ทิศทางทองคำ จับตาเฟด น้ำมัน สงครามตะวันออกกลาง

Share on Line Share on Facebook Share on X

นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 วิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำ โดยระบุว่าปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือราคาน้ำมัน นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำและการตัดสินใจของเฟด

นายธนะเกียรติระบุว่า ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเฟด หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เฟดต้องส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง

ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียกับกลุ่มฮูตีในเยเมน ส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและราคาน้ำมัน หากสงครามขยายวงกว้างขึ้น จะทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ด้านมุมมองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคมปีหน้า และราคาน้ำมันจะกลับสู่ระดับปกติในช่วงเดือนตุลาคมปีหน้า หากเป็นไปตามการคาดการณ์นี้ เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่เกิน 2 ครั้ง คือในเดือนธันวาคมปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปีหน้า

นอกจากนี้ นายธนะเกียรติยังกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ว่า หากราคาน้ำมันแพงขึ้นและเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย บอนด์ยีลด์จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย แต่หากเฟดคงอัตราดอกเบี้ยหรือส่งสัญญาณเข้าสู่ขาลง บอนด์ยีลด์ก็มีโอกาสปรับตัวลดลงเช่นกัน

สรุปข่าว

นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บล.ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส วิเคราะห์ว่าราคาน้ำมัน นโยบายดอกเบี้ยเฟด และสงครามตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยหลักกำหนดทิศทางทองคำ โดยมองแนวรับสำคัญที่ 4,120 เหรียญสหรัฐ หากหลุดจะลงไปที่ 3,855 เหรียญ ส่วนเป้าหมายปีนี้อยู่ในกรอบ 3,855-4,500 เหรียญ และอาจแตะ 5,000 เหรียญในปีหน้าหากเฟดปรับลดดอกเบี้ย พร้อมแนะกลยุทธ์ Long หากราคายังไม่หลุดแนวรับ แต่หากหลุดแนะให้ Short

นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 วิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำ โดยระบุว่าปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือราคาน้ำมัน นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำและการตัดสินใจของเฟด

นายธนะเกียรติระบุว่า ราคาน้ำมันเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเฟด หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เฟดต้องส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง

ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียกับกลุ่มฮูตีในเยเมน ส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและราคาน้ำมัน หากสงครามขยายวงกว้างขึ้น จะทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ด้านมุมมองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคมปีหน้า และราคาน้ำมันจะกลับสู่ระดับปกติในช่วงเดือนตุลาคมปีหน้า หากเป็นไปตามการคาดการณ์นี้ เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่เกิน 2 ครั้ง คือในเดือนธันวาคมปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปีหน้า

นอกจากนี้ นายธนะเกียรติยังกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ว่า หากราคาน้ำมันแพงขึ้นและเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย บอนด์ยีลด์จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย แต่หากเฟดคงอัตราดอกเบี้ยหรือส่งสัญญาณเข้าสู่ขาลง บอนด์ยีลด์ก็มีโอกาสปรับตัวลดลงเช่นกัน

กรอบราคาทองคำที่ต้องจับตา

นายธนะเกียรติประเมินแนวรับสำคัญของราคาทองคำไว้ที่ 4,120 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 65,300 บาท หากราคาหลุดแนวรับนี้ลงไป จะมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 3,855 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 60,950 บาท

สำหรับเป้าหมายราคาในปีนี้ มองกรอบบนไว้ที่ 4,500 เหรียญสหรัฐ และกรอบล่างที่ 3,855 เหรียญสหรัฐ ส่วนเป้าหมายราคาในปีหน้า มองกรอบบนไว้ที่ 5,000 เหรียญสหรัฐ ในกรณีที่เฟดเข้าสู่วงจรการปรับลดดอกเบี้ย ขณะที่กรอบล่างยังคงประเมินไว้ที่ระดับเดียวกันคือ 3,855 เหรียญสหรัฐ

กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น

นายธนะเกียรติให้มุมมองกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นว่า หากราคาทองคำยังไม่หลุดแนวรับ 4,120 เหรียญสหรัฐ แนะนำให้เปิดสถานะฝั่งซื้อ (Long) แต่หากราคาหลุดแนวรับดังกล่าวลงไป แนะนำให้เปิดสถานะฝั่งขาย (Short)

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน