ญี่ปุ่นหนีอะไร? บริษัทแห่ถอนตัวจาก "จีน" ไม่หยุด เหลือต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี!
หนีอะไร? ธุรกิจญี่ปุ่นถอนตัวจากจีน พุ่ง 4,100 แห่ง ภายในเวลาแค่ 2 ปี เหลือต่ำสุดรอบกว่า 10 ปี
เกิดอะไรขึ้นกับจีน ประเทศที่เคยเป็นทั้งโรงงานขนาดใหญ่และตลาดสำคัญของบริษัทญี่ปุ่น? นี่เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจ หรือเป็นสัญญาณเตือนว่าความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเปลี่ยนทิศทางธุรกิจโลกไปด้วย? เรื่องนี้ต้องจับตาให้ดี เพราะอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
บริษัทญี่ปุ่นกำลังอยู่ในทิศทางที่ถอนตัวออกจากจีนมากกว่าการเข้าไปลงทุนใหม่
ข้อมูลล่าสุดจาก Teikoku Databank ของญี่ปุ่น ระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน 2569 มีบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในจีนเหลือเพียง 10,118 แห่ง ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2553
ที่น่าสนใจคือ ตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงเวลาเพียง 2 ปี มีบริษัทญี่ปุ่นถอนตัวหรือปิดกิจการไปแล้ว 4,137 แห่ง ขณะที่มีบริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจใหม่เพียง 1,221 แห่งเท่านั้น
จีนยังคงเป็นประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ มีตลาดขนาดใหญ่ และมีประชากรมหาศาล แต่สำหรับบริษัทญี่ปุ่นแล้ว จีนอาจไม่ใช่คำตอบเดียวในการทำธุรกิจอีกต่อไป
จีนเคยเป็นทั้งตลาดและฐานการผลิตสำคัญ
ต้องเข้าใจก่อนว่าจีนมีความสำคัญต่อบริษัทญี่ปุ่นมากแค่ไหน เพราะจีนไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ แต่ยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ แหล่งผลิตชิ้นส่วน และศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานของโลก
บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากเข้าไปตั้งโรงงาน ผลิตสินค้าและชิ้นส่วน เพื่อจำหน่ายทั้งในจีนและส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ
แต่วันนี้สมการกำลังเปลี่ยนไป
Teikoku Databank ระบุว่า จำนวนบริษัทญี่ปุ่นในจีน ณ ปี 2569 ลดลง 22.4% เมื่อเทียบกับปี 2567 และหากนับจากจุดสูงสุดในปี 2555 จำนวนบริษัทก็ลดลงเกือบ 30%
นี่จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นสัญญาณของการปรับโครงสร้างธุรกิจ จากยุคที่บริษัทญี่ปุ่นมองว่าจะขยายโรงงานในจีนอย่างไร ไปสู่ยุคที่ต้องคิดว่าจะลดการพึ่งพาจีนและกระจายความเสี่ยงอย่างไร
เศรษฐกิจจีนชะลอ กำลังซื้อไม่แข็งแรงเหมือนเดิม
เหตุผลแรกที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นต้องทบทวนการลงทุน คือภาวะเศรษฐกิจจีนที่ไม่ได้เติบโตอย่างร้อนแรงเหมือนในอดีต
IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนในปี 2569 จะขยายตัวประมาณ 4.6% แม้ตัวเลขนี้ยังสะท้อนการเติบโต แต่เมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจจีนเคยขยายตัวในระดับ 6–10% ก็เห็นได้ชัดว่าจีนกำลังเข้าสู่ยุคที่การเติบโตช้าลง
นอกจากนี้ จีนยังเผชิญกับปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนแรง การบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่แข็งแกร่ง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น
IMF ยังมองว่าจีนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยลดการพึ่งพาการส่งออกและหันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น
สำหรับบริษัทญี่ปุ่น นั่นหมายความว่า แม้จีนจะยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้รับประกันว่าการเข้าไปทำธุรกิจจะสร้างผลกำไรได้ง่ายเหมือนเดิม
คู่แข่งจีนแข็งแกร่งขึ้น ญี่ปุ่นเจอศึกสองด้าน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ บริษัทญี่ปุ่นกำลังเผชิญคู่แข่งที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือบริษัทจีนในประเทศ
ในอดีต บริษัทญี่ปุ่นมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี คุณภาพสินค้า แบรนด์ และมาตรฐานการผลิต จึงสามารถเข้าไปทำตลาดในจีนได้เปรียบคู่แข่งในหลายอุตสาหกรรม
แต่ปัจจุบันบริษัทจีนพัฒนาความสามารถขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้ในระดับโลก
ผลสำรวจของ JETRO พบว่า บริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในจีนถึง 74.5% มองว่าบริษัทจีนเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุด ขณะที่มีเพียง 21.3% ที่ต้องการขยายธุรกิจในจีนในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีข้อมูลเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ปี 2550
ลองนึกภาพตามง่าย ๆ เมื่อก่อนบริษัทญี่ปุ่นอาจได้เปรียบในการขายรถยนต์ เครื่องจักร ชิ้นส่วน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่วันนี้บริษัทจีนก็สามารถผลิตสินค้าเหล่านี้ได้เองมากขึ้น
บางอุตสาหกรรมจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางการแข่งขัน โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีการผลิต
บริษัทญี่ปุ่นจึงต้องรับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งตลาดที่เติบโตช้าลงและคู่แข่งที่เก่งขึ้น
สรุปข่าว
หนีอะไร? ธุรกิจญี่ปุ่นถอนตัวจากจีน พุ่ง 4,100 แห่ง ภายในเวลาแค่ 2 ปี เหลือต่ำสุดรอบกว่า 10 ปี
เกิดอะไรขึ้นกับจีน ประเทศที่เคยเป็นทั้งโรงงานขนาดใหญ่และตลาดสำคัญของบริษัทญี่ปุ่น? นี่เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจ หรือเป็นสัญญาณเตือนว่าความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเปลี่ยนทิศทางธุรกิจโลกไปด้วย? เรื่องนี้ต้องจับตาให้ดี เพราะอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
บริษัทญี่ปุ่นกำลังอยู่ในทิศทางที่ถอนตัวออกจากจีนมากกว่าการเข้าไปลงทุนใหม่
ข้อมูลล่าสุดจาก Teikoku Databank ของญี่ปุ่น ระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน 2569 มีบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในจีนเหลือเพียง 10,118 แห่ง ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2553
ที่น่าสนใจคือ ตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงเวลาเพียง 2 ปี มีบริษัทญี่ปุ่นถอนตัวหรือปิดกิจการไปแล้ว 4,137 แห่ง ขณะที่มีบริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจใหม่เพียง 1,221 แห่งเท่านั้น
จีนยังคงเป็นประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ มีตลาดขนาดใหญ่ และมีประชากรมหาศาล แต่สำหรับบริษัทญี่ปุ่นแล้ว จีนอาจไม่ใช่คำตอบเดียวในการทำธุรกิจอีกต่อไป
จีนเคยเป็นทั้งตลาดและฐานการผลิตสำคัญ
ต้องเข้าใจก่อนว่าจีนมีความสำคัญต่อบริษัทญี่ปุ่นมากแค่ไหน เพราะจีนไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ แต่ยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ แหล่งผลิตชิ้นส่วน และศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานของโลก
บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากเข้าไปตั้งโรงงาน ผลิตสินค้าและชิ้นส่วน เพื่อจำหน่ายทั้งในจีนและส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ
แต่วันนี้สมการกำลังเปลี่ยนไป
Teikoku Databank ระบุว่า จำนวนบริษัทญี่ปุ่นในจีน ณ ปี 2569 ลดลง 22.4% เมื่อเทียบกับปี 2567 และหากนับจากจุดสูงสุดในปี 2555 จำนวนบริษัทก็ลดลงเกือบ 30%
นี่จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นสัญญาณของการปรับโครงสร้างธุรกิจ จากยุคที่บริษัทญี่ปุ่นมองว่าจะขยายโรงงานในจีนอย่างไร ไปสู่ยุคที่ต้องคิดว่าจะลดการพึ่งพาจีนและกระจายความเสี่ยงอย่างไร
เศรษฐกิจจีนชะลอ กำลังซื้อไม่แข็งแรงเหมือนเดิม
เหตุผลแรกที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นต้องทบทวนการลงทุน คือภาวะเศรษฐกิจจีนที่ไม่ได้เติบโตอย่างร้อนแรงเหมือนในอดีต
IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนในปี 2569 จะขยายตัวประมาณ 4.6% แม้ตัวเลขนี้ยังสะท้อนการเติบโต แต่เมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจจีนเคยขยายตัวในระดับ 6–10% ก็เห็นได้ชัดว่าจีนกำลังเข้าสู่ยุคที่การเติบโตช้าลง
นอกจากนี้ จีนยังเผชิญกับปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนแรง การบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่แข็งแกร่ง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น
IMF ยังมองว่าจีนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยลดการพึ่งพาการส่งออกและหันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น
สำหรับบริษัทญี่ปุ่น นั่นหมายความว่า แม้จีนจะยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้รับประกันว่าการเข้าไปทำธุรกิจจะสร้างผลกำไรได้ง่ายเหมือนเดิม
คู่แข่งจีนแข็งแกร่งขึ้น ญี่ปุ่นเจอศึกสองด้าน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ บริษัทญี่ปุ่นกำลังเผชิญคู่แข่งที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือบริษัทจีนในประเทศ
ในอดีต บริษัทญี่ปุ่นมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี คุณภาพสินค้า แบรนด์ และมาตรฐานการผลิต จึงสามารถเข้าไปทำตลาดในจีนได้เปรียบคู่แข่งในหลายอุตสาหกรรม
แต่ปัจจุบันบริษัทจีนพัฒนาความสามารถขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสามารถแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้ในระดับโลก
ผลสำรวจของ JETRO พบว่า บริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในจีนถึง 74.5% มองว่าบริษัทจีนเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุด ขณะที่มีเพียง 21.3% ที่ต้องการขยายธุรกิจในจีนในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีข้อมูลเปรียบเทียบได้ตั้งแต่ปี 2550
ลองนึกภาพตามง่าย ๆ เมื่อก่อนบริษัทญี่ปุ่นอาจได้เปรียบในการขายรถยนต์ เครื่องจักร ชิ้นส่วน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่วันนี้บริษัทจีนก็สามารถผลิตสินค้าเหล่านี้ได้เองมากขึ้น
บางอุตสาหกรรมจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางการแข่งขัน โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีการผลิต
บริษัทญี่ปุ่นจึงต้องรับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งตลาดที่เติบโตช้าลงและคู่แข่งที่เก่งขึ้น
สงครามการค้าทำต้นทุนเพิ่ม โรงงานในจีนอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
นอกเหนือจากเศรษฐกิจและการแข่งขันแล้ว สงครามการค้าก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นต้องทบทวนฐานการผลิต
ในโลกธุรกิจวันนี้ คำถามไม่ได้มีเพียงว่า “ผลิตที่ไหนถูกที่สุด” แต่ยังต้องคิดด้วยว่า หากเกิดสงครามการค้า โรงงานแห่งนั้นจะยังส่งสินค้าไปยังตลาดเป้าหมายได้หรือไม่
เพราะสินค้าที่ผลิตในจีนไม่ได้จำหน่ายเฉพาะในจีนเท่านั้น บริษัทจำนวนมากยังใช้จีนเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ
เมื่อสหรัฐฯ และจีนใช้มาตรการภาษีและข้อจำกัดทางการค้าต่อกัน บริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในจีนจึงต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนในการส่งออก
ข้อมูลจาก Teikoku Databank ระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในจีนได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยในกลุ่มผู้ผลิต มีสัดส่วนถึง 64.8% ที่ระบุว่าได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวในการสำรวจที่เกี่ยวข้อง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการมีโรงงานเพียงแห่งเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป บริษัทต้องเตรียมฐานการผลิตสำรอง มีซัพพลายเออร์จากหลายประเทศ และสามารถปรับเปลี่ยนแหล่งผลิตได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
จาก China+1 สู่การกระจายฐานผลิตหลายประเทศ
เมื่อความเสี่ยงจากการพึ่งพาจีนเพิ่มขึ้น หลายบริษัทจึงหันมาใช้แนวทาง China+1 หรือการคงฐานธุรกิจในจีนไว้ พร้อมกับเพิ่มฐานการผลิตในประเทศอื่น
แต่แนวโน้มในวันนี้อาจก้าวไปไกลกว่านั้น เพราะบางบริษัทไม่ได้ต้องการเพียงประเทศสำรองแห่งเดียว แต่กำลังพิจารณากระจายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศพร้อมกัน
ตัวอย่างเช่น ผลิตสินค้าในจีนเพื่อจำหน่ายในตลาดจีนโดยเฉพาะ ขณะที่การผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดเอเชียหรือสหรัฐฯ จะใช้โรงงานในประเทศอื่นแทน
JETRO พบแนวโน้มการปรับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างชาติ โดยบางบริษัทเปลี่ยนทิศทางการลงทุนจากจีนไปยังประเทศอื่นในเอเชีย รวมถึงไทย อินเดีย และอินโดนีเซีย
นี่จึงเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง เพราะไทยมีฐานบริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่และมีห่วงโซ่อุปทานที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
หากบริษัทญี่ปุ่นต้องการกระจายฐานการผลิต ไทยก็มีโอกาสดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม ทั้งในภาคการผลิตและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ได้เป็นผู้ชนะโดยอัตโนมัติ เพราะบริษัทญี่ปุ่นเองก็ต้องพิจารณาต้นทุน ความสามารถในการแข่งขัน และความคุ้มค่าของการลงทุนในอาเซียนอย่างรอบคอบเช่นกัน
ความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น ความเสี่ยงที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้
อีกเรื่องที่ต้องจับตาคือความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเชื่อมโยงกับการตัดสินใจทางธุรกิจมากขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดจากประเด็นไต้หวัน ขณะเดียวกันจีนยังใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าหรือวัตถุดิบที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
Reuters รายงานว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จีนเพิ่มบริษัทญี่ปุ่น 20 แห่งเข้าไปอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมการส่งออก โดยเกี่ยวข้องกับสินค้าประเภท Dual-use หรือสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและทางทหาร รวมถึงวัสดุและแร่หายากบางชนิดที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมไฮเทค รถยนต์ อากาศยาน และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
เรื่องนี้ทำให้บริษัทต้องคิดมากกว่าเดิมว่า หากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเลวร้ายลงอีก วัตถุดิบสำคัญจะยังส่งถึงโรงงานได้ตามปกติหรือไม่
เพราะในโลกธุรกิจยุคใหม่ ภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรัฐบาลหรือการทูตอีกต่อไป แต่กลายเป็นต้นทุนและความเสี่ยงที่บริษัทต้องนำมาคำนวณในการตัดสินใจลงทุนด้วย
บทสรุป: ญี่ปุ่นไม่ได้เลิกคบจีน แต่กำลังลดความเสี่ยง
การที่บริษัทญี่ปุ่นถอนตัวออกจากจีนจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเหล่านี้จะตัดขาดจากจีนทั้งหมด เพราะตลาดจีนยังมีขนาดใหญ่และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปคือแนวคิดในการทำธุรกิจ จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการผลิตและการลงทุนในจีนเป็นหลัก ไปสู่การกระจายความเสี่ยงและสร้างทางเลือกให้กับห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นทั้งโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและความท้าทายในการแข่งขันกับประเทศอื่น
ดังนั้นเรื่องนี้อาจจะไม่จบแค่บริษัทญี่ปุ่นจะหนีออกจากจีนอีกกี่แห่ง แต่ต้องมองกลับมาที่ตัวเรา คือ ประเทศไทยจะเตรียมพร้อมอย่างไร เพื่อคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ที่มาข้อมูล : cnbc Teikoku Databank JETRO Japan METI IMF Reuters Financial Times
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
