ถอดรหัส ทำไม "ทองคำรัสเซีย" ไหลทะลักเข้าฮ่องกง ความเคลื่อนไหวนี้บอกอะไรเรา?

Share on Line Share on Facebook Share on X

ทองคำรัสเซียไหลทะลักฮ่องกง นำเข้าพุ่ง 112.7 ตันใน 7 เดือน

 

ทองคำรัสเซียกำลังไหลทะลักเข้าสู่ฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัสเซียถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรจนเส้นทางการค้าทองคำแบบเดิมถูกจำกัดลง ขณะที่ฮ่องกงนำเข้าทองคำจากรัสเซียสูงถึง 112.7 ตันในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดทองคำโลก และบทบาทของฮ่องกงที่กำลังมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำแห่งใหม่ของเอเชีย



ถ้าพูดถึง “ทองคำรัสเซีย” หลายคนอาจคิดว่า หลังจากรัสเซียถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร ทองคำก็น่าจะขายออกไปไหนไม่ได้ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะทองคำรัสเซียกำลังไหลเข้าสู่ฮ่องกงมากเป็นประวัติการณ์


แค่ 7 เดือนแรกของปี 2569 ฮ่องกงนำเข้าทองคำจากรัสเซียไปแล้วถึง 112.7 ตัน ตัวเลขนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะตลอดปี 2568 ฮ่องกงนำเข้าทองคำจากรัสเซียอยู่ที่ 92.1 ตันเท่านั้น


ที่สำคัญ หากย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดสงครามยูเครน ปริมาณนำเข้าทองคำจากรัสเซียอยู่ที่เพียง 3.3 ตัน


ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางการค้าทองคำของรัสเซียกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

จากลอนดอนสู่ฮ่องกง เกมเปลี่ยนขั้วตลาดทองคำโลก


ที่ผ่านมา ศูนย์กลางการค้าทองคำที่สำคัญของโลกคือกรุงลอนดอน แต่วันนี้ฮ่องกงกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และกรณีของรัสเซียก็แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนเส้นทางการค้าทองคำสามารถเกิดขึ้นได้จริง


ก่อนสงครามยูเครน รัสเซียถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ของโลก โดยตลาดสำคัญของทองคำรัสเซียอยู่ในฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะลอนดอน


ข้อมูลจาก BullionVault ระบุว่า ในช่วงปี 2562-2564 รัสเซียส่งออกทองคำไปยังอังกฤษในปริมาณเทียบเท่าประมาณ 2 ใน 3 ของทองคำที่ผลิตจากเหมืองภายในประเทศ


เหตุผลที่ลอนดอนมีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นเมืองการเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการซื้อขายทองคำแท่งที่สำคัญที่สุดของโลกด้วย


อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังรัสเซียบุกยูเครน ในเดือนมีนาคม 2565 London Bullion Market Association (LBMA) ระงับการรับรองโรงกลั่นทองคำและเงินของรัสเซียทั้ง 6 แห่งออกจาก Good Delivery List


พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ทองคำที่ผลิตใหม่จากโรงกลั่นเหล่านี้ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดลอนดอนภายใต้มาตรฐาน Good Delivery ได้อีกต่อไป


ต่อมา สหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ยังออกมาตรการจำกัดการซื้อขายทองคำรัสเซียเพิ่มเติม ทำให้เส้นทางการค้าทองคำแบบเดิมถูกจำกัดลงอย่างมาก


แต่ทองคำยังคงเป็นทองคำ รัสเซียยังผลิตทองคำได้ จีนยังมีความต้องการทองคำ และตลาดเอเชียก็ยังมีผู้ซื้อ ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่ทองคำหายไปจากตลาด แต่เป็นการเปลี่ยนเส้นทางจากตลาดเดิมไปสู่ตลาดใหม่


ทำไมต้องเป็นฮ่องกง? สะพานเชื่อมทองคำรัสเซียสู่จีน


จุดแข็งสำคัญของฮ่องกงคือ การเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่เชื่อมโยงกับจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่รัสเซียและจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ใกล้ชิดกัน


