เอลนีโญจ่อรุนแรงปลายปี 2569 ภาคเกษตรเสี่ยงเสียหายหลายหมื่นล้าน

แม้หลายพื้นที่ของประเทศไทยยังอยู่ระหว่างรับมือปัญหาน้ำท่วมขังจากฝนตกหนัก แต่เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม สัญญาณการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวเริ่มชัดเจนขึ้น พร้อมกับความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่อาจทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570
รายการ Business Watch ทาง TNN ช่อง 16 นำเสนอข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และการประเมินของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคเกษตร ธุรกิจอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูป และผู้บริโภค โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกิดจากปริมาณน้ำลดลงในช่วงที่ภาคการผลิตกำลังฟื้นตัวจากสถานการณ์น้ำท่วม
ประเด็นที่ต้องติดตามคือ ความแปรปรวนของสภาพอากาศอาจทำให้ภาคธุรกิจต้องรับมือกับปัญหาสองด้านในเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งการฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมและการเตรียมแหล่งน้ำสำรองสำหรับฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง
WMO เตือนเอลนีโญเสี่ยงรุนแรงถึงต้นปี 2570
ข้อมูลที่รายการ Business Watch อ้างอิงจากรายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ระบุว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ประเมินปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรง โดยคาดว่าจะเข้าสู่ช่วงรุนแรงที่สุดประมาณเดือนธันวาคม 2569 และมีโอกาสสูงที่จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570
รายงานดังกล่าวระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการติดตามเอลนีโญ อาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 3.7 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม
ขณะเดียวกัน ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาประเมินว่า มีโอกาสประมาณ 83% ที่เอลนีโญจะอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคม 2570
ก่อนหน้านี้ ในเดือนกันยายน อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบางส่วนของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 4 องศาเซลเซียส ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสลมและรูปแบบการกระจายตัวของฝน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม WMO ย้ำว่า การคาดการณ์ระดับโลกต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลพยากรณ์ระดับประเทศและระดับพื้นที่ เนื่องจากผลกระทบของเอลนีโญไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันทุกภูมิภาค
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ระยะเวลาของฝนทิ้งช่วง ปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งกักเก็บ และความสามารถในการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคเกษตรและอุตสาหกรรม
สรุปข่าว
แม้หลายพื้นที่ของประเทศไทยยังอยู่ระหว่างรับมือปัญหาน้ำท่วมขังจากฝนตกหนัก แต่เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม สัญญาณการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวเริ่มชัดเจนขึ้น พร้อมกับความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่อาจทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570
รายการ Business Watch ทาง TNN ช่อง 16 นำเสนอข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และการประเมินของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคเกษตร ธุรกิจอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูป และผู้บริโภค โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกิดจากปริมาณน้ำลดลงในช่วงที่ภาคการผลิตกำลังฟื้นตัวจากสถานการณ์น้ำท่วม
ประเด็นที่ต้องติดตามคือ ความแปรปรวนของสภาพอากาศอาจทำให้ภาคธุรกิจต้องรับมือกับปัญหาสองด้านในเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งการฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมและการเตรียมแหล่งน้ำสำรองสำหรับฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง
WMO เตือนเอลนีโญเสี่ยงรุนแรงถึงต้นปี 2570
ข้อมูลที่รายการ Business Watch อ้างอิงจากรายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ระบุว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ประเมินปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรง โดยคาดว่าจะเข้าสู่ช่วงรุนแรงที่สุดประมาณเดือนธันวาคม 2569 และมีโอกาสสูงที่จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570
รายงานดังกล่าวระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการติดตามเอลนีโญ อาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 3.7 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม
ขณะเดียวกัน ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาประเมินว่า มีโอกาสประมาณ 83% ที่เอลนีโญจะอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคม 2570
ก่อนหน้านี้ ในเดือนกันยายน อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบางส่วนของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 4 องศาเซลเซียส ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสลมและรูปแบบการกระจายตัวของฝน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม WMO ย้ำว่า การคาดการณ์ระดับโลกต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลพยากรณ์ระดับประเทศและระดับพื้นที่ เนื่องจากผลกระทบของเอลนีโญไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันทุกภูมิภาค
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ระยะเวลาของฝนทิ้งช่วง ปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งกักเก็บ และความสามารถในการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคเกษตรและอุตสาหกรรม
กรุงไทย COMPASS ประเมินภาคเกษตรเสี่ยงเสียหายหลายหมื่นล้านบาท
รายการ Business Watch ยังนำเสนอการประเมินของศูนย์วิจัยกรุงไทย COMPASS ซึ่งวิเคราะห์ความเสี่ยงจากเอลนีโญต่อภาคเกษตรไทยในช่วงปี 2569–2570 โดยแบ่งผลกระทบออกเป็น 3 สถานการณ์
สถานการณ์ | มูลค่าความเสียหายที่ประเมิน |
| กรณีดีที่สุด | 38,551 ล้านบาท |
| กรณีฐาน | ประมาณ 62,000 ล้านบาท |
| กรณีเลวร้ายที่สุด | ตัวเลขจากต้นฉบับไม่ชัดเจน |
สำหรับกรณีฐาน คาดว่าประเทศไทยอาจเผชิญฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570 ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรและรายได้ของเกษตรกร
ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุด มีสมมติฐานว่าฝนทิ้งช่วงอาจยาวนานไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2570 ประกอบกับต้นทุนปุ๋ยที่อาจปรับราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 100% ทำให้เกษตรกรต้องรับภาระทั้งผลผลิตที่ลดลงและต้นทุนการเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน
ทั้งนี้ มูลค่าความเสียหายดังกล่าวเป็นการประเมินภายใต้สมมติฐาน ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว โดยผลกระทบจริงยังขึ้นอยู่กับปริมาณฝน ระยะเวลาของภัยแล้ง และมาตรการบริหารจัดการน้ำ
เกษตรไทยพึ่งน้ำฝนสูง พื้นที่ 80% อยู่นอกเขตชลประทาน
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ภาคเกษตรไทยมีความเสี่ยงต่อเอลนีโญ คือโครงสร้างการใช้น้ำและพื้นที่เพาะปลูกที่ยังต้องพึ่งพาฝนตามธรรมชาติเป็นหลัก
ข้อมูลจากกรุงไทย COMPASS ที่รายการ Business Watch นำเสนอ ระบุว่า ภาคเกษตรมีความต้องการใช้น้ำประมาณ 75% ของความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศ ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมราว 80% อยู่นอกเขตชลประทาน
พื้นที่เหล่านี้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบส่งน้ำและแหล่งน้ำสำรอง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่อาจไม่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับลงทุนในระบบกักเก็บน้ำหรืออุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
หากฝนทิ้งช่วงตรงกับระยะที่พืชต้องการน้ำมากที่สุด ความชื้นในดินจะลดลงและกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตต่อไร่ลดลง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการลงทุนเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป
ผลกระทบยังเชื่อมโยงกับกำลังซื้อในพื้นที่ชนบท หากเกษตรกรมีรายได้ลดลง การจับจ่ายสินค้าและบริการในชุมชนก็อาจชะลอตัวตามไปด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง หากผลผลิตทางการเกษตรบางชนิดเข้าสู่ตลาดลดลง อาจทำให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีความต้องการบริโภคต่อเนื่อง
SCB EIC จับตาฝนทิ้งช่วงภาคเหนือ อีสาน และตะวันตก
