ยุโรปเผชิญฤดูร้อนโหด นักวิทย์เตือนอนาคตยิ่งหนัก!

Share on Line Share on Facebook Share on X
ยุโรปเผชิญฤดูร้อนโหด นักวิทย์เตือนอนาคตยิ่งหนัก!

ฤดูร้อนปีนี้เป็นฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์สำหรับยุโรปตะวันตก หลังคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของทวีปเผชิญภาวะ “ความเครียดจากความร้อนระดับรุนแรงมาก” ซึ่งทำให้สภาพอากาศที่ร่างกายรับรู้ร้อนเทียบเท่าอุณหภูมิมากกว่า 38 องศาเซลเซียส ตามรายงานฉบับล่าสุดของหน่วยบริการตรวจสอบสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (EU) ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์

รายงานระบุว่า อุณหภูมิอากาศบริเวณพื้นผิวในยุโรปตะวันตกช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 2.5 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิในพื้นที่อื่นของทวีป แม้จะต่ำกว่า แต่ยังอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย ส่งผลให้ฤดูร้อนปี 2026 กลายเป็นฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 ของยุโรปนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล

สรุปข่าว

ฤดูร้อนปี 2026 กลายเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหม่ของวิกฤตสภาพภูมิอากาศยุโรป เมื่อคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมพื้นที่กว้าง อุณหภูมิพุ่งทำสถิติ ภัยแล้งและไฟป่ารุนแรง กระทบทั้งสุขภาพประชาชน แหล่งน้ำ พลังงาน และภาคเกษตร ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าโลกที่ร้อนขึ้นอาจทำให้เหตุการณ์สุดขั้วเช่นนี้เกิดถี่และรุนแรงกว่าเดิม

ฤดูร้อนปีนี้เป็นฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์สำหรับยุโรปตะวันตก หลังคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของทวีปเผชิญภาวะ “ความเครียดจากความร้อนระดับรุนแรงมาก” ซึ่งทำให้สภาพอากาศที่ร่างกายรับรู้ร้อนเทียบเท่าอุณหภูมิมากกว่า 38 องศาเซลเซียส ตามรายงานฉบับล่าสุดของหน่วยบริการตรวจสอบสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (EU) ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์

รายงานระบุว่า อุณหภูมิอากาศบริเวณพื้นผิวในยุโรปตะวันตกช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 2.5 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิในพื้นที่อื่นของทวีป แม้จะต่ำกว่า แต่ยังอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย ส่งผลให้ฤดูร้อนปี 2026 กลายเป็นฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 ของยุโรปนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงจนอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นและทำให้สภาพอากาศรุนแรงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ตั้งแต่อเมริกาใต้ไปจนถึงออสเตรเลีย โดยคาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้นเกือบ 500,000 รายภายในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

อย่างไรก็ตาม สำหรับยุโรป ผลกระทบจากเอลนีโญเกิดขึ้นในทางอ้อมเป็นหลัก เช่น การผลักดันราคาอาหารและเงินเฟ้อ ขณะที่คลื่นความร้อนรุนแรงที่ยุโรปเผชิญในฤดูร้อนนี้มีสาเหตุสำคัญจากมลพิษจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ

รายงานพบว่า อย่างน้อย 60% ของพื้นที่ยุโรปตะวันตกเผชิญอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 17 วันในช่วงฤดูร้อนปีนี้ เทียบกับ 11 วันในปี 2003 ซึ่งเป็นอีกปีหนึ่งที่ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง และเพียง 7 วันในปี 2025

อุณหภูมิที่สูงเป็นพิเศษทำให้ยุโรปตะวันตกเผชิญ “ความเครียดจากความร้อนระดับรุนแรงมาก” นานถึง 13 วัน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด

ฤดูร้อนปีนี้ยังเริ่มต้นเร็วกว่าปกติ โดยยุโรปเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อคลื่นความร้อนรุนแรงระลอกหนึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ และสภาพอากาศร้อนยังคงดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายน

รายงานระบุว่า คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คร่าชีวิตผู้คนหลายหมื่นรายทั่วยุโรป ขณะเดียวกันยังสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรและทำให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งต้องหยุดหรือจำกัดการดำเนินงาน

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุณหภูมิที่ทำลายสถิติเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงแหล่งน้ำ ระบบพลังงาน ระบบคมนาคม ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน

ซาแมนธา เบอร์เจส นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) กล่าวว่า “ผลกระทบขยายวงกว้างเกินกว่าการทำลายสถิติอุณหภูมิ ทั้งยังส่งผลต่อความพร้อมของน้ำ ระบบพลังงาน การคมนาคม ระบบนิเวศ และสุขภาพของมนุษย์”

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “ขณะที่สภาพภูมิอากาศยังคงร้อนขึ้น เหตุการณ์เหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ” ร้อน-แล้ง-ไฟป่า กระทบหนักทั่วทวีป

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงจากปัจจัยหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งอุณหภูมิสูง ภัยแล้ง และไฟป่า โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลรอบยุโรปในช่วงฤดูร้อนปีนี้ทำสถิติสูงสุด ขณะที่ระดับการไหลของแม่น้ำทั่วยุโรปลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี อากาศร้อนและภัยแล้งที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างยังเอื้อต่อการลุกลามของไฟป่า ส่งผลให้หลายพื้นที่ทั่วยุโรปต้องเผชิญสถานการณ์ไฟป่ารุนแรง

ข้อมูลจากระบบสารสนเทศไฟป่าแห่งยุโรป (EFFIS) ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธระบุว่า สภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่าในปี 2026 รุนแรงที่สุดเท่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยบันทึกมา

จนถึงสิ้นเดือนกันยายน พื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาผลาญมีประมาณ 680,000 เฮกตาร์ ทำให้ปีนี้เป็นปีที่มีพื้นที่ถูกไฟไหม้มากที่สุดเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล โดยเป็นรองเพียงปี 2025 ซึ่งมีพื้นที่ถูกเผาประมาณ 1 ล้านเฮกตาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน และปี 2022 ซึ่งมีพื้นที่ถูกเผาประมาณ 768,000 เฮกตาร์

ควันไฟซึ่งเป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์ ยังส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

ซาเวียร์ โรโด ผู้นำโครงการด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพของสถาบัน ISGlobal ในสเปน ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำรายงาน กล่าวว่า “พูดตามตรง หลังจากฤดูร้อนที่เราเพิ่งเผชิญมา แทบไม่มีอะไรใหม่ที่จะพูดอีกแล้ว”

เขากล่าวว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในด้านจำนวนและความรุนแรงของเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศยุโรปในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีการทำลายสถิติไม่เพียงในระดับท้องถิ่น แต่ยังเกิดขึ้นในระดับภูมิภาคและทั่วทั้งทวีป

ท่ามกลางอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ ลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ควบคู่กับการปรับปรุงเมืองและอาคารให้สามารถรับมือกับความร้อนได้ดีขึ้น

มาตรการที่ถูกเสนอ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่ร่มเงา การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง และการติดตั้งระบบปรับอากาศในโรงพยาบาล โรงเรียน และสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันผลกระทบจากอุณหภูมิสูงที่มีต่อประชาชนกลุ่มเสี่ยง

ข้อมูลจากรายงานล่าสุดสะท้อนว่า ความร้อนจัดไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสภาพอากาศเท่านั้น แต่กำลังเชื่อมโยงเข้ากับปัญหาน้ำ พลังงาน เกษตรกรรม สุขภาพ และระบบนิเวศในวงกว้าง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มขึ้น เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นในยุโรปอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้นในอนาคต

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters