จะอยู่รอดอย่างไร? ในโลกที่กำลังแตกแยก เอกนิติย้ำ “เอาระเบียบโลกกลับมา”

หนึ่งในวงเสวนา วันนี้ (13 ตุลาคม) ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการประชุม IMF-World Bank 2026 ภายใต้หัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” หรือ การสร้างความยืดหยุ่น ในโลกที่แตกแยก เมื่อความขัดแย้งได้ปะทุขึ้นทั่วโลกและโลกไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เคย แต่ละประเทศควรจะรับมืออย่างไรให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ?
โดยบุคคลสำคัญที่ร่วมถกบนเวทีนี้ประกอบด้วย “คริสตาลินา กอร์เกียวา” กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), “อาเจย์ บังกา” ประธานกลุ่มธนาคารโลก ร่วมกับ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ “ริกกา ปูร์รา” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฟินแลนด์
กอร์เกียวา กล่าวว่าในยุคนี้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อเมื่อประเทศที่แม้จะเคยเป็นเพื่อนบ้านกันแต่พยายามจะใช้วิธีทางทหารกับอีกประเทศหนึ่งนี่จึงเป็นเหตุผลที่ “ความมั่นคงของชาติ” กลายเป็นสิ่งสำคัญและเป็นเหตุผลให้หลายประเทศต้องเร่งพัฒนาด้านความมั่นคง และนั่นคือเหตุผลที่โลกเปลี่ยนจากการพุ่งเป้าความสำคัญกับเสถียรภาพททางเศรษฐกิจไปเป็นการให้คุณค่ากับความมั่นคงเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
สำหรับ กอร์เกียวา เธอมองว่า “เสถียรภาพทางการเงิน” ต่างหากที่เป็นแหล่งแรกที่จะทำให้เกิดความมั่นคงและยังเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้แต่ละประเทศป้องกันตนเองได้ พร้อมย้ำว่าการทำงานให้มากขึ้นเพื่อรักษาสุขภาพด้านการคลังเป็นสิ่งสำคัญในโลกที่กำลังแตกแยก เธอยกตัวอย่างและชื่นชม “ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่” ที่แม้จะเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาในอดีตแต่เพราะการปรับตัวและความสามารถในการวางนโยบายการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นที่น่าจับตามองในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง
กอร์เกียวา อ้างอิงถึงการศึกษาในเอเชียว่า ถ้าตัดเรื่องกำแพงภาษีออกไป เอเชียจะสามารถเติบโตได้มากกว่า 1.8% ซึ่งเป็นอัตราที่มากกว่าในปัจจุบันและสิ่งหนึ่งที่เธอมองว่าไม่ควรลืมในโลกที่แตกแยกนั่นคือ “ความร่วมมือกัน” พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของ “อาเซียน” โดยที่ IMF จะขอทำหน้าที่สร้างสะพานเพื่อเชื่อมโยงทั้งโลกเอาไว้ เธอกล่าวด้วยว่าสำหรับ IMF เราไม่เคยมองโลกในแง่ร้ายแบบสุดโต่ง หรือแม้แต่การคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเปรียบเทียบว่า “การค้าก็เหมือนน้ำ” หากเอาอะไรไปปิดกั้นน้ำก็จะไหลไปทางอื่น
ขณะเดียวกัน กอร์เกียวา ชี้ว่าในโลกที่แตกแยกและความขัดแย้งยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ความเคยชิน” จนเกิดเป็น “ความตายใจ” คือสิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันเพราะสุดท้ายอาจทำให้เกิดแนวความคิดว่า เราผ่านครั้งนี้ได้แล้ว ครั้งหน้าก็คงผ่านไปได้ แต่กอร์เกียวามองว่าเราไม่ควรมั่นใจว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไปตลอด
-ความแตกแยกส่งผลกระทบต่อการพัฒนาหรือไม่ ?
ขณะที่ อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก มองว่า การค้า ในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะการพัฒนานั้นรวมถึงการมีทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิตที่จะช่วยสร้างอาชีพและผลักดันให้เกิดการบริโภคมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “กระแสการค้าทั่วโลก” หรือ Global Trade Flow ในตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วค้าขายให้กับประเทศกำลังพัฒนาแต่ตอนนี้ประเทศกำลังพัฒนามีศักยภาพที่จะค้าขายกันเองได้มากขึ้น
ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวด้วยว่า 40-50% ของการค้าในอาเซียนนั้นเกิดขึ้นในอาเซียนกันเอง แต่ถ้าผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่มากกว่านี้ภูมิภาคนี้จะเป็น “สะพาน” ที่เชื่อมสิ่งต่าง ๆ ผ่านข้อตกลงทางการค้า ที่ทำให้อุปสรรคการค้าลดลง พร้อมยืนยันว่า IMF และ World Bank ต้อนรับคนทุกประเทศแม้แต่ประเทศที่เล็กมากหรือไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก ก็ควรต้องให้โอกาสคนจากประเทศเหล่านี้เพื่อให้เกิดการพัฒนา
บังกา กล่าวด้วยว่า ในขณะนี้ภาครัฐในหลายประเทศไม่มีเงินทุนมากพอ และเอกชนก็เริ่มคลายตัวกันทั่วโลก การจะรอเงินทุนจากรัฐอย่างเดียวอาจไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงต้องลงทุนในภาคเอกชนด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องเชื่อมั่นก่อนว่าโครงสร้างพื้นฐานในประเทศนั้นเอื้อต่อการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น หลักนิติธรรม หากเอื้อให้ทำธุรกิจได้ง่าย ผู้คนก็มักจะไปลงทุนในประเทศเหล่านั้น
นอกจากนี้ บังกา ยังกล่าวว่าเขาต้องการเห็นเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนามากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น อาร์เจนตินาที่ประสบความสำเร็จจากการดึงเอกชนเข้ามาจนทำให้การเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า ขณะที่บังกลาเทศเติบโตตามมาถึง 3 เท่า และอัฟกานิสถาน 2.5 เท่า โดยเฉพาะประเทศที่ยิ่งมีความขัดแย้ง การเติบโตก็ทำได้ไม่ดีเท่ากับการหันไปลงทุนใน SMEs หรือธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ย่อม ที่มีส่วนช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้
ขณะที่ “ริกกา ปูร์รา” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฟินแลนด์ ที่ยกตัวอย่างว่า ฟินแลนด์มั่งคั่งได้เพราะทำการค้าและการพยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก เธอกล่าวว่ามีเหตุผลบางอย่างอยู่เบื้องหลังว่าเหตุใดบางประเทศโดยเฉพาะในยุโรปถึงได้รับผลกระทบจากโลกที่แตกแยกมากกว่าประเทศอื่น นั่นเป็นเพราะประเทศเหล่านี้มัวแต่เป็นฝ่ายตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ลงมือทำในเชิงรุกเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เธอกล่าวด้วยว่า ในโลกที่ผันผวน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจปานกลางต้องลำบากเพราะต้องพึ่งมหาอำนาจ รวมถึงรับแรงกระแทกจากด้านพลังงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไม่มีทางเลือก แต่การทำงานร่วมกับ สหภาพยุโรป หรือ EU นั้นทำให้มีบทบาทมากกว่าการลงมือทำอยู่ประเทศเดียวอย่างโดดเดี่ยว ในที่นี้ยังรวมไปถึงการให้เงินอุดหนุนที่สามารถเปิดทางให้ทำงานกับบริษัทที่ใหญ่ขึ้นที่ช่วยกระตุ้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้
เธอกล่าวต่อไปว่า สำหรับฟินแลนด์ที่รู้ว่าจะป้องกันตัวเองอย่างไรในโลกที่แตกแยก ด้วยการสร้างจุดแข็งของตัวเองอย่างมั่นคงรอบด้าน พึ่งพาแบบยั่งยืนแต่ก็ยืนอยู่ด้วยตนเองให้ได้ ที่สำคัญคือต้องมีแหล่งทางเลือกสำหรับสินค้าสำคัญ อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฟินแลนด์ มองว่า รัสเซียบังคับให้ฟินแลนด์ต้องปรับตัวด้วยการคาดการณ์ภัยคุกคามด้านความมั่นคง ฟินแลนด์ไม่ใช่ประเทศที่หวาดกลัวจนระแวง แต่ยอมรับว่า ต้องตั้งรับและปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ซึ่ง ปูร์รา ให้คำนิยามว่า ฟินแลนด์ คือ Resilience หรือ ความยืดหยุ่นที่แท้จริง
สรุปข่าว
หนึ่งในวงเสวนา วันนี้ (13 ตุลาคม) ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการประชุม IMF-World Bank 2026 ภายใต้หัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” หรือ การสร้างความยืดหยุ่น ในโลกที่แตกแยก เมื่อความขัดแย้งได้ปะทุขึ้นทั่วโลกและโลกไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เคย แต่ละประเทศควรจะรับมืออย่างไรให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ?
โดยบุคคลสำคัญที่ร่วมถกบนเวทีนี้ประกอบด้วย “คริสตาลินา กอร์เกียวา” กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), “อาเจย์ บังกา” ประธานกลุ่มธนาคารโลก ร่วมกับ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ “ริกกา ปูร์รา” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฟินแลนด์
กอร์เกียวา กล่าวว่าในยุคนี้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อเมื่อประเทศที่แม้จะเคยเป็นเพื่อนบ้านกันแต่พยายามจะใช้วิธีทางทหารกับอีกประเทศหนึ่งนี่จึงเป็นเหตุผลที่ “ความมั่นคงของชาติ” กลายเป็นสิ่งสำคัญและเป็นเหตุผลให้หลายประเทศต้องเร่งพัฒนาด้านความมั่นคง และนั่นคือเหตุผลที่โลกเปลี่ยนจากการพุ่งเป้าความสำคัญกับเสถียรภาพททางเศรษฐกิจไปเป็นการให้คุณค่ากับความมั่นคงเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
สำหรับ กอร์เกียวา เธอมองว่า “เสถียรภาพทางการเงิน” ต่างหากที่เป็นแหล่งแรกที่จะทำให้เกิดความมั่นคงและยังเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้แต่ละประเทศป้องกันตนเองได้ พร้อมย้ำว่าการทำงานให้มากขึ้นเพื่อรักษาสุขภาพด้านการคลังเป็นสิ่งสำคัญในโลกที่กำลังแตกแยก เธอยกตัวอย่างและชื่นชม “ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่” ที่แม้จะเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาในอดีตแต่เพราะการปรับตัวและความสามารถในการวางนโยบายการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นที่น่าจับตามองในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง
กอร์เกียวา อ้างอิงถึงการศึกษาในเอเชียว่า ถ้าตัดเรื่องกำแพงภาษีออกไป เอเชียจะสามารถเติบโตได้มากกว่า 1.8% ซึ่งเป็นอัตราที่มากกว่าในปัจจุบันและสิ่งหนึ่งที่เธอมองว่าไม่ควรลืมในโลกที่แตกแยกนั่นคือ “ความร่วมมือกัน” พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของ “อาเซียน” โดยที่ IMF จะขอทำหน้าที่สร้างสะพานเพื่อเชื่อมโยงทั้งโลกเอาไว้ เธอกล่าวด้วยว่าสำหรับ IMF เราไม่เคยมองโลกในแง่ร้ายแบบสุดโต่ง หรือแม้แต่การคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเปรียบเทียบว่า “การค้าก็เหมือนน้ำ” หากเอาอะไรไปปิดกั้นน้ำก็จะไหลไปทางอื่น
ขณะเดียวกัน กอร์เกียวา ชี้ว่าในโลกที่แตกแยกและความขัดแย้งยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ความเคยชิน” จนเกิดเป็น “ความตายใจ” คือสิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันเพราะสุดท้ายอาจทำให้เกิดแนวความคิดว่า เราผ่านครั้งนี้ได้แล้ว ครั้งหน้าก็คงผ่านไปได้ แต่กอร์เกียวามองว่าเราไม่ควรมั่นใจว่ามันจะเป็นเช่นนั้นไปตลอด
-ความแตกแยกส่งผลกระทบต่อการพัฒนาหรือไม่ ?
ขณะที่ อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก มองว่า การค้า ในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะการพัฒนานั้นรวมถึงการมีทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิตที่จะช่วยสร้างอาชีพและผลักดันให้เกิดการบริโภคมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “กระแสการค้าทั่วโลก” หรือ Global Trade Flow ในตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วค้าขายให้กับประเทศกำลังพัฒนาแต่ตอนนี้ประเทศกำลังพัฒนามีศักยภาพที่จะค้าขายกันเองได้มากขึ้น
ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวด้วยว่า 40-50% ของการค้าในอาเซียนนั้นเกิดขึ้นในอาเซียนกันเอง แต่ถ้าผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่มากกว่านี้ภูมิภาคนี้จะเป็น “สะพาน” ที่เชื่อมสิ่งต่าง ๆ ผ่านข้อตกลงทางการค้า ที่ทำให้อุปสรรคการค้าลดลง พร้อมยืนยันว่า IMF และ World Bank ต้อนรับคนทุกประเทศแม้แต่ประเทศที่เล็กมากหรือไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก ก็ควรต้องให้โอกาสคนจากประเทศเหล่านี้เพื่อให้เกิดการพัฒนา
บังกา กล่าวด้วยว่า ในขณะนี้ภาครัฐในหลายประเทศไม่มีเงินทุนมากพอ และเอกชนก็เริ่มคลายตัวกันทั่วโลก การจะรอเงินทุนจากรัฐอย่างเดียวอาจไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงต้องลงทุนในภาคเอกชนด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องเชื่อมั่นก่อนว่าโครงสร้างพื้นฐานในประเทศนั้นเอื้อต่อการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น หลักนิติธรรม หากเอื้อให้ทำธุรกิจได้ง่าย ผู้คนก็มักจะไปลงทุนในประเทศเหล่านั้น
นอกจากนี้ บังกา ยังกล่าวว่าเขาต้องการเห็นเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนามากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น อาร์เจนตินาที่ประสบความสำเร็จจากการดึงเอกชนเข้ามาจนทำให้การเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า ขณะที่บังกลาเทศเติบโตตามมาถึง 3 เท่า และอัฟกานิสถาน 2.5 เท่า โดยเฉพาะประเทศที่ยิ่งมีความขัดแย้ง การเติบโตก็ทำได้ไม่ดีเท่ากับการหันไปลงทุนใน SMEs หรือธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ย่อม ที่มีส่วนช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้
ขณะที่ “ริกกา ปูร์รา” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฟินแลนด์ ที่ยกตัวอย่างว่า ฟินแลนด์มั่งคั่งได้เพราะทำการค้าและการพยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก เธอกล่าวว่ามีเหตุผลบางอย่างอยู่เบื้องหลังว่าเหตุใดบางประเทศโดยเฉพาะในยุโรปถึงได้รับผลกระทบจากโลกที่แตกแยกมากกว่าประเทศอื่น นั่นเป็นเพราะประเทศเหล่านี้มัวแต่เป็นฝ่ายตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ลงมือทำในเชิงรุกเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เธอกล่าวด้วยว่า ในโลกที่ผันผวน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจปานกลางต้องลำบากเพราะต้องพึ่งมหาอำนาจ รวมถึงรับแรงกระแทกจากด้านพลังงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไม่มีทางเลือก แต่การทำงานร่วมกับ สหภาพยุโรป หรือ EU นั้นทำให้มีบทบาทมากกว่าการลงมือทำอยู่ประเทศเดียวอย่างโดดเดี่ยว ในที่นี้ยังรวมไปถึงการให้เงินอุดหนุนที่สามารถเปิดทางให้ทำงานกับบริษัทที่ใหญ่ขึ้นที่ช่วยกระตุ้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้
เธอกล่าวต่อไปว่า สำหรับฟินแลนด์ที่รู้ว่าจะป้องกันตัวเองอย่างไรในโลกที่แตกแยก ด้วยการสร้างจุดแข็งของตัวเองอย่างมั่นคงรอบด้าน พึ่งพาแบบยั่งยืนแต่ก็ยืนอยู่ด้วยตนเองให้ได้ ที่สำคัญคือต้องมีแหล่งทางเลือกสำหรับสินค้าสำคัญ อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฟินแลนด์ มองว่า รัสเซียบังคับให้ฟินแลนด์ต้องปรับตัวด้วยการคาดการณ์ภัยคุกคามด้านความมั่นคง ฟินแลนด์ไม่ใช่ประเทศที่หวาดกลัวจนระแวง แต่ยอมรับว่า ต้องตั้งรับและปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ซึ่ง ปูร์รา ให้คำนิยามว่า ฟินแลนด์ คือ Resilience หรือ ความยืดหยุ่นที่แท้จริง
แล้วใครกันแน่คือ ตัวเปลี่ยนเกมส์ ?