ข้อมูลการค้าของฮ่องกงที่ BullionVault นำมาวิเคราะห์พบว่า การนำเข้าทองคำจากรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จาก 3.3 ตันในปี 2564 เพิ่มเป็น 92.1 ตันในปี 2568 และพุ่งขึ้นเป็น 112.7 ตันในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569


ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นเกือบ 15% ของการนำเข้าทองคำที่ไม่ใช่ทองคำทุนสำรองของฮ่องกง


เหตุผลสำคัญคือ ฮ่องกงทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างตลาดทองคำโลกกับจีนแผ่นดินใหญ่ ทองคำที่นำเข้าสามารถเข้าสู่กระบวนการซื้อขาย จัดเก็บ และเชื่อมโยงกับตลาดจีนได้ โดยจีนไม่ได้เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรทองคำรัสเซียแบบเดียวกับสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก


Financial Times รายงานว่า นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา นิติบุคคลในฮ่องกงซื้อทองคำจากรัสเซียไปแล้วราว 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทองคำจำนวนมากถูกส่งต่อเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่


จึงอาจกล่าวได้ว่า ฮ่องกงไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของทองคำรัสเซีย แต่กำลังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมตลาดทองคำระหว่างรัสเซียกับจีนด้วย


สรุปข่าว

ทองคำรัสเซียไหลทะลักเข้าฮ่องกง 112.7 ตันในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 สูงกว่ายอดนำเข้าตลอดปี 2568 หลังถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร ฮ่องกงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หวังขึ้นแท่นฮับทองคำเอเชีย เชื่อมตลาดรัสเซียกับจีนที่เดินหน้าสะสมทองคำต่อเนื่อง จับตาการเปลี่ยนเส้นทางค้าทองคำโลก ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ

ทองคำรัสเซียไหลทะลักฮ่องกง นำเข้าพุ่ง 112.7 ตันใน 7 เดือน

 

ทองคำรัสเซียกำลังไหลทะลักเข้าสู่ฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัสเซียถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรจนเส้นทางการค้าทองคำแบบเดิมถูกจำกัดลง ขณะที่ฮ่องกงนำเข้าทองคำจากรัสเซียสูงถึง 112.7 ตันในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดทองคำโลก และบทบาทของฮ่องกงที่กำลังมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำแห่งใหม่ของเอเชีย



ถ้าพูดถึง “ทองคำรัสเซีย” หลายคนอาจคิดว่า หลังจากรัสเซียถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร ทองคำก็น่าจะขายออกไปไหนไม่ได้ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะทองคำรัสเซียกำลังไหลเข้าสู่ฮ่องกงมากเป็นประวัติการณ์


แค่ 7 เดือนแรกของปี 2569 ฮ่องกงนำเข้าทองคำจากรัสเซียไปแล้วถึง 112.7 ตัน ตัวเลขนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะตลอดปี 2568 ฮ่องกงนำเข้าทองคำจากรัสเซียอยู่ที่ 92.1 ตันเท่านั้น


ที่สำคัญ หากย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดสงครามยูเครน ปริมาณนำเข้าทองคำจากรัสเซียอยู่ที่เพียง 3.3 ตัน


ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางการค้าทองคำของรัสเซียกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

จากลอนดอนสู่ฮ่องกง เกมเปลี่ยนขั้วตลาดทองคำโลก


ที่ผ่านมา ศูนย์กลางการค้าทองคำที่สำคัญของโลกคือกรุงลอนดอน แต่วันนี้ฮ่องกงกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และกรณีของรัสเซียก็แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนเส้นทางการค้าทองคำสามารถเกิดขึ้นได้จริง


ก่อนสงครามยูเครน รัสเซียถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ของโลก โดยตลาดสำคัญของทองคำรัสเซียอยู่ในฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะลอนดอน


ข้อมูลจาก BullionVault ระบุว่า ในช่วงปี 2562-2564 รัสเซียส่งออกทองคำไปยังอังกฤษในปริมาณเทียบเท่าประมาณ 2 ใน 3 ของทองคำที่ผลิตจากเหมืองภายในประเทศ


เหตุผลที่ลอนดอนมีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นเมืองการเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการซื้อขายทองคำแท่งที่สำคัญที่สุดของโลกด้วย


อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังรัสเซียบุกยูเครน ในเดือนมีนาคม 2565 London Bullion Market Association (LBMA) ระงับการรับรองโรงกลั่นทองคำและเงินของรัสเซียทั้ง 6 แห่งออกจาก Good Delivery List


พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ทองคำที่ผลิตใหม่จากโรงกลั่นเหล่านี้ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดลอนดอนภายใต้มาตรฐาน Good Delivery ได้อีกต่อไป


ต่อมา สหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ยังออกมาตรการจำกัดการซื้อขายทองคำรัสเซียเพิ่มเติม ทำให้เส้นทางการค้าทองคำแบบเดิมถูกจำกัดลงอย่างมาก


แต่ทองคำยังคงเป็นทองคำ รัสเซียยังผลิตทองคำได้ จีนยังมีความต้องการทองคำ และตลาดเอเชียก็ยังมีผู้ซื้อ ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่ทองคำหายไปจากตลาด แต่เป็นการเปลี่ยนเส้นทางจากตลาดเดิมไปสู่ตลาดใหม่


ทำไมต้องเป็นฮ่องกง? สะพานเชื่อมทองคำรัสเซียสู่จีน


จุดแข็งสำคัญของฮ่องกงคือ การเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่เชื่อมโยงกับจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่รัสเซียและจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ใกล้ชิดกัน


ข้อมูลการค้าของฮ่องกงที่ BullionVault นำมาวิเคราะห์พบว่า การนำเข้าทองคำจากรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จาก 3.3 ตันในปี 2564 เพิ่มเป็น 92.1 ตันในปี 2568 และพุ่งขึ้นเป็น 112.7 ตันในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569


ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นเกือบ 15% ของการนำเข้าทองคำที่ไม่ใช่ทองคำทุนสำรองของฮ่องกง


เหตุผลสำคัญคือ ฮ่องกงทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างตลาดทองคำโลกกับจีนแผ่นดินใหญ่ ทองคำที่นำเข้าสามารถเข้าสู่กระบวนการซื้อขาย จัดเก็บ และเชื่อมโยงกับตลาดจีนได้ โดยจีนไม่ได้เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรทองคำรัสเซียแบบเดียวกับสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก


Financial Times รายงานว่า นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา นิติบุคคลในฮ่องกงซื้อทองคำจากรัสเซียไปแล้วราว 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทองคำจำนวนมากถูกส่งต่อเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่


จึงอาจกล่าวได้ว่า ฮ่องกงไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของทองคำรัสเซีย แต่กำลังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมตลาดทองคำระหว่างรัสเซียกับจีนด้วย


ฮ่องกงเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หวังขึ้นแท่นฮับทองคำเอเชีย


สิ่งที่น่าสนใจคือ ฮ่องกงไม่ได้เพียงเปิดรับการนำเข้าทองคำที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับตลาดทองคำอย่างจริงจัง


ในปี 2569 ฮ่องกงเริ่มทดลองระบบ Gold Central Clearing and Settlement ในเดือนกรกฎาคม เพื่อพัฒนาระบบกลางสำหรับการชำระราคาและส่งมอบทองคำ พร้อมเดินหน้าโครงการเชื่อมต่อกับ Shanghai Gold Exchange


นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มศักยภาพด้านคลังเก็บทองคำ การกลั่น การซื้อขาย การประกันภัย ตลอดจนผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับทองคำ


รัฐบาลฮ่องกงตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บทองคำให้มากกว่า 2,000 ตันภายใน 3 ปี


การลงทุนเหล่านี้สะท้อนว่า ฮ่องกงต้องการมากกว่าการเป็นทางผ่านของทองคำ แต่กำลังพยายามสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจให้ครบวงจร ตั้งแต่การนำเข้า การจัดเก็บ การซื้อขาย ไปจนถึงการชำระธุรกรรม


เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มบทบาทของฮ่องกงในตลาดทองคำระหว่างประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก


จีนต้องการทองคำ รัสเซียต้องการตลาดใหม่ ผลประโยชน์จึงมาบรรจบกัน


อีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามคือ ความต้องการทองคำของจีนที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่รัสเซียกำลังมองหาตลาดใหม่เพื่อรองรับทองคำที่ผลิตได้


World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางจีน (PBoC) เพิ่มทองคำสำรองประมาณ 40 ตันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ซื้อเพิ่มประมาณ 15 ตัน ซึ่งเป็นการซื้อรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566


จากนั้นในเดือนกรกฎาคม จีนซื้อทองคำเพิ่มอีก 20 ตันตามข้อมูลที่ระบุไว้ในรายงาน


นั่นหมายความว่า ในช่วงเวลาที่รัสเซียต้องปรับเปลี่ยนตลาดส่งออกทองคำ จีนก็ยังมีความต้องการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง


ฝ่ายหนึ่งมีทองคำและต้องการตลาดรองรับ อีกฝ่ายต้องการเพิ่มการถือครองทองคำ ขณะที่ฮ่องกงมีโครงสร้างทางการเงินที่ช่วยเชื่อมโยงทั้งสองตลาดเข้าด้วยกัน


อย่างไรก็ตาม การนำเข้าทองคำของฮ่องกงไม่ได้หมายความว่าทองคำทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้ธนาคารกลางจีนโดยตรง เพราะทองคำยังสามารถถูกซื้อขาย จัดเก็บ หรือส่งต่อไปยังผู้ซื้อรายอื่นได้ด้วย

ทำไมธนาคารกลางทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับทองคำ


คำถามสำคัญคือ ทำไมจีนและธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ จึงยังต้องการทองคำ ทั้งที่ราคาสามารถผันผวนได้มาก?


คำตอบไม่ได้มีเพียงเรื่องการเก็งกำไรหรือคาดหวังว่าราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น แต่เกี่ยวข้องกับการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศด้วย


ในอดีต ธนาคารกลางทั่วโลกถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์สำคัญส่วนหนึ่งของทุนสำรอง แต่หลังจากเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสินทรัพย์ทุนสำรองของรัสเซียบางส่วนถูกชาติตะวันตกอายัด ธนาคารกลางหลายประเทศก็เริ่มให้ความสำคัญกับคำถามใหม่ว่า หากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้ระบบการเงินของประเทศอื่นจะยังสามารถเข้าถึงได้หรือไม่


ทองคำจึงกลายเป็นสินทรัพย์อีกประเภทที่ช่วยกระจายความเสี่ยง เพราะทองคำไม่ได้เป็นหนี้สินของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง และทองคำที่ถือครองโดยตรงก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบชำระเงินระหว่างประเทศแบบเดียวกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ


World Gold Council ระบุว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสะสมเฉลี่ยประมาณ 1,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นอย่างมากจากค่าเฉลี่ยประมาณ 500 ตันต่อปีในช่วงทศวรรษก่อนหน้า


ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ทองคำไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะกับนักลงทุนรายย่อย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์บริหารทุนสำรองและความมั่นคงทางการเงินของประเทศต่าง ๆ ด้วย


เกมทองคำโลกเปลี่ยน ไทยก็ต้องจับตา


การที่ทองคำรัสเซียไหลเข้าสู่ฮ่องกงอย่างรวดเร็ว จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเปลี่ยนเส้นทางการส่งออก แต่ยังสะท้อนการปรับตัวของตลาดการเงินโลกภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความพยายามกระจายความเสี่ยงของทุนสำรอง


ขณะเดียวกัน การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทองคำของฮ่องกงก็กำลังเพิ่มการแข่งขันในตลาดศูนย์กลางการค้าทองคำระหว่างประเทศ ซึ่งเดิมมีลอนดอนเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญ


สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะความเคลื่อนไหวของธนาคารกลาง ความต้องการทองคำ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อราคาทองคำและบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกได้


แม้การเปลี่ยนเส้นทางการค้าทองคำจะไม่ได้ทำให้ราคาทองคำขึ้นหรือลงโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อผู้ซื้อรายใหญ่และศูนย์กลางการค้าทองคำกำลังเปลี่ยนบทบาท เกมทองคำโลกก็อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