เกมนี้ห้ามแพ้จีน? "ทรัมป์" ตั้งทีมระดับชาติ เปลี่ยนเอไอ เป็น Super Intelligence

Share on Line Share on Facebook Share on X

สหรัฐฯ เดินหน้าสู่ยุค “Super Intelligence”


สหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณครั้งใหญ่ต่อโลกเทคโนโลยี เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าผลักดันแนวคิด “Super Intelligence” หรือ SI พร้อมประกาศให้การใช้คำว่า Artificial Intelligence หรือ AI ในเอกสารและการสื่อสารของรัฐบาล เปลี่ยนมาใช้คำว่า SI ในขอบเขตที่กฎหมายเปิดทางให้ทำได้


เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ เพราะเบื้องหลังคือความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการรักษาตำแหน่งผู้นำโลกด้านเทคโนโลยี และกำลังเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหญ่กับจีน


เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร โดยมีใจความสำคัญว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะเปลี่ยนการใช้คำว่า Artificial Intelligence หรือ AI เป็น Super Intelligence หรือ SI ทั้งในเอกสาร เว็บไซต์ การสื่อสาร และนโยบายของรัฐบาล เท่าที่กฎหมายเปิดทางให้ทำได้


อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า AI จะหายไปจากโลกแล้วกลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อ SI แต่เป็นการใช้คำว่า SI ครอบความหมายเดิมของ AI ไปก่อนในช่วงเปลี่ยนผ่าน


ภายใน 60 วันหลังจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเสนอแนวทางเพื่อกำหนดนิยามของ SI อย่างเป็นทางการอีกครั้ง


ทำไมต้องเปลี่ยนจาก AI เป็น SI?


เหตุผลของทำเนียบขาวคือ AI รุ่นใหม่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเลียนแบบมนุษย์ หรือทำงานบางอย่างแทนมนุษย์อีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ ตั้งแต่งานด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่าง ๆ


ดังนั้น ในมุมมองของทรัมป์ คำว่า “AI” อาจไม่สามารถสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีได้ทั้งหมดอีกต่อไป ขณะที่คำว่า “Super Intelligence” หรือ SI ต้องการสื่อถึงเทคโนโลยีที่มีความสามารถสูงขึ้น และสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง


ที่สำคัญกว่านั้นคือ สหรัฐฯ ต้องการวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นผู้นำของยุคนี้ตั้งแต่ต้นเกม


ไม่ใช่แค่รัฐบาล เอกชนสหรัฐฯ ก็รับลูก


เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะภาคเอกชนก็เริ่มขยับตาม โดยหนึ่งในคนที่ส่งสัญญาณชัดเจนคือ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ SpaceX และ Tesla และผู้ก่อตั้ง xAI


มัสก์ตอบคำถามของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม X ที่ถามว่า เขาจะเปลี่ยนชื่อจาก SpaceXAI เป็น SpaceXSI หรือไม่ โดยมัสก์ตอบว่า “Yes, we will make that change” หรือ “ใช่ เราจะเปลี่ยนชื่อ”


นอกจากนี้ มัสก์ยังโพสต์ข้อความว่า “No more AI, SI is better” หรือพูดง่าย ๆ ว่า “ไม่เอา AI แล้ว SI ดีกว่า” พร้อมระบุว่า “SpaceX is a super Intelligence company” หรือ SpaceX คือบริษัท Super Intelligence


เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะ SpaceXAI เพิ่งใช้ชื่อนี้ได้ไม่นาน หลังจาก SpaceX นำธุรกิจของ xAI เข้ามารวมกัน แต่ล่าสุดก็มีสัญญาณว่าจะเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง


อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ มัสก์ประกาศว่าจะเปลี่ยนชื่อแล้ว แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะเปลี่ยนอย่างเป็นทางการเมื่อใด


หากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ขยับตามกันมากขึ้น การเปลี่ยนจาก AI เป็น SI ก็อาจไม่ได้เป็นเพียงภาษาของรัฐบาล แต่กลายเป็นภาษาที่ภาคธุรกิจใช้ร่วมกันด้วย



สรุปข่าว

สหรัฐฯ เดินเกมใหญ่ ดัน “Super Intelligence” หรือ SI ขึ้นมาแทนคำว่า AI ในการสื่อสารของรัฐบาล พร้อมตั้งทีมระดับชาติคุมเกมเทคโนโลยี เป้าหมายสำคัญคือรักษาความเป็นผู้นำโลก ท่ามกลางการแข่งขัน AI ที่สูสีกับจีนมากขึ้น ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เชื่อมโยงถึงเงินลงทุน ชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงาน งาน และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

สหรัฐฯ เดินหน้าสู่ยุค “Super Intelligence”


สหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณครั้งใหญ่ต่อโลกเทคโนโลยี เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าผลักดันแนวคิด “Super Intelligence” หรือ SI พร้อมประกาศให้การใช้คำว่า Artificial Intelligence หรือ AI ในเอกสารและการสื่อสารของรัฐบาล เปลี่ยนมาใช้คำว่า SI ในขอบเขตที่กฎหมายเปิดทางให้ทำได้


เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ เพราะเบื้องหลังคือความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการรักษาตำแหน่งผู้นำโลกด้านเทคโนโลยี และกำลังเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหญ่กับจีน


เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร โดยมีใจความสำคัญว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะเปลี่ยนการใช้คำว่า Artificial Intelligence หรือ AI เป็น Super Intelligence หรือ SI ทั้งในเอกสาร เว็บไซต์ การสื่อสาร และนโยบายของรัฐบาล เท่าที่กฎหมายเปิดทางให้ทำได้


อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า AI จะหายไปจากโลกแล้วกลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อ SI แต่เป็นการใช้คำว่า SI ครอบความหมายเดิมของ AI ไปก่อนในช่วงเปลี่ยนผ่าน


ภายใน 60 วันหลังจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเสนอแนวทางเพื่อกำหนดนิยามของ SI อย่างเป็นทางการอีกครั้ง


ทำไมต้องเปลี่ยนจาก AI เป็น SI?


เหตุผลของทำเนียบขาวคือ AI รุ่นใหม่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเลียนแบบมนุษย์ หรือทำงานบางอย่างแทนมนุษย์อีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ ตั้งแต่งานด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่าง ๆ


ดังนั้น ในมุมมองของทรัมป์ คำว่า “AI” อาจไม่สามารถสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีได้ทั้งหมดอีกต่อไป ขณะที่คำว่า “Super Intelligence” หรือ SI ต้องการสื่อถึงเทคโนโลยีที่มีความสามารถสูงขึ้น และสามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง


ที่สำคัญกว่านั้นคือ สหรัฐฯ ต้องการวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นผู้นำของยุคนี้ตั้งแต่ต้นเกม


ไม่ใช่แค่รัฐบาล เอกชนสหรัฐฯ ก็รับลูก


เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะภาคเอกชนก็เริ่มขยับตาม โดยหนึ่งในคนที่ส่งสัญญาณชัดเจนคือ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ SpaceX และ Tesla และผู้ก่อตั้ง xAI


มัสก์ตอบคำถามของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม X ที่ถามว่า เขาจะเปลี่ยนชื่อจาก SpaceXAI เป็น SpaceXSI หรือไม่ โดยมัสก์ตอบว่า “Yes, we will make that change” หรือ “ใช่ เราจะเปลี่ยนชื่อ”


นอกจากนี้ มัสก์ยังโพสต์ข้อความว่า “No more AI, SI is better” หรือพูดง่าย ๆ ว่า “ไม่เอา AI แล้ว SI ดีกว่า” พร้อมระบุว่า “SpaceX is a super Intelligence company” หรือ SpaceX คือบริษัท Super Intelligence


เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะ SpaceXAI เพิ่งใช้ชื่อนี้ได้ไม่นาน หลังจาก SpaceX นำธุรกิจของ xAI เข้ามารวมกัน แต่ล่าสุดก็มีสัญญาณว่าจะเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง


อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ มัสก์ประกาศว่าจะเปลี่ยนชื่อแล้ว แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะเปลี่ยนอย่างเป็นทางการเมื่อใด


หากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ขยับตามกันมากขึ้น การเปลี่ยนจาก AI เป็น SI ก็อาจไม่ได้เป็นเพียงภาษาของรัฐบาล แต่กลายเป็นภาษาที่ภาคธุรกิจใช้ร่วมกันด้วย




ตั้ง “Super Intelligence Force” คุมเกมระดับชาติ


แต่เกมนี้ใหญ่กว่าการเปลี่ยนชื่อ เพราะสหรัฐฯ กำลังมอง AI หรือ SI ในฐานะเรื่องระดับชาติ


เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ตั้งคณะกรรมการ “Super Intelligence Force” เพื่อประสานงานหน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ AI หรือ SI โดยมีเป้าหมายสำคัญคือช่วยให้สหรัฐฯ รักษาตำแหน่งผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีเอาไว้


คนที่ทรัมป์เลือกมาคุมทีมก็ไม่ได้มีเพียงสายเทคโนโลยี แต่ประกอบด้วยบุคคลจากหลายหน่วยงาน


หัวหน้าทีมคือ เจย์ เคลย์ตัน ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ ร่วมด้วย แอนดรูว์ เฟอร์กูสัน ประธานคณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐฯ หรือ FTC ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการแข่งขันและการกำกับดูแลบริษัท


นอกจากนี้ยังมี เอมิล ไมเคิล จากกระทรวงกลาโหม ซึ่งรับผิดชอบงานวิจัยและเทคโนโลยี รวมถึง สก็อตต์ คูเปอร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารงานบุคคล และอดีตผู้บริหารสายลงทุนเทคโนโลยี


ทีมดังกล่าวจะต้องรายงานตรงต่อทรัมป์และทำเนียบขาว


ถ้ามององค์ประกอบของทีมนี้ จะเห็นว่ามีทั้ง “ข่าวกรอง + กลาโหม + การแข่งขันทางธุรกิจ + เงินทุนและบุคลากร”


นั่นสะท้อนว่า ในมุมของสหรัฐฯ AI ไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเรื่องของเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ


คู่แข่งตัวจริงคือ “จีน”


คำถามสำคัญคือ ทำไมทรัมป์ต้องเร่งเดินเกมเรื่องนี้?


