โลกจ่อเดือดขั้นสุด! “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงที่สุดในรอบ 76 ปี เสี่ยงแล้ง–น้ำท่วมทั่วโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกจ่อเดือดขั้นสุด!  “ซูเปอร์เอลนีโญ”  อาจรุนแรงที่สุดในรอบ 76 ปี  เสี่ยงแล้ง–น้ำท่วมทั่วโลก

โลกกำลังเผชิญสัญญาณเตือนภัยด้านสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญ เมื่อองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ในปีนี้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น และอาจขึ้นสู่จุดสูงสุดในเดือนธันวาคม ก่อนต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มสูงกว่าสถิติเดิมอย่างมาก สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และชีวิตของผู้คนทั่วโลก

 

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ เปิดเผยรายงานสภาพภูมิอากาศประจำเดือน โดยประเมินว่าเอลนีโญในปีนี้มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และอาจแตะระดับสูงสุดในเดือนธันวาคม พร้อมมีโอกาสเกือบ 100% ที่ปรากฏการณ์จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027


สรุปข่าว

WMO เตือน “เอลนีโญ” ปี 2026 มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อาจพุ่งสูงสุดในเดือนธันวาคม และต่อเนื่องถึงกุมภาพันธ์ 2027 โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลแปซิฟิกอาจสูงกว่าสถิติเดิมอย่างมาก ปรากฏการณ์นี้เสี่ยงทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น รูปแบบฝนแปรปรวน เพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง ฝนตกหนัก และน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วโลกนักวิจัยคาดการณ์ว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจเพิ่มผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ถึง 451,000 คนทั่วโลก จึงต้องเร่งติดตามสถานการณ์และเตรียมรับมือผลกระทบด้านสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด

โลกกำลังเผชิญสัญญาณเตือนภัยด้านสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญ เมื่อองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ในปีนี้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น และอาจขึ้นสู่จุดสูงสุดในเดือนธันวาคม ก่อนต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มสูงกว่าสถิติเดิมอย่างมาก สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และชีวิตของผู้คนทั่วโลก

 

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ เปิดเผยรายงานสภาพภูมิอากาศประจำเดือน โดยประเมินว่าเอลนีโญในปีนี้มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และอาจแตะระดับสูงสุดในเดือนธันวาคม พร้อมมีโอกาสเกือบ 100% ที่ปรากฏการณ์จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027


สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกองค์การสหประชาชาติ เตือนว่า เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ระบบนิเวศ และชุมชนในหลายภูมิภาคของโลก เนื่องจากปรากฏการณ์นี้มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิและรูปแบบการกระจายตัวของฝน โดยหลายพื้นที่อาจเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่ความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วมอาจเพิ่มขึ้นตามสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป


สิ่งที่น่ากังวลคือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของการเกิดเอลนีโญ คาดว่าในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมจะสูงกว่าค่าปกติถึง 3.7 องศาเซลเซียส หากเป็นไปตามการคาดการณ์ ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่าสถิติเดิมที่ 2.6 องศาเซลเซียส ซึ่งบันทึกไว้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2015 ถึงมกราคม 2016 โดย WMO ระบุว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลอย่างน้อยตั้งแต่ปี 1950

 

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นขึ้นกว่าปกติ เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรภูมิอากาศที่เรียกว่า เอลนีโญ–เซาเทิร์นออสซิลเลชัน (ENSO) ซึ่งมีอิทธิพลต่อสภาพอากาศในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยทั่วไปปรากฏการณ์นี้มีส่วนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบฝน บางภูมิภาคอาจเผชิญฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง ขณะที่บางพื้นที่กลับมีฝนตกหนักและเสี่ยงต่ออุทกภัย ทั้งนี้ เอลนีโญมักเกิดขึ้นเป็นรอบทุก ๆ 2–7 ปี


ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากโคเปอร์นิคัส หน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 16.96 องศาเซลเซียส เท่ากับสถิติของเดือนกรกฎาคม 2023 ซึ่งเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังเผชิญกับความร้อนในระดับสูงอยู่แล้ว และการเกิดเอลนีโญที่รุนแรงอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อระบบภูมิอากาศ


นอกจากนี้ นักวิจัยจาก Climate Impact Lab ของมหาวิทยาลัยชิคาโก ยังประเมินเมื่อเดือนก่อนว่า ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในปีนี้อาจทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลกเพิ่มขึ้นได้มากถึง 451,000 คน ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกุมภาพันธ์ 2027 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นแล้ว

 

การคาดการณ์เอลนีโญที่อาจรุนแรงถึงระดับสุดขั้ว เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่โลกไม่อาจมองข้าม เพราะไม่ได้หมายถึงเพียงอุณหภูมิที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ ฝนตกหนัก น้ำท่วม และผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง สำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนรับมือทั้งภาวะฝนทิ้งช่วงและฝนตกหนัก เนื่องจากผลกระทบของเอลนีโญจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่และช่วงเวลา โดยความรุนแรงที่แท้จริงยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของปรากฏการณ์และปัจจัยภูมิอากาศอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกันด้วย

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : NASA