ประกิต" ชี้ GDP ไทยโตช้า แนะจับตาหุ้น 4 กลุ่มฟื้นตัว
เศรษฐกิจไทยโตช้า เสี่ยงถูกเวียดนามแซง GDP ต่อหัว
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยในรายการ WEALTH LIVE ออกอากาศวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเติบโตช้าที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยมีอัตราการเติบโตช้ากว่าเวียดนามเกือบ 4 เท่า ซึ่งหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป GDP ต่อหัว (GDP per capita) ของไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกเวียดนามแซงหน้าในอนาคต
จับตาหุ้น 4 กลุ่ม มีสัญญาณฟื้นตัว
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทย นายประกิตระบุว่ามีหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว ได้แก่
- กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดโลก
- กลุ่มธนาคาร มีลุ้นฟื้นตัวตามผลประกอบการของกลุ่มธนาคารในสหรัฐฯ
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
- กลุ่มค้าปลีก หุ้น CP ALL และ CPAXT ราคาปัจจุบันอยู่ในโซนต่ำใกล้เคียงกับช่วงโควิด-19 และมีอัพไซด์จากการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ เช่น การลดจำนวนสาขา Lotus's Go Fresh ขณะที่ CRC เริ่มเห็นสัญญาณยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales) ปรับตัวดีขึ้น
ส่วนกลุ่มสื่อสาร นายประกิตให้มุมมองเป็นกลาง เนื่องจากผลประกอบการยังไม่โดดเด่น ขณะที่กลุ่มพลังงานมองว่าเป็นกลุ่มที่นักลงทุนควรมีติดพอร์ตไว้ โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลงได้ยาก
สรุปข่าว
เศรษฐกิจไทยโตช้า เสี่ยงถูกเวียดนามแซง GDP ต่อหัว
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยในรายการ WEALTH LIVE ออกอากาศวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเติบโตช้าที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยมีอัตราการเติบโตช้ากว่าเวียดนามเกือบ 4 เท่า ซึ่งหากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป GDP ต่อหัว (GDP per capita) ของไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกเวียดนามแซงหน้าในอนาคต
จับตาหุ้น 4 กลุ่ม มีสัญญาณฟื้นตัว
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทย นายประกิตระบุว่ามีหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว ได้แก่
- กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดโลก
- กลุ่มธนาคาร มีลุ้นฟื้นตัวตามผลประกอบการของกลุ่มธนาคารในสหรัฐฯ
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
- กลุ่มค้าปลีก หุ้น CP ALL และ CPAXT ราคาปัจจุบันอยู่ในโซนต่ำใกล้เคียงกับช่วงโควิด-19 และมีอัพไซด์จากการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ เช่น การลดจำนวนสาขา Lotus's Go Fresh ขณะที่ CRC เริ่มเห็นสัญญาณยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales) ปรับตัวดีขึ้น
ส่วนกลุ่มสื่อสาร นายประกิตให้มุมมองเป็นกลาง เนื่องจากผลประกอบการยังไม่โดดเด่น ขณะที่กลุ่มพลังงานมองว่าเป็นกลุ่มที่นักลงทุนควรมีติดพอร์ตไว้ โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลงได้ยาก
ราคาน้ำมันผันผวนตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุส
ด้านทิศทางราคาน้ำมัน นายประกิตประเมินว่าราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัวในระดับสูง โดยอาจขึ้นไปแตะ 90-100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจสูงถึง 120 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตราบใดที่ปัญหาความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุสยังไม่คลี่คลาย แต่หากช่องแคบฮอร์มุสกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวลดลง เนื่องจากปริมาณซัพพลายในตลาดโลกยังมีอยู่มาก
Bond Yield ผูกกับผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
นายประกิตยังกล่าวถึงทิศทาง Bond Yield ว่าขึ้นอยู่กับนโยบายการคลังของสหรัฐฯ และผลการเลือกตั้งกลางเทอม (Mid-term election) โดยหากผลการเลือกตั้งออกมาในรูปแบบ Democrat Sweep มีแนวโน้มที่ Bond Yield จะปรับตัวลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสินทรัพย์อย่างทองคำและบิตคอยน์ ในทางกลับกัน หากพรรค Republican ชนะการเลือกตั้ง มีแนวโน้มที่ Bond Yield จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ตลาดเริ่มมีมุมมองว่า Bond Yield อาจผ่านจุดต่ำสุด (Bottom) ไปแล้ว ส่งผลให้ทองคำและบิตคอยน์เริ่มมีการเคลื่อนไหวในเชิงบวก
กลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนรายตัว นายประกิตแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาสะสมหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมาต่ำแต่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ หรือเลือกลงทุนในกลุ่มที่มีโมเมนตัมเชิงบวก อาทิ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและกลุ่มพลังงาน
ที่มาข้อมูล : ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด
ที่มารูปภาพ : รายการ WEALTH LIVE วันที่ 14 ตุลาคม 2569
จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน
