กิริฎา ชี้ 3 โจทย์เศรษฐกิจไทย เร่งส่งออก ดึงลงทุน เพิ่มมูลค่าอาหาร

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เล็กน้อยเป็น 3.1% จากเดิม 3.0% แต่ยังต่ำกว่าอัตราการขยายตัว 3.5% ในปี 2025 ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2027
สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดว่า GDP จะเติบโตประมาณ 2.1% ทั้งในปี 2026 และ 2027
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกตามที่ IMF กล่าวถึง ได้แก่ 1. ความมั่นคงด้านพลังงานที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ทำให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง 2. สงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ทั้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและในอีกหลายประเทศ และ 3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร โดยปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเช่นเดียวกัน
เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาด้านการเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ประเทศไทยจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยง (Diversify) ทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออกให้มากขึ้น โดยภาครัฐพยายามช่วยเหลือและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนค้าขายได้มากขึ้น ผ่านการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อลดภาษีนำเข้ากับ 14 ประเทศ ซึ่งคาดว่าในปี 2027 จะเพิ่มขึ้นเป็น 18-20 ประเทศ
ประเทศไทยมีความเป็นกลางด้านการค้า รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งตอบโจทย์ธุรกิจใหม่ ๆ เช่น กลุ่มดิจิทัลที่เข้ามาลงทุนในประเทศ อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจโลก นอกจากการกระจายความเสี่ยงแล้ว ประเทศไทยยังต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น
สรุปข่าว
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เล็กน้อยเป็น 3.1% จากเดิม 3.0% แต่ยังต่ำกว่าอัตราการขยายตัว 3.5% ในปี 2025 ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2027
สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดว่า GDP จะเติบโตประมาณ 2.1% ทั้งในปี 2026 และ 2027
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกตามที่ IMF กล่าวถึง ได้แก่ 1. ความมั่นคงด้านพลังงานที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ทำให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง 2. สงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ทั้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและในอีกหลายประเทศ และ 3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร โดยปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยเช่นเดียวกัน
เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาด้านการเกษตรจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ประเทศไทยจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยง (Diversify) ทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออกให้มากขึ้น โดยภาครัฐพยายามช่วยเหลือและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนค้าขายได้มากขึ้น ผ่านการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อลดภาษีนำเข้ากับ 14 ประเทศ ซึ่งคาดว่าในปี 2027 จะเพิ่มขึ้นเป็น 18-20 ประเทศ
ประเทศไทยมีความเป็นกลางด้านการค้า รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งตอบโจทย์ธุรกิจใหม่ ๆ เช่น กลุ่มดิจิทัลที่เข้ามาลงทุนในประเทศ อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจโลก นอกจากการกระจายความเสี่ยงแล้ว ประเทศไทยยังต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น
ด้านอาหารถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย แม้จะมีความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้การผลิตอาหารลดลง แต่ประเทศไทยผลิตอาหารได้มากกว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศ จึงยังมีผลผลิตเพียงพอสำหรับการส่งออก และสามารถพัฒนาบทบาทเป็นผู้จัดหาหรือสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Provider) ของโลกได้ ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์
ดร.กิริฎา กล่าวถึงแนวทางผลักดันให้ GDP เติบโตตามเป้าหมายว่า สามารถดำเนินการผ่าน 3 ด้าน ได้แก่ 1. การนำเข้าและส่งออก 2. การลงทุน และ 3. ความมั่นคงทางอาหาร
ในด้านการนำเข้าและส่งออก กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้าขยายตลาดใหม่ เพื่อให้ภาคเอกชนไทยส่งออกสินค้าและบริการได้มากขึ้น รวมถึงหาแหล่งวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการไทยเพื่อลดความเสี่ยง ส่วนด้านการลงทุน ประเทศไทยต้องปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคและเพิ่มทักษะของคนไทยให้ตอบโจทย์การลงทุนรูปแบบใหม่ เพื่อดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศมากขึ้น ขณะที่ด้านอาหาร หากสามารถช่วยเหลือภาคเอกชนในการพัฒนาวัตถุดิบไปสู่อาหารแปรรูปและเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบได้มากขึ้น ก็จะช่วยให้เกิดการเติบโตเพิ่มขึ้นอีกมาก
ดร.กิริฎา กล่าวต่อว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 ถือเป็นโอกาสที่ดีในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยให้ประชาคมโลกได้รับรู้ โดยการที่ผู้นำระดับโลกเดินทางมายังกรุงเทพฯ จะทำให้ได้เห็นว่าประเทศไทยมีความสงบสุข มีความเป็นกลางในการดำเนินธุรกิจ และมีความแข็งแกร่งในหลายด้าน
นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันแนวทางใหม่ ๆ เช่น การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้สำหรับธุรกิจ SME เช่นเดียวกับในต่างประเทศ อีกทั้งการประชุมครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้หลายภาคส่วนได้พบปะพูดคุยกัน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ SME และเยาวชน ซึ่งจะช่วยสานสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงการดำเนินธุรกิจ
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2027 ดร.กิริฎามองว่ายังมีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาสินค้าพลังงานยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีโอกาสจากการลงทุนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องในหลายธุรกิจ ทั้งด้าน AI ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระยะยาว
ขณะที่การส่งออกในปีหน้าอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ แม้ประเทศไทยจะพยายามเปิดตลาดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น แต่การดำเนินการดังกล่าวยังต้องใช้เวลา ดร.กิริฎาจึงมองว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะขยายตัวใกล้เคียงกับปีนี้ และไม่น่าจะเติบโตต่ำกว่าเดิม
- ส่อง “IMF” คาดการณ์เศรษฐกิจโลก 2026-2027
- สร้างความยืดหยุ่น บนโลกที่แบ่งขั้ว พลิกวิกฤตความแตกแยกสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงินโลก
- 35 ปีเศรษฐกิจไทย จากเสือตัวใหญ่สู่บทเรียนวิกฤตปี 2540 และโจทย์ใหม่ในยุค AI
- จะอยู่รอดอย่างไร? ในโลกที่กำลังแตกแยก เอกนิติย้ำ “เอาระเบียบโลกกลับมา”
- คลื่นคนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน กับอนาคตในยุค AI งาน ชีวิต หรือวิกฤตที่ต้องก้าวข้าม
ที่มาข้อมูล : TNN Wealth
ที่มารูปภาพ : TNN Wealth
