เป้าเบอร์ 1 เอไอโลก! "ทรัมป์" ตั้งทีมพิเศษระดับชาติสู้ศึกจีน

Share on Line Share on Facebook Share on X

สหรัฐฯ เปลี่ยนเกม AI สู่ยุค “Super Intelligence (SI)” ภายใต้เดิมพันความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา สั่งการให้หน่วยงานรัฐทั้งหมดเปลี่ยนมาใช้คำว่า Super Intelligence (SI) แทนคำว่า Artificial Intelligence (AI) ในเอกสาร เว็บไซต์ และนโยบายทางการ เพื่อสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีขั้นสูงที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เลียนแบบมนุษย์ แต่ช่วยยกระดับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และอุตสาหกรรมในภาพใหญ่ พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ “Super Intelligence Force” ดึงกำลังจากทั้งข่าวกรอง กลาโหม และหน่วยงานกำกับดูแลมาร่วมคุมเกม เพื่อรักษาความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ

สรุปข่าว

"ทรัมป์" เดินเกมใหญ่ ดันสหรัฐฯ เป็นผู้นำ AI โลก เปลี่ยนคำจาก AI เป็น SI พร้อมตั้งคณะทำงาน “Super Intelligence Force” คุมมากกว่าเทคโนโลยี แต่หมายถึงอำนาจและเม็ดเงินทางเศรษฐกิจด้วย

สหรัฐฯ เปลี่ยนเกม AI สู่ยุค “Super Intelligence (SI)” ภายใต้เดิมพันความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา สั่งการให้หน่วยงานรัฐทั้งหมดเปลี่ยนมาใช้คำว่า Super Intelligence (SI) แทนคำว่า Artificial Intelligence (AI) ในเอกสาร เว็บไซต์ และนโยบายทางการ เพื่อสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีขั้นสูงที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เลียนแบบมนุษย์ แต่ช่วยยกระดับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และอุตสาหกรรมในภาพใหญ่ พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ “Super Intelligence Force” ดึงกำลังจากทั้งข่าวกรอง กลาโหม และหน่วยงานกำกับดูแลมาร่วมคุมเกม เพื่อรักษาความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนผ่านภาคเอกชนทันที โดย อีลอน มัสก์ ประกาศเปลี่ยนชื่อหน่วยงานและยืนยันว่าบริษัทของตนเป็นองค์กร Super Intelligence เบื้องหลังความเร่งรีบนี้คือการแข่งขันอันดุเดือดกับประเทศจีน ซึ่งข้อมูลจาก Stanford AI Index 2026 ระบุว่า ช่องว่างด้านประสิทธิภาพโมเดลระหว่างสหรัฐฯ และจีนแทบไม่เหลือแล้ว โดยโมเดลสหรัฐฯ นำอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สงครามเทคโนโลยีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแชทบอต แต่คือสงครามเศรษฐกิจทั้งระบบที่ต้องพึ่งพาชิป เซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานมหาศาล ซึ่งสหรัฐฯ มีเม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนสูงกว่าจีนหลายเท่าตัว สำหรับประเทศไทย การขับเคี่ยวครั้งนี้สร้างทั้งความท้าทายและโอกาสในการดึงดูดการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลก ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานในอนาคตโดยตรง

ที่มาข้อมูล : TNN WEALTH

ที่มารูปภาพ : canva