รัฐบาลเผย IMF-World Bank หยิบพัฒนาการเศรษฐกิจไทย 35 ปีขึ้นถกบนเวทีโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X
รัฐบาลเผย IMF-World Bank หยิบพัฒนาการเศรษฐกิจไทย 35 ปีขึ้นถกบนเวทีโลก

IMF-World Bank หยิบพัฒนาการเศรษฐกิจไทย 35 ปีขึ้นถกบนเวทีโลก

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group 2026 วันที่ 2 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า วันนี้มีประเด็นสำคัญที่สะท้อนว่า ไทยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงประเทศเจ้าภาพ แต่เข้าไปมีส่วนในเนื้อหาที่โลกกำลังหารือ

นายเอกภพ กล่าวว่า หนึ่งในภาพที่ชัดที่สุดคือ IMF หยิบเส้นทางเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปีขึ้นมาพูดถึง โดยเศรษฐกิจไทยขยายตัวมากกว่า 3 เท่า รายได้ต่อหัวเพิ่มจากต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นมากกว่า 8,000 ดอลลาร์ ขณะที่ความยากจนลดจากกว่า 50% เหลือต่ำกว่า 5%

“จุดน่าสนใจคือ เวทีวันนี้ไม่ได้มองไทยเฉพาะในฐานะสถานที่จัดประชุม แต่กำลังมองว่าไทยผ่านการเปลี่ยนผ่านอย่างไร เรียนรู้อะไรจากวิกฤต และจะใช้ประสบการณ์นั้นสร้างการเติบโตรอบใหม่อย่างไร” นายเอกภพกล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บนเวที Building Resilience in a Fragmented World นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้เสนอให้ไทยเป็น “Trusted Connector” หรือตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจระหว่างเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเล็ก พร้อมระบุคำขอลงทุนต่างประเทศครึ่งปีแรกเพิ่ม 47% และการลงทุนเอกชนขยายตัวเกิน 10% ติดต่อกัน 2 ไตรมาส

สรุปข่าว

โฆษกรัฐบาลเผยเวที IMF-World Bank หยิบพัฒนาการเศรษฐกิจไทย 35 ปีขึ้นถกบนเวทีโลก จากวิกฤตสู่การเปลี่ยนโฉมประเทศ เชื่อมทุน เทคโนโลยี สร้างโอกาสใหม่สู่คนไทย

IMF-World Bank หยิบพัฒนาการเศรษฐกิจไทย 35 ปีขึ้นถกบนเวทีโลก

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group 2026 วันที่ 2 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า วันนี้มีประเด็นสำคัญที่สะท้อนว่า ไทยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงประเทศเจ้าภาพ แต่เข้าไปมีส่วนในเนื้อหาที่โลกกำลังหารือ

นายเอกภพ กล่าวว่า หนึ่งในภาพที่ชัดที่สุดคือ IMF หยิบเส้นทางเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปีขึ้นมาพูดถึง โดยเศรษฐกิจไทยขยายตัวมากกว่า 3 เท่า รายได้ต่อหัวเพิ่มจากต่ำกว่า 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นมากกว่า 8,000 ดอลลาร์ ขณะที่ความยากจนลดจากกว่า 50% เหลือต่ำกว่า 5%

“จุดน่าสนใจคือ เวทีวันนี้ไม่ได้มองไทยเฉพาะในฐานะสถานที่จัดประชุม แต่กำลังมองว่าไทยผ่านการเปลี่ยนผ่านอย่างไร เรียนรู้อะไรจากวิกฤต และจะใช้ประสบการณ์นั้นสร้างการเติบโตรอบใหม่อย่างไร” นายเอกภพกล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บนเวที Building Resilience in a Fragmented World นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้เสนอให้ไทยเป็น “Trusted Connector” หรือตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจระหว่างเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเล็ก พร้อมระบุคำขอลงทุนต่างประเทศครึ่งปีแรกเพิ่ม 47% และการลงทุนเอกชนขยายตัวเกิน 10% ติดต่อกัน 2 ไตรมาส

นอกจากนี้ มีอีกประเด็นที่น่าสนใจตามรายงานของ IMF ระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์รายสำคัญ การส่งออกกลุ่มนี้ช่วยสนับสนุนดุลบัญชีเดินสะพัด และชดเชยผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น สะท้อนว่าไทยเชื่อมอยู่กับห่วงโซ่เทคโนโลยีโลกมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เวทีของธนาคารโลกเรื่องการเงินสำหรับธุรกิจรายย่อย ได้หารือการใช้ข้อมูลธุรกรรมดิจิทัลและกระแสเงินสดแทนการพึ่งหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยตัวแทนไทยนำประสบการณ์ระบบ QR Payment และการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินของไทยขึ้นแลกเปลี่ยน ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายเล็กได้

นายเอกภพ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องการเห็นหลังการประชุม คือการเปลี่ยนบทสนทนาระดับโลกให้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจริง ทั้งการลงทุนใหม่ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และโอกาสของเอสเอ็มอี รวมถึงการเชื่อมชุมชนไทยกว่า 37 แห่งเข้ากับการจัดงานครั้งนี้

“การเป็นเจ้าภาพที่มีความหมาย ไม่ใช่เพียงจัดงานให้สำเร็จ แต่ต้องทำให้โลกเห็นศักยภาพของไทย รับฟังสิ่งที่ไทยนำเสนอ และเปลี่ยนเครือข่าย เงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ ให้กลายเป็นโอกาสของคนไทยต่อไป” นายเอกภพ กล่าว

ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

อดีตนักข่าวการเมืองภาคสนาม ติ่งเกาหลีที่ชอบดูฟุตบอล เป็นสายมูและทาสแมว