เหตุผลสำคัญหนีไม่พ้น “จีน” ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญของสหรัฐฯ ในการแข่งขันด้าน AI


ข้อมูลจาก Stanford AI Index 2026 ระบุว่า ช่องว่างด้านประสิทธิภาพของโมเดล AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนแทบจะปิดลงแล้ว โดยในช่วงที่ผ่านมา โมเดลจากทั้งสองประเทศผลัดกันขึ้นมาเป็นผู้นำ


ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2026 โมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ นำโมเดลจีนอยู่เพียงประมาณ 2.7% เท่านั้น


สหรัฐฯ ยังคงแข็งแรงในเรื่องโมเดลระดับแนวหน้า และสิทธิบัตรที่มีผลกระทบสูง แต่จีนก็มีข้อได้เปรียบในด้านจำนวนงานวิจัย การอ้างอิง สิทธิบัตร และการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรม


ดังนั้น หากใครคิดว่า “อเมริกานำอยู่แล้ว จะรีบไปทำไม?” คำตอบคือ เพราะจีนกำลังไล่ตามมาอย่างใกล้ชิด


และที่สำคัญ นี่ไม่ใช่แค่การแข่งขันว่าใครมีเทคโนโลยีดีกว่า แต่เป็นการแข่งขันว่าใครจะเป็นคนกำหนดมาตรฐานก่อน เพราะผู้ที่มีบทบาทในการสร้างมาตรฐานก็มีโอกาสกำหนดทิศทางของตลาดในอนาคตได้ด้วย


สงคราม AI คือสงครามเศรษฐกิจ


เรื่องของ AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพิมพ์ถาม ChatGPT หรือการสร้างคลิปวิดีโอให้แมวเต้น แต่กำลังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจทั้งระบบ


เพราะ AI ต้องใช้ตั้งแต่ “ชิป → เซิร์ฟเวอร์ → ดาต้าเซ็นเตอร์ → คลาวด์ → ไฟฟ้า → ระบบโครงข่าย → คนเก่ง → เงินลงทุน”


นี่คือเหตุผลว่าทำไมการแข่งขันด้าน AI จึงกลายเป็นการแข่งขันด้านเศรษฐกิจไปแล้ว


ข้อมูลจาก Stanford ระบุว่า ในปี 2025 สหรัฐฯ มีเงินลงทุน AI ภาคเอกชนสูงถึงประมาณ 285,900 ล้านดอลลาร์ มากกว่าจีนกว่า 23 เท่า และมีบริษัท AI ที่ได้รับเงินทุนใหม่เกือบ 2,000 บริษัท


ดังนั้น การควบคุมหรือกำกับเกม AI จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากควบคุมเข้มเกินไป ก็อาจกระทบต่อการลงทุนและภาคธุรกิจของตัวเอง


ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 กันยายน บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง OpenAI, Anthropic, Google, Meta, Nvidia และบริษัทอื่น ๆ ได้เข้าพบหารือกับทรัมป์ และร่วมข้อตกลงโดยสมัครใจด้านความปลอดภัยของ AI


บริษัทเหล่านี้รับปากเรื่องการควบคุมภายใน การตรวจสอบ และการทำงานร่วมกับผู้ตรวจสอบภายนอก


ศึก AI สหรัฐฯ–จีน กระทบไทยอย่างไร?


แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับประเทศไทย?


คำตอบคือเกี่ยวโดยตรง เพราะเมื่อสหรัฐฯ เร่งลงทุนและพัฒนา AI ความต้องการชิป ดาต้าเซ็นเตอร์ ไฟฟ้า และซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย


ไทยจึงมีโอกาสดึงการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่ AI


แต่ในอีกด้าน ไทยเองก็ต้องแข่งขันกับประเทศอื่น เพื่อแย่งชิงเงินลงทุน เทคโนโลยี และบุคลากรที่มีความสามารถ


เพราะฉะนั้น ศึก AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่สุดท้ายแล้วผลของการแข่งขันครั้งนี้มีโอกาสส่งต่อมาถึงการลงทุน การจ้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยโดยตรง

ที่มาข้อมูล : ทำเนียบขาว, Stanford HAI, Reuters, U.S. Department of Energy, IEA

ที่มารูปภาพ : OpenAI

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