตกต่างกัน สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายมหภาคนั้นมีความสำคัญเพียงใด
ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย ช่วง 7–8 เดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของเราเพิ่มขึ้นเพียง 0.60% เทียบกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งสูงขึ้นถึง 1.20%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปฏิกิริยาของตลาดที่ตอบรับต่อวินัยทางการคลังที่เรายึดมั่นอย่างเหนียวแน่น และมันก็ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
3. มิติทางการลงทุน
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนต่างพยายามมองหาพื้นที่เพื่อกระจายความเสี่ยง พวกเขาไม่อยากจะทุ่มการลงทุนทุกอย่างไว้ที่เดียว แต่ต้องการกระจายออกไป
“โชคดีที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงนี้ โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ คำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) ในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 47% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก”
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของไทยคือการเปลี่ยนตัวเลขคำขอเหล่านี้ให้กลายเป็นการลงทุนจริง ผ่านการตัดทอนขั้นตอนราชการที่ยุ่งยาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนเติบโตมากกว่า 10% ติดต่อกันถึง 2 ไตรมาส และนั่นคือวิธีที่ไทยใช้รับมือกับโลกที่กำลังแบ่งขั้ว
สรุปข่าว
นับตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 โลกก็เข้าสู่ความท้าทายครั้งใหม่ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจการเงินเพียงอย่างเดียว แต่แรงกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งทั่วทุกมุมโลกยังคงกระทบต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
จริงอยู่ว่า แม้ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์อาจจะกระตุกอยู่บางภูมิภาค แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความขัดแย้งเหล่านี้ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจระดับโลก
ท่ามกลางมรสุมความขัดแย้งและแรงกระแทกที่ไม่หยุดหย่อน คำถามสำคัญที่โลกการเงินและผู้นำระดับโลกต่างต้องขบคิดร่วมกันก็คือ "เราจะสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจ ท่ามกลางโลกที่กำลังแตกแยกได้อย่างไร ?"
โลกเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต แต่เศรษฐกิจยังยืดหยุ่น เพราะการค้าและเงินทุนต้องหาทางไปต่อ
บนเวทีเสวนา Building Resilience in a Fragmented World ในงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings ประจำปี 2026 ไฟซาล อิสลาม (Faisal Islam) บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ สำข่าว BBC ซึ่งทำหน้าที่เป็นพิธีกรของการเสวนานี้ ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลา 6-8 เดือนที่ผ่านมา โลกเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตมาโดยตลอด ตั้งแต่สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งตามหลักแล้วสิ่งเหล่านี้ จะต้องส่งผลกระทบหนักต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก แต่ปรากฎว่า เศรษฐกิจโลกกลับมีความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าที่คาดไว้มาก จนนำไปสู่คำถามที่ว่า “ความยืดหยุ่น” ที่ว่านี้จะอยู่ไปได้นานแค่ไหนบนโลกที่กำลังแตกแยก ทิศทางและทางออกต่อจากนี้ควรจะเป็นอย่างไร ?
