IMF มองเศรษฐกิจ อาเซียนโตเร็วกว่าโลก พลังสำคัญขับเคลื่อนโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X
IMF มองเศรษฐกิจ อาเซียนโตเร็วกว่าโลก พลังสำคัญขับเคลื่อนโลก

การประชุม IMF-World Bank 2026 ที่เข้าสู่วันที่ 3 ในวันนี้ (14 ตุลาคม) มีการหารือในประเด็นที่ขยับเข้าใกล้ตัวคนไทยมากยิ่งขึ้น เมื่อการประชุม IMF-World Bank ได้มาจัดที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรื่องของ “อาเซียน” จึงเป็นหนึ่งในหัวข้อในการเสวนาวันนี้ ชาติสมาชิกอาเซียนจะรับมืออย่างไรในภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลง ภายใต้หัวข้อ ASEAN in a Changing Global Landscape โดยมี “คริสตาลินา กอร์เกียวา” กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ร่วมกลล่าวเปิดการเสวนาในหัวข้อนี้

กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า สำหรับเธอแล้วทวีปเอเชีย คือกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยที่เอเชียมีส่วนสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกถึง 2 ใน 3 และในปี 2026 นี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกราว 68% ก็มาจากทวีปเอเชีย

และเมื่อมองลึกลงไปอีกในภูมิภาค “อาเซียน”กำลังกลายเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนพลวัตทางเศรษฐกิจโลก กอร์เกียวา กล่าวว่าในปัจจุบันอาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใหญ่เพียงพอที่จะทำให้ภูมิภาคนี้เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลก อีกทั้งยังเป็นบ้านของประชากรราว 700 ล้านคนที่อาศัยในภูมิภาคนี้ ยิ่งกว่านั้นคือเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนเติบโต “เร็วกว่า” ค่าเฉลี่ยของโลก โดยมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 4.5 ต่อปี

กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายทั้งจากเรื่องสภาพแวดล้อมที่กำลังทดสอบความสามารถในการรับมือในหลายด้าน ไปจนถึงความผันผวนของราคาสินค้าที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอ ภารกิจของ IMF จึงชัดเจนนั่นคือการสร้าง “ความยืดหยุ่น” และความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่เพียงในระดับประเทศแต่รวมถึงในระดับภูมิภาคด้วย

และสำหรับอาเซียน กอร์เกียวา กล่าวว่า ภูมิภาคนี้ไม่ใช่ว่าไม่คุ้นเคยกับความท้าทายแต่ที่ผ่านมาอาเซียนได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับวิกฤตได้อย่างน่าทึ่ง ขณะเดียวกันความสามารถในการรับมือนั้นกำลังถูกทดสอบอีกครั้งจากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่เกิดขึ้นในปีนี้ โดยกอร์เกียวา กล่าวอย่างติดตลกว่าผู้แทนจากฟิลิปปินส์เพิ่งจะเรียกปรากฏการณ์เอลนีโญว่า “เอลนีโญ ก็อดซิลลา” ซึ่งเธอมองว่าคำ ๆ นี้เป็นคำจำกัดความที่ตรงกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างมาก

สรุปข่าว

กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองเศรษฐกิจอาเซียนเติบโต “เร็วกว่า” ค่าเฉลี่ยของโลก พร้อมชื่นชมว่าอาเซียนคือตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าการเติบโตไปด้วยกันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

การประชุม IMF-World Bank 2026 ที่เข้าสู่วันที่ 3 ในวันนี้ (14 ตุลาคม) มีการหารือในประเด็นที่ขยับเข้าใกล้ตัวคนไทยมากยิ่งขึ้น เมื่อการประชุม IMF-World Bank ได้มาจัดที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรื่องของ “อาเซียน” จึงเป็นหนึ่งในหัวข้อในการเสวนาวันนี้ ชาติสมาชิกอาเซียนจะรับมืออย่างไรในภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลง ภายใต้หัวข้อ ASEAN in a Changing Global Landscape โดยมี “คริสตาลินา กอร์เกียวา” กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ร่วมกลล่าวเปิดการเสวนาในหัวข้อนี้

กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า สำหรับเธอแล้วทวีปเอเชีย คือกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยที่เอเชียมีส่วนสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกถึง 2 ใน 3 และในปี 2026 นี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกราว 68% ก็มาจากทวีปเอเชีย