“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวทีเสวนาว่า ในโลกที่กำลังแตกแยกได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไปตามขนาดของประเทศและที่ตั้ง และผลกระทบเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของตัว K (K-shaped) คือ ผู้เล่นรายใหญ่เป็นผู้อยู่ด้านบนและได้สิทธิประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะที่ประเทศที่เป็นเขตเศรษฐกิจขนาดเล็กก็กลายเป็นผู้เล่นรายเล็กที่อยู่ด้านล่าง
แต่สำหรับประเทศไทยเราอยู่ “ตรงกลาง” โดยไทยต้องการเป็นสะพานเชื่อมโยงประเทศใหญ่กับประเทศเล็ก วางบทบาทประเทศไทยให้เป็น “Trusted Connector” สื่อกลางเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสากล พร้อมยกตัวอย่างในอาเซียนที่แม้จะได้รับแรงกระแทกทางพลังงานเพราะเคยนำเข้าพลังงานและก๊าซจากตะวันออกกลางแทบจะทั้งหมด แต่เมื่อเกิดสงครามที่ไม่รู้จะยุติลงเมื่อใด ก็ต้องมีการปรับตัว เช่น ลาวมีศักยภาพในด้านการผลิตพลังงานน้ำ ในขณะที่ สิงคโปร์ มีอุปสงค์ด้านพลังงานที่ค่อนข้างสูง ไทยและมาเลเซียจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมพลังงานจากลาวไปยังสิงคโปร์
เอาระเบียบโลกกลับมา ?
เอกนิติ กล่าวด้วยว่า ไทยยังคงมีความเชื่อมั่นใน “ระเบียบโลก” และเชื่อในระบบที่อิงกฎเกณฑ์ แม้ว่ามหาอำนาจบางประเทศจะไม่เชื่อในกฎระเบียบโลกอีกต่อไปแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องเริ่มจากในประเทศด้วย เราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในประเทศ นี่คือเหตุผลที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม IMF-World Bank 2026 ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “โอลิมปิกของแวดวงการเงิน” ในครั้งนี้ นอกจากนี้ ไทยต้องสร้างความไว้วางใจในบ้านก่อนที่จะเปิดประตูรับการลงทุนต่างประเทศ ยกระดับคนไทยและสร้างทักษะใหม่ๆ ให้คนไทย ซึ่งไทยได้เริ่มโครงการ “Skill Bridge” เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนต่างชาติกับมหาวิทยาลัยในประเทศและพัฒนาทักษะให้คนไทย
สำหรับนโยบายการค้ากีดกันการค้า เอกนิติ มองว่า จากความเสี่ยงที่เจอตอนนี้ทำให้ต้องทำงานหนักขึ้นในหลายมิติเพื่อเตรียมรับแรงกระแทก พร้อมยืนยันว่าจะต้องฟื้นฟูและ “นำระเบียบโลกกลับมา” ให้ได้
สมการ 1+1 = 3 เป็นไปได้ ?
เมื่อพิธีกรถามเรื่อง แนวคิดที่กัดกันการค้าต่อกันและกัน บุคคลสำคัญทางการเงินมองอย่างไร ? นาย “อาเจย์ บังกา” ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางยิ่งทำให้การพัฒนาต่างๆ มีความซับซ้อนมากขึ้น แม้การพัฒนาจะเกิดในประเทศกำลังพัฒนาแต่ก็เป็นในรูปแบบที่กระจัดกระจายจึงต้องมีการวางพันธกิจให้ชัดเจน
นายบังกา กล่าวด้วยว่า ในโลกที่แตกแยก คนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้คือคนที่ทำให้เกิดสมการ 1+1 = 3 ซึ่งหมายถึงว่า สมการนี้ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่มันจะเกิดขึ้นได้ถ้ามีการดำเนินการร่วมกันในหลากหลายมิติ เขากล่าวด้วยว่าอย่าลืมกลุ่มคนหนุ่มสาวเพราะคนกลุ่มนี้พวกเขาจะไม่รอ งานของเราคือทำให้คนหนุ่มสาวมีความหวัง นี่คือจุดมุ่งหมายของธนาคารโลก และเป็นพันธกิจที่ต้องมีร่วมกัน
- คลื่นคนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน กับอนาคตในยุค AI งาน ชีวิต หรือวิกฤตที่ต้องก้าวข้าม
- เปิดรายงาน IMF แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปีนี้โต 3.1% เอเชียโตสุดเพราะ AI ด้านไทยโต 2.1% ปีนี้และปีหน้า
- เปิดเวทีถก IMF วางอนาคตเศรษฐกิจไทย แก้หนี้ครัวเรือน ชู AI เพิ่มขีดแข่งขัน
- จาก “ภัยคุกคาม” สู่ “โอกาสการสร้างงาน”: ถอดบทเรียนนโยบาย AI โลกจาก IMF-World Bank
- นายกฯ เผยประธาน IMF - World Bank ชมไทยจัดประชุมยิ่งใหญ่
ที่มาข้อมูล : IMF / World Bank
ที่มารูปภาพ : Reuters