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย กล่าวว่า เราอยู่ในโลกที่กำลังแตกแยก และมันก็ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่ประเทศและบริษัทต่าง ๆ ดำเนินการอยู่ไปสิ้นเชิง
“ในอดีต ประเทศและบริษัทต่าง ๆ มุ่งเน้นเรื่อง 'ประสิทธิภาพต้องมาก่อน' แต่ตอนนี้พวกเขากำลังเปลี่ยนไปสู่การให้ 'ความมั่นคงมาก่อน' พวกเขาต้องการกระจายตลาด เพื่อให้มั่นใจว่ามีความยืดหยุ่น นั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างพลิกฝ่ามือทั่วทุกมุมโลก” ดร. เอกนิติ กล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แบ่งผลกระทบจากโลกแบ่งขั้วออกเป็นทั้งหมด 3 มิติ ได้แก่
1. มิติทางการค้า
ดร.เอกนิติ เปรียบเปรยสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบันเสมือนกระแสน้ำที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง
“เมื่อมีใครสักคนสร้างกำแพงขึ้นมาแล้วกระแสน้ำซัดเข้าหากำแพงนั้น น้ำก็จะหาทางไหลออกไปให้ได้ นั่นคือกลไกของมัน” ดร.เอกนิติ กล่าว
คำพูดนี้สะท้อนผ่านสถานการณ์ของประเทศไทยในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา หลังเกิดความขัดแย้งตะวันออกกลางปะทุขึ้น ไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ พึ่งพาการนำเข้า 50% จากตะวันออกกลางย่อมได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น
แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไทยหาทางออกด้วยการหันไปนำเข้าพลังงานจากประเทศในแถบแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกาแทน นั่นคือแนวทางที่ไทยปรับตัว
“แม้ว่าพวกคุณจะสร้างกำแพงขึ้นมา แต่พวกเรากำลังสร้างสะพาน เพื่อข้ามกำแพงนั้น” ดร.เอกนิติ กล่าว
2. มิติทางการเงิน
ตอนนี้เราจะเห็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อแต่ละประเทศแตกต่างกัน สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายมหภาคนั้นมีความสำคัญเพียงใด
ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย ช่วง 7–8 เดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของเราเพิ่มขึ้นเพียง 0.60% เทียบกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งสูงขึ้นถึง 1.20%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปฏิกิริยาของตลาดที่ตอบรับต่อวินัยทางการคลังที่เรายึดมั่นอย่างเหนียวแน่น และมันก็ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
3. มิติทางการลงทุน
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนต่างพยายามมองหาพื้นที่เพื่อกระจายความเสี่ยง พวกเขาไม่อยากจะทุ่มการลงทุนทุกอย่างไว้ที่เดียว แต่ต้องการกระจายออกไป
“โชคดีที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงนี้ โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ คำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) ในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 47% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก”
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของไทยคือการเปลี่ยนตัวเลขคำขอเหล่านี้ให้กลายเป็นการลงทุนจริง ผ่านการตัดทอนขั้นตอนราชการที่ยุ่งยาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การลงทุนภาคเอกชนเติบโตมากกว่า 10% ติดต่อกันถึง 2 ไตรมาส และนั่นคือวิธีที่ไทยใช้รับมือกับโลกที่กำลังแบ่งขั้ว
Opportunity Cost: ต้นทุนที่หายไปเมื่อโลกขาดความร่วมมือ
ท่ามกลางการประเมินตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการแบ่งขั้ว คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ให้เห็นมุมมองที่มักถูกมองข้ามเมื่อขาดความร่วมระหว่างประเทศ นั่นคือ "ต้นทุนค่าเสียโอกาสจากการขาดความร่วมมือ" ซึ่งประกอบด้วย 3 มิติสำคัญ ได้แก่
1.Duplication: การลงทุนทำอะไรซ้ำซ้อนกันอย่างไร้ประสิทธิภาพ
2.Foregone discoveries and achievements: การสูญหายของการค้นพบและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นเร็วกว่านี้
3.The erosion of human connection: การสึกกร่อนของสายสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างมนุษย์
“โลกจำเป็นต้องร่วมมือกันสร้างสะพานเชื่อมโยงความสัมพันธ์ มิเช่นนั้นความหนาวเหน็บจากความแตกแยกจะย้อนกลับมาทำลายความก้าวหน้าของมวลมนุษยชาติอีกครั้ง” คริสตาลินา กล่าว
ด้านอาเจย์ แบงก้า ประธานธนาคารโลก เผยว่า ความแตกแยกทางเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนรูปแบบการค้า จากเดิมที่ประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้บริโภคและประเทศกำลังพัฒนาเป็นฐานการผลิต ไปสู่การค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเองมากขึ้น โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของประเทศกำลังพัฒนาในการค้าโลกเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 40%
อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสอีกมากในการส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งมีการค้าระหว่างประเทศสมาชิกคิดเป็นประมาณ 50–55% ของการค้าทั้งหมดในภูมิภาค ขณะที่หลายภูมิภาคยังมีสัดส่วนต่ำกว่านี้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนข้อตกลงการค้า แต่คือการนำข้อตกลงที่มีอยู่ไปปฏิบัติจริง ผ่านการลดกำแพงภาษีและอุปสรรคทางการค้า ตลอดจนการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร
ขณะเดียวกัน การกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนยังเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาดึงดูดเงินทุนได้มากขึ้น โดยธนาคารโลกสามารถระดมเงินทุนภาคเอกชนสำหรับตลาดเกิดใหม่ได้ 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจาก 32,000 ล้านดอลลาร์เมื่อสามปีก่อน
ถึงกระนั้นการดึงดูดเงินทุนยังขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละประเทศในการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยง นอกจากนี้ ประธานธนาคารโลกยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ โดยมองว่าคนที่มีความสามารถมีอยู่ทั่วโลก แต่โอกาสกลับกระจายไม่เท่าเทียมกัน ประเทศกำลังพัฒนาจึงต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงงานและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
ริกก้า ปูร์รา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ กล่าวว่า ฟินแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก ก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากทำให้การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานและประเทศคู่ค้าปรากฏชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากต้นทุนโลกที่สูงขึ้นและภาวะชะงักงันของอุปทาน
อย่างไรก็ตาม เธอไม่เห็นด้วยที่มองว่าประเทศขนาดเล็กต้องเป็นเพียงผู้รับผลกระทบ เพราะหากพัฒนาศักยภาพและปรับตัวได้ดี ก็สามารถลดการพึ่งพาจุดเปราะบางทางการค้า และมีบทบาทสร้างสมดุลให้กับเศรษฐกิจโลกได้
ปูร์รา เตือนว่า การตอบสนองต่อความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอาจสร้างปัญหาใหม่ โดยเฉพาะการแข่งขันให้เงินอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมและการจัดซื้อร่วมภายในสหภาพยุโรป ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์แก่ประเทศและบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรมากกว่า ส่งผลให้ประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กอย่างฟินแลนด์เสียเปรียบ และอาจบิดเบือนกลไกตลาดพร้อมบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ
ไทยวางบทบาทเป็น Trusted Connector เชื่อมโลกสร้างโอกาส ท่ามกลางความแตกแยก
แม้ความขัดแย้งทั่วโลกจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ผลกระทบกลับไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกัน โดยประเทศและบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรมากกว่าอาจคว้าโอกาสจากความเปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่ประเทศขนาดเล็กและธุรกิจ SME อาจเผชิญความยากลำบากในการปรับตัว
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมองว่า ไทยสามารถใช้สถานะที่อยู่ระหว่างผู้เล่นเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “Trusted Connector” หรือ “ผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ” โดยเชื่อมโยงประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานอย่างลาว เข้ากับประเทศที่มีความต้องการพลังงานสูงอย่างสิงคโปร์ ผ่านความร่วมมือกับไทยและมาเลเซีย เพื่อเปลี่ยนความแตกต่างของแต่ละประเทศให้เป็นโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน
“สิ่งแรกที่เราต้องทำคือสร้างความไว้วางใจในระดับโลก เรายังคงเชื่อมั่นในระเบียบระหว่างประเทศและระบบที่ตั้งอยู่บนกติกาสากล แม้ว่าผู้เล่นรายใหญ่บางรายอาจไม่ได้เชื่อมั่นในระบบดังกล่าว แต่เรายังคงเชื่อมั่น และสามารถทำหน้าที่เชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ในระดับภูมิภาคและภายในอาเซียนได้” เอกนิติ กล่าว
“ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่เราประสบปัญหาด้านพลังงาน และยังคงเผชิญปัญหานี้อยู่ ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิจากตะวันออกกลาง ปัจจุบันเรายังเผชิญกับราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และไม่รู้ว่าสถานการณ์นี้จะยุติลงเมื่อใด แต่หากมองในระดับอาเซียน แม้ประเทศสมาชิกจะมีความหลากหลาย แต่ลาวมีทรัพยากรพลังงานอย่างอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะพลังงานน้ำ ขณะที่สิงคโปร์มีความต้องการพลังงานสูง ส่วนไทยและมาเลเซียสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมลาวเข้ากับสิงคโปร์ได้ นี่คือบทบาทของผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจในอาเซียน เราสามารถเปลี่ยนความหลากหลายให้กลายเป็นความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงได้” เขา กล่าว
เอกนิติ กล่าวต่อไปว่า ไทยต้องใช้โอกาสนี้ยกระดับเศรษฐกิจประเทศ เพิ่มขีดความสามารถของคนไทยและผู้ประกอบการ SME ในประเทศ นอกจากนี้ ภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุน ต้องกำหนดให้นักลงทุนรายใหม่ถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการฝึกอบรมคนไทย เพื่อให้เราสามารถใช้โอกาสนี้พัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
“นี่คือแนวทางเชิงนโยบายที่เราต้องดำเนินการ นั่นคือ สร้างความไว้วางใจในระดับโลก ควบคู่กับการสร้างความไว้วางใจภายในประเทศ และเปลี่ยนเงินทุนให้กลายเป็นขีดความสามารถ” เอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย
โลกต้องการสะพานเชื่อม มากกว่ากำแพงที่สูงขึ้น
ท่ามกลางวิกฤตและความท้าทายที่ถาโถม บทเรียนสำคัญจากเวทีระดับโลกแห่งนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ทางออกที่แท้จริงของการรับมือกับโลกที่กำลังแตกแยก ไม่ใช่การถอยหลังเข้าคลอง ปิดประเทศ หรือมุ่งสร้างกำแพงกีดกันการค้าให้สูงขึ้น
เอกนิติ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการก้าวไปข้างหน้าคือการสร้างสมดุลในสองมิติพร้อม ๆ กัน นั่นคือ การสร้างความไว้วางใจในระดับสากลควบคู่ไปกับการ สร้างความไว้วางใจในระดับท้องถิ่น
“ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจในระดับสากล และเราก็ต้องสร้างความไว้วางใจในระดับท้องถิ่นที่บ้านของเราด้วย”
“ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ เราได้ดึงชุมชนต่าง ๆ เข้ามาร่วมด้วยราว 36-37 ชุมชนทั่วประเทศ ถักทอผ้าเหล่านี้สำหรับใช้ตกแต่งห้องประชุม และนอกจากนี้ เพราะผมต้องการให้พวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของงานระดับนานาชาติครั้งนี้ ผมจึงอยากสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกเขาว่า การได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ซึ่งเปรียบเสมือน 'โอลิมปิกแห่งการเงิน' เป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ไทย พวกเขาคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ และเราจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น เราจะทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ บุคลากรระดับโลก และทำให้ทุกคนมีอนาคตที่ดีขึ้นร่วมกัน” เอกนิติ กล่าว
คริสตาลินา เกออร์เกียวา ผู้อำนวยการ IMF ย้ำว่า โลกไม่ควรมองข้ามความสามารถในการรับมือวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะความยืดหยุ่นไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากต้องอาศัยการเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ชี้ว่า สถาบันการเงินระหว่างประเทศต้องประสานการทำงานให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้ความร่วมมือสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าการทำงานแยกส่วน
ด้านริกกา เพอร์รา รัฐมนตรีคลังฟินแลนด์ มองว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางพลังงาน เทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสะอาด
ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างสะพานเชื่อมจะมีความหมายก็ต่อเมื่อไม่ได้เชื่อมเพียงประเทศเข้าหากัน แต่ยังเชื่อมโอกาสไปถึงผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และชุมชนที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในวันที่กำแพงทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งกำลังสูงขึ้น โลกจึงต้องการสะพานเชื่อม มากกว่ากำแพงที่สูงขึ้น
- 35 ปีเศรษฐกิจไทย จากเสือตัวใหญ่สู่บทเรียนวิกฤตปี 2540 และโจทย์ใหม่ในยุค AI
- จะอยู่รอดอย่างไร? ในโลกที่กำลังแตกแยก เอกนิติย้ำ “เอาระเบียบโลกกลับมา”
- คลื่นคนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน กับอนาคตในยุค AI งาน ชีวิต หรือวิกฤตที่ต้องก้าวข้าม
- เปิดรายงาน IMF แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปีนี้โต 3.1% เอเชียโตสุดเพราะ AI ด้านไทยโต 2.1% ปีนี้และปีหน้า
- เปิดเวทีถก IMF วางอนาคตเศรษฐกิจไทย แก้หนี้ครัวเรือน ชู AI เพิ่มขีดแข่งขัน
ที่มาข้อมูล : IMF and World Bank Group Annual Meetings 2026
ที่มารูปภาพ : TNN