และเมื่อมองลึกลงไปอีกในภูมิภาค “อาเซียน”กำลังกลายเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนพลวัตทางเศรษฐกิจโลก กอร์เกียวา กล่าวว่าในปัจจุบันอาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใหญ่เพียงพอที่จะทำให้ภูมิภาคนี้เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลก อีกทั้งยังเป็นบ้านของประชากรราว 700 ล้านคนที่อาศัยในภูมิภาคนี้ ยิ่งกว่านั้นคือเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนเติบโต “เร็วกว่า” ค่าเฉลี่ยของโลก โดยมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 4.5 ต่อปี

กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายทั้งจากเรื่องสภาพแวดล้อมที่กำลังทดสอบความสามารถในการรับมือในหลายด้าน ไปจนถึงความผันผวนของราคาสินค้าที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอ ภารกิจของ IMF จึงชัดเจนนั่นคือการสร้าง “ความยืดหยุ่น” และความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงไม่เพียงในระดับประเทศแต่รวมถึงในระดับภูมิภาคด้วย

และสำหรับอาเซียน กอร์เกียวา กล่าวว่า ภูมิภาคนี้ไม่ใช่ว่าไม่คุ้นเคยกับความท้าทายแต่ที่ผ่านมาอาเซียนได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับวิกฤตได้อย่างน่าทึ่ง ขณะเดียวกันความสามารถในการรับมือนั้นกำลังถูกทดสอบอีกครั้งจากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่เกิดขึ้นในปีนี้ โดยกอร์เกียวา กล่าวอย่างติดตลกว่าผู้แทนจากฟิลิปปินส์เพิ่งจะเรียกปรากฏการณ์เอลนีโญว่า “เอลนีโญ ก็อดซิลลา” ซึ่งเธอมองว่าคำ ๆ นี้เป็นคำจำกัดความที่ตรงกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างมาก

กอร์เกียวา ยังได้ฉายภาพ 4 ประเด็นสำคัญที่ IMF และทั่วโลกรวมถึงอาเซียนควรให้ความสำคัญเพื่อความสามารถในการรับมือต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง 

1. เธอมองว่าหลังจากนี้ประเทศต่าง ๆ จะสามารถรับมือกับความท้าทายได้ดีขึ้นหากมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับใช้รับมือกับสถานการณ์เหล่านั้น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานอย่างครอบคลุมโดยที่ไม่จำแนกกลุ่มเป้าหมายเสียก่อน เธอย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลทั่วโลกควร “มุ่งปกป้องประชาชน ไม่ใช่ปกป้องราคา”

2. กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่าการปฏิรูปที่ผ่านมาคือสิ่งที่หล่อหลอมให้อาเซียนเป็นอย่างทุกวันนี้ และเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจมีพลวัตที่เข้มแข็ง โดยมีภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน ดังนั้น เราควรเดินหน้าปฏิรูปต่อไป เราเชื่อว่าการปฏิรูปตลาดให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ที่แท้จริงของอาเซียน ได้ถึงร้อยละ 3 ในระยะสั้นถึงระยะปานกลาง

3. กอร์เกียวาได้อ้างคำพูดของเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยที่กล่าวเมื่อวานนี้ (13 ต.ค.) ว่า การค้าภายในอาเซียนนั้นอยู่ที่ประมาณ 22% ของ GDP แต่กอร์เกียวาได้ยกตัวอย่างการค้าภายในของสหภาพยุโรป หรือ EU ว่าตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 60% ของ GDP ซึ่งกอร์เกียวาเชื่อว่าความร่วมมือทางการค้าที่มากขึ้นในอาเซียนจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ถึง 5% ในระยะยาว

4. กอร์เกียวา พูดถึงการบูรณาการทางการค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เธอมองว่าสิ่งที่อาเซียนกำลังดำเนินการอยู่แล้วมีมากมายไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือด้านดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงด้านพลังงาน และการเชื่อมต่อระหว่างกัน เธอขอให้อาเซียนเดินหน้าสิ่งเหล่านี้ต่อไป เพราะจะช่วยทำให้ภูมิภาคนี้ยิ่งแข็งแกร่งยิ่งขึ้นและเธอเชื่อว่าอาเซียนจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าการเติบโตไปด้วยกันนั้นเป็นสิ่งที่ “เป็นไปได้”

ที่มาข้อมูล : IMF-World Bank

ที่มารูปภาพ : Reuters