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ประเมินว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงเผชิญฝนน้อยและฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569 ต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของปี 2570
ช่วงเวลาดังกล่าวครอบคลุมทั้งฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตปลายปีและการเตรียมเพาะปลูกในช่วงต้นปีถัดไป ทำให้เกษตรกรต้องประเมินความเพียงพอของน้ำก่อนตัดสินใจลงทุนรอบใหม่
พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทานซึ่งต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก
หากปริมาณฝนลดลงต่อเนื่อง ความชื้นในดินจะลดลงตามไปด้วย และอาจกระทบต่อพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณมาก ขณะที่โรงสีและโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรต้องเตรียมปรับแผนจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิต
นอกจากปริมาณน้ำแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังอาจทำให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ทั้งค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำ การขนส่งน้ำ และระบบทำความเย็น
ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ อาจเผชิญแรงกดดันต่ออัตรากำไร โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำกัด
ภัยแล้งกระทบต่อเนื่องจากเกษตรกรถึงผู้บริโภค
รายการ Business Watch วิเคราะห์ว่า ผลกระทบของเอลนีโญอาจขยายจากภาคการเกษตรไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน
เมื่อเกษตรกรมีผลผลิตลดลง โรงสีและโรงงานแปรรูปอาจต้องแข่งขันกันจัดหาวัตถุดิบที่มีปริมาณจำกัด ส่งผลให้ต้นทุนรับซื้อปรับสูงขึ้น
ธุรกิจอาหารและร้านอาหารที่ต้องใช้สินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบหลักก็อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งจากต้นทุนการผลิตและความไม่แน่นอนของปริมาณสินค้าที่เข้าสู่ตลาด
ท้ายที่สุด ผู้บริโภคอาจต้องเผชิญราคาสินค้าอาหารบางประเภทที่ปรับสูงขึ้น หากปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาสินค้าจะแตกต่างกันไปตามชนิดของผลผลิต ปริมาณสินค้าคงคลัง และความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น
แนะธุรกิจเตรียมแหล่งน้ำสำรองและประเมินความเสี่ยง 3 กรณี
กรุงไทย COMPASS เสนอให้ผู้ประกอบการนำสถานการณ์ทั้ง 3 กรณีมาใช้ทดสอบความพร้อมของธุรกิจ โดยพิจารณาทั้งปริมาณวัตถุดิบที่จำเป็น แหล่งจัดหาสำรอง และเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้หากต้นทุนรับซื้อปรับสูงขึ้น
ขณะที่ SCB EIC ให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาดได้ล่วงหน้า
สำหรับเกษตรกร แนวทางสำคัญคือการตรวจสอบปริมาณน้ำที่มีอยู่จริงก่อนเริ่มเพาะปลูก เลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนที่อาจสูญเสียไปหากเกิดฝนทิ้งช่วง
ส่วนโรงสี โรงงานแปรรูป และธุรกิจอาหาร ควรติดตามความพร้อมของแหล่งผลิตตั้งแต่ก่อนฤดูเก็บเกี่ยว พร้อมจัดทำแผนจัดซื้อวัตถุดิบจากหลายพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของสายการผลิตและการส่งมอบสินค้า
จับตาความพร้อมบริหารน้ำ รับมือเอลนีโญปี 2570
การรับมือเอลนีโญในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ และความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
หน่วยงานด้านน้ำและการเกษตรของภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนข้อมูลและวางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ขณะที่ภาคเอกชนและเกษตรกรสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการตัดสินใจด้านการผลิตและการลงทุน
แม้ยังไม่สามารถระบุขนาดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน แต่การประเมินของศูนย์วิจัยทั้งสองแห่งชี้ให้เห็นความสำคัญของการเตรียมแผนรับมือก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก
การบริหารจัดการน้ำและวางแผนจัดหาวัตถุดิบล่วงหน้าจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้เกษตรกร ความต่อเนื่องของภาคการผลิต และเสถียรภาพของราคาสินค้าอาหารในช่วงปี 2570
- แปซิฟิกเดือดจัด! “เอลนีโญ” แรงผิดปกติ!
- “เอลนีโญ” แรง! จ่อลากยาวถึง ก.พ.2027 เตือนทั่วโลกเสี่ยงภัยพิบัติ ภัยแล้ง-ฝนหนัก-น้ำท่วม
- โลกจ่อเดือดขั้นสุด! “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงที่สุดในรอบ 76 ปี เสี่ยงแล้ง–น้ำท่วมทั่วโลก
- งงทั้งประเทศ! “เอลนีโญ” ควรแล้ง แต่ไทยกลับน้ำท่วม เพราะอะไร?”
- “เอลนีโญ” เดือด จ่อซ้ำวิกฤตอาหารโลก กาแฟ-ช็อกโกแลตโดนเต็มๆ
บรรณาธิการออนไลน์
