35 ปีเศรษฐกิจไทย จากเสือตัวใหญ่สู่บทเรียนวิกฤตปี 2540 และโจทย์ใหม่ในยุค AI

Share on Line Share on Facebook Share on X
35 ปีเศรษฐกิจไทย จากเสือตัวใหญ่สู่บทเรียนวิกฤตปี 2540 และโจทย์ใหม่ในยุค AI

จากเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ที่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 1991 สู่เส้นทางการเป็นเจ้าภาพครั้งที่สองในปีนี้ ผ่านไปมากถึง 35 ปี และเรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยเปลี่ยแปลงไปมาก 

โดยในเวทีสัมมนาพิเศษ Thailand Special Seminar: “Bangkok 1991–2026: Thailand's Path to Resilient, Inclusive Growth ในการประชุมใหญ่ทางการเงินวันนี้ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจไทยจากทั้งรัฐ ธนาคารกลาง นักวิชาการ และ IMF มาทบทวนเส้นทางตลอด 3 ทศรรษนี้ให้ภาพตรงกันว่า ไทยเดินทางมาไกลและมีเสถียรภาพแข็งแกร่งขึ้น แต่การเติบโตที่ชะลอลงและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทำให้ต้องปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง

ไทยวันนี้ต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อน

เคนจิ โอคามูระ รองกรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวเปิดว่า ประเทศไทยวันนี้ต่างจาก 35 ปีก่อนมาก เศรษฐกิจขยายตัวราว 3 เท่า GDP ต่อหัวทะลุ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ และความยากจนลดลงกว่าครึ่งจนเหลือราว 5% ไทยเปลี่ยนจากสังคมเกษตรสู่ประเทศส่งออกที่พึ่งพาภาคการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว

เขาชี้ว่าความสำเร็จนี้มาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ กรอบนโยบายและสถาบันที่สร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจรับมือแรงกระแทกครั้งใหญ่ได้ การเปิดประเทศเพื่อการลงทุนและการค้า ซึ่งเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูล และการลงทุนในผู้คน ทั้งด้านการศึกษาและสาธารณสุข ส่วนอนาคต ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI และดิจิทัลจะสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ และเป็นความหวังของการเติบโตที่ครอบคลุม

ด้านกฤษณา ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF เสริมว่า รายได้ต่อหัวของไทยเพิ่มจากราว 1,800 ดอลลาร์เป็น 8,000 ดอลลาร์ และสัดส่วนการเติบโตของเอเชียต่อเศรษฐกิจโลกก็เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 3 ทศวรรษก่อน IMF ติดตามสถานการณ์ภูมิภาคอย่างใกล้ชิด เรียนรู้ และปรับบทบาทของตนเองเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถของแต่ละประเทศ

วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 บทเรียนจากการลืมเสถียรภาพ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้อนว่าช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ IMF ในรอบแรกนั้น คือจุดเพียงแค่จุดเริ่มต้นการพัฒนาเศรษฐกิจ ตอนนั้น ไทยยกระดับทักษะแรงงานจากภาคเกษตรสู่ภาคการผลิต เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นมาก และความยากจนลดลง อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโต 8-10% ทำให้ไทยมั่นใจว่าเป็น "เสือตัวใหญ่" จนละเลยเสถียรภาพและกู้ยืมเงินจำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่วิกฤตปี 2540 และการตกงานของคนจำนวนมาก

วันนี้ไทยเลือกสร้างเสถียรภาพให้ชัดเจน โดยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นราว 3 เท่า เขาย้ำว่าไทยจะไม่ซ้ำรอยปี 2540

ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานสถาบันนโยบายศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ อธิบายว่า ช่วงปี 1990 ไทยเปิดประเทศและส่งเสริมการค้าเสรีตามแนวทางของธนาคารโลกและการผลักดันความร่วมมือในภูมิภาค ทั้งอาเซียน เอเปก และ WTO หลังเปิดการค้าเสรี การส่งออกขยับสู่ระดับ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ไทยยังส่งเสริมตลาดเงินและตลาดทุน ตั้งสำนักงาน ก.ล.ต. และเปิดวิเทศธนกิจ (IBF) ในปี 1992 ทำให้เงินทุนไหลเข้าออกได้คล่องตัว

อย่างไรก็ตาม ภาคการเงินที่เปิดเสรีได้นำไปสู่การกู้ยืมและปล่อยสินเชื่อมากเกินไป ตลาดทุนของไทยดูเหมือนประเทศโลกที่ 1 แต่เศรษฐกิจจริงยังเหมือนประเทศโลกที่ 3 ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน รัฐเข้ามาจัดการโทรคมนาคม ระบบขนส่งในเมืองใหญ่ และพลังงาน ควบคู่กับภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง ขณะที่ระบบสวัสดิการสุขภาพถ้วนหน้าช่วยให้ไทยผลิตแพทย์ได้จำนวนมาก

ในส่วนของวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่าปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธนาคารกลาง ไทยปฏิรูปภาคการเงิน วางกรอบนโยบายใหม่ที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่น และสร้างกันชนมากขึ้น ระบบการเงินจึงแข็งแกร่งกว่าเมื่อ 30 ปีก่อน และรับมือกับการฟื้นตัวได้ดีขึ้น

สรุปข่าว

เวทีเสวนาที่เกี่ยวเนื่องกับการประชุม IMF-World Bank ทบทวน 35 ปีเศรษฐกิจไทยว่าเติบโตขึ้นราว 3 เท่า GDP ต่อหัวทะลุ 8,000 ดอลลาร์ และความยากจนลดเหลือราว 5% โดยมีเสถียรภาพที่แข็งแกร่งขึ้นจากบทเรียนวิกฤตปี 2540 แต่การเติบโตชะลอเหลือราว 2.1% และไทยยังพลาดโอกาสในห่วงโซ่อุปทานโลกเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ผู้ร่วมเสวนาจึงเห็นตรงกันว่าไทยต้องยกระดับผลิตภาพ พัฒนาทักษะคน เปิดรับการลงทุนและภาคบริการ ปรับอุตสาหกรรมสู่ EV แบตเตอรี่ และ AI พร้อมรักษาวินัยการเงินการคลัง และช่วยให้ SME เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

จากเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ที่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 1991 สู่เส้นทางการเป็นเจ้าภาพครั้งที่สองในปีนี้ ผ่านไปมากถึง 35 ปี และเรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยเปลี่ยแปลงไปมาก 

โดยในเวทีสัมมนาพิเศษ Thailand Special Seminar: “Bangkok 1991–2026: Thailand's Path to Resilient, Inclusive Growth ในการประชุมใหญ่ทางการเงินวันนี้ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจไทยจากทั้งรัฐ ธนาคารกลาง นักวิชาการ และ IMF มาทบทวนเส้นทางตลอด 3 ทศรรษนี้ให้ภาพตรงกันว่า ไทยเดินทางมาไกลและมีเสถียรภาพแข็งแกร่งขึ้น แต่การเติบโตที่ชะลอลงและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทำให้ต้องปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้ง

ไทยวันนี้ต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อน

เคนจิ โอคามูระ รองกรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวเปิดว่า ประเทศไทยวันนี้ต่างจาก 35 ปีก่อนมาก เศรษฐกิจขยายตัวราว 3 เท่า GDP ต่อหัวทะลุ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ และความยากจนลดลงกว่าครึ่งจนเหลือราว 5% ไทยเปลี่ยนจากสังคมเกษตรสู่ประเทศส่งออกที่พึ่งพาภาคการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว

เขาชี้ว่าความสำเร็จนี้มาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ กรอบนโยบายและสถาบันที่สร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจรับมือแรงกระแทกครั้งใหญ่ได้ การเปิดประเทศเพื่อการลงทุนและการค้า ซึ่งเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูล และการลงทุนในผู้คน ทั้งด้านการศึกษาและสาธารณสุข ส่วนอนาคต ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI และดิจิทัลจะสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ และเป็นความหวังของการเติบโตที่ครอบคลุม

ด้านกฤษณา ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF เสริมว่า รายได้ต่อหัวของไทยเพิ่มจากราว 1,800 ดอลลาร์เป็น 8,000 ดอลลาร์ และสัดส่วนการเติบโตของเอเชียต่อเศรษฐกิจโลกก็เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับ 3 ทศวรรษก่อน IMF ติดตามสถานการณ์ภูมิภาคอย่างใกล้ชิด เรียนรู้ และปรับบทบาทของตนเองเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถของแต่ละประเทศ

วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 บทเรียนจากการลืมเสถียรภาพ

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้อนว่าช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ IMF ในรอบแรกนั้น คือจุดเพียงแค่จุดเริ่มต้นการพัฒนาเศรษฐกิจ ตอนนั้น ไทยยกระดับทักษะแรงงานจากภาคเกษตรสู่ภาคการผลิต เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นมาก และความยากจนลดลง อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโต 8-10% ทำให้ไทยมั่นใจว่าเป็น "เสือตัวใหญ่" จนละเลยเสถียรภาพและกู้ยืมเงินจำนวนมาก ซึ่งนำไปสู่วิกฤตปี 2540 และการตกงานของคนจำนวนมาก

วันนี้ไทยเลือกสร้างเสถียรภาพให้ชัดเจน โดยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นราว 3 เท่า เขาย้ำว่าไทยจะไม่ซ้ำรอยปี 2540

ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานสถาบันนโยบายศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ อธิบายว่า ช่วงปี 1990 ไทยเปิดประเทศและส่งเสริมการค้าเสรีตามแนวทางของธนาคารโลกและการผลักดันความร่วมมือในภูมิภาค ทั้งอาเซียน เอเปก และ WTO หลังเปิดการค้าเสรี การส่งออกขยับสู่ระดับ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ไทยยังส่งเสริมตลาดเงินและตลาดทุน ตั้งสำนักงาน ก.ล.ต. และเปิดวิเทศธนกิจ (IBF) ในปี 1992 ทำให้เงินทุนไหลเข้าออกได้คล่องตัว

อย่างไรก็ตาม ภาคการเงินที่เปิดเสรีได้นำไปสู่การกู้ยืมและปล่อยสินเชื่อมากเกินไป ตลาดทุนของไทยดูเหมือนประเทศโลกที่ 1 แต่เศรษฐกิจจริงยังเหมือนประเทศโลกที่ 3 ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน รัฐเข้ามาจัดการโทรคมนาคม ระบบขนส่งในเมืองใหญ่ และพลังงาน ควบคู่กับภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง ขณะที่ระบบสวัสดิการสุขภาพถ้วนหน้าช่วยให้ไทยผลิตแพทย์ได้จำนวนมาก

ในส่วนของวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่าปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธนาคารกลาง ไทยปฏิรูปภาคการเงิน วางกรอบนโยบายใหม่ที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่น และสร้างกันชนมากขึ้น ระบบการเงินจึงแข็งแกร่งกว่าเมื่อ 30 ปีก่อน และรับมือกับการฟื้นตัวได้ดีขึ้น

ความท้าทายของเศรษฐกิจไทย : เติบโตช้าลง พลาดโอกาสในห่วงโซ่อุปทาน

แม้เสถียรภาพจะดีขึ้น แต่วิทัย ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยอมรับว่า ไทยยังไม่ประสบความสำเร็จมากนักด้านการเติบโต ก่อนปี 2540 เศรษฐกิจเคยขยายตัวมากกว่า 7% จากนั้นชะลอลงเรื่อยมา และหลังโควิด-19 เหลือราว 2.1% ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ธนาคารกลางจึงเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และเห็นว่านโยบายการเงินและการคลังต้องประสานงานไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมรักษาความน่าเชื่อถือด้านสินเชื่อ สภาพคล่อง และระบบการเงินการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยยังออกมาตรการบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือน เพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของธุรกิจขนาดเล็ก ส่งเสริมการเงินดิจิทัล และจัดการกระแสเงินผิดกฎหมาย

ซึ่ง ศ.ดร.สุธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้สรุป 3 บทเรียนสำคัญของเศรษฐกิจเกิดใหม่ คือ การบูรณาการ ความสามารถในการปรับตัว และศักยภาพ เขาระบุว่าการค้า การลงทุน และนวัตกรรมคือตัวขับเคลื่อนไทยและอาเซียน โดยเงินลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศในอาเซียนอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนศักยภาพของภูมิภาค แต่ไทยยังไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรเพราะปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามคว้าโอกาสเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกได้สำเร็จ

เขาเห็นว่าไทยสร้างอนาคตด้วยการเป็นฐานการผลิตแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องขยับสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับอุตสาหกรรมเดิม ตัวอย่างชัดเจนคืออุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ต้องปรับฐานการผลิตจากเครื่องยนต์สันดาปที่ผลิตให้ญี่ปุ่น ไปสู่แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ โดยมี EV การเติบโตของ AI การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่เป็นแรงผลักดัน

ทางออก: ผลิตภาพ คน และการเปิดกว้าง

รองนายกฯ ชี้ว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สถานการณ์ไทยก็เปลี่ยนไป จากที่มีแรงงานมากมาย เราเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงงานน้อยลง จึงต้องให้ความสำคัญกับผลิตภาพ ดิจิทัล และทุนมนุษย์ พร้อมเปิดรับการลงทุนเป็น "คลื่นลูกที่ 2" เพื่อให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก เขาเสนอให้เปิดโอกาสให้คนไทยพัฒนาทักษะ และให้ SME เข้าสู่ห่วงโซ่ รวมถึงเปิดเสรีภาคบริการให้ต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อยกระดับผลิตภาพภาคบริการควบคู่กับการอัปเกรดภาคการผลิต

เอกนิติมองว่าขณะนี้มีบริษัทต่างชาติจำนวนมากแสวงหาพื้นที่ที่มั่นคง ทำให้มีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เป็นจำนวนมาก ไทยควรใช้โอกาสนี้พัฒนาภาคการผลิต ผู้คน และทักษะ รวมถึงเชื่อมบริษัทเหล่านี้กับมหาวิทยาลัยและชุมชนท้องถิ่น พร้อมลดอุปสรรคและยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการทำงานของเอกชน เขายอมรับว่า "พูดง่ายแต่ทำยาก แต่เราต้องทำ" และย้ำว่าเสถียรภาพการเงินการคลังต้องเป็นกองหลังที่แข็งแกร่งเสมอ

ด้านณรงค์ชัย มองว่าเทคโนโลยีดิจิทัล การเงิน การธนาคาร และ AI เป็นเพียงตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ไทยต้องสนับสนุนการพัฒนาคน เพิ่มผลิตภาพ และเชื่อมโยงกับการพัฒนา รวมถึงเปิดกว้างให้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานมากขึ้น

ศ.ดร.สุธิพันธ์ ยังเสนอว่าไทยควรใช้ประโยชน์จากอาเซียนและกรอบ "อาเซียน+1" ให้มากขึ้น โดยต้องมีขีดความสามารถเชิงสถาบัน ธรรมาภิบาล และคุณภาพสถาบันที่ดีขึ้น เพื่อให้ SME ทั่วประเทศเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ได้ เขาเตือนว่าแรงงานราว 80 ล้านคนในภูมิภาคจะได้รับผลกระทบเมื่อลักษณะงานเปลี่ยนไป ขณะที่ ADB ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะสร้างงานสีเขียวราว 30 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030 การนำนวัตกรรมมาใช้เพิ่มผลิตภาพจึงต้องมาพร้อมขีดความสามารถที่ทันท่วงที และการสร้างความไว้วางใจ

สุดท้าย วิทัย กล่าวสรุปว่า นโยบายของรัฐต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางและการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่นโยบายการเงินต้องรักษาเสถียรภาพด้านราคาและสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ ความน่าเชื่อถือด้านนโยบายสำคัญมาก รัฐต้องลดการขาดดุลเพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนการช่วยเหลือ SME นั้น เขาเห็นว่ารัฐไม่สามารถช่วยได้ทุกราย แต่ต้องพัฒนาให้ SME มีประสิทธิภาพมากขึ้น