โลกร้อนจู่โจมสุขภาพผิว! พบผู้ป่วยโรคผิวหนังพุ่ง ประเทศยากจนรับผลกระทบหนัก

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อนจู่โจมสุขภาพผิว!  พบผู้ป่วยโรคผิวหนังพุ่ง  ประเทศยากจนรับผลกระทบหนัก

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพจากโรคลมแดดหรือโรคระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพผิวหนัง ซึ่งเป็นด่านแรกของร่างกายที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ล่าสุดงานวิจัยระดับนานาชาติจาก 136 ประเทศ พบว่า กว่า 40% ของประเทศทั่วโลกรายงานการเปลี่ยนแปลงของความชุกและความรุนแรงของโรคผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศรายได้น้อยได้รับผลกระทบอย่างไม่เท่าเทียมกัน

 

งานวิจัยดังกล่าวจัดทำโดยความร่วมมือระหว่างสันนิบาตสมาคมแพทย์ผิวหนังนานาชาติ (International League of Dermatological Societies: ILDS) และ L'Oréal Dermatological Beauty ภายใต้โครงการ Global Access to Skin Health Observatory หรือ SkinObservatory โดยเชิญผู้แทนจาก 194 ประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก (WHO) เข้าร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อโรคผิวหนังในแต่ละประเทศ


สรุปข่าว

งานวิจัยจาก 136 ประเทศ พบ 42.6% รายงานการเปลี่ยนแปลงของโรคผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับ Climate Change โดยประเทศรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากกว่า ความร้อนและความชื้นที่เพิ่มขึ้น กระตุ้นผดผื่น โรคผิวหนังอักเสบ และโรคติดเชื้อ รวมถึงโรคที่มีแมลงเป็นพาหะ นักวิจัยเตือน เร่งยกระดับระบบเฝ้าระวังและการเข้าถึงบริการสุขภาพ เพื่อรับมือผลกระทบต่อสุขภาพผิวจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพจากโรคลมแดดหรือโรคระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพผิวหนัง ซึ่งเป็นด่านแรกของร่างกายที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ล่าสุดงานวิจัยระดับนานาชาติจาก 136 ประเทศ พบว่า กว่า 40% ของประเทศทั่วโลกรายงานการเปลี่ยนแปลงของความชุกและความรุนแรงของโรคผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศรายได้น้อยได้รับผลกระทบอย่างไม่เท่าเทียมกัน

 

งานวิจัยดังกล่าวจัดทำโดยความร่วมมือระหว่างสันนิบาตสมาคมแพทย์ผิวหนังนานาชาติ (International League of Dermatological Societies: ILDS) และ L'Oréal Dermatological Beauty ภายใต้โครงการ Global Access to Skin Health Observatory หรือ SkinObservatory โดยเชิญผู้แทนจาก 194 ประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก (WHO) เข้าร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อโรคผิวหนังในแต่ละประเทศ


ผลการศึกษาซึ่งนำเสนอในการประชุม European Academy of Dermatology and Venereology Congress 2026 เก็บข้อมูลจาก 136 ประเทศ ครอบคลุมประเทศทุกระดับรายได้ตามการจำแนกของธนาคารโลก พบว่า 42.6% ของประเทศที่เข้าร่วมรายงานว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อความชุก ความรุนแรง หรือทั้งสองด้านของโรคผิวหนัง

 

เมื่อพิจารณาตามระดับรายได้ พบว่าประเทศรายได้น้อยมีการรายงานผลกระทบสูงถึง 55.6% และประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ 52.5% ขณะที่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงอยู่ที่ 43.8% และประเทศรายได้สูงอยู่ที่ 28.3% สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของผลกระทบด้านสุขภาพผิว ซึ่งประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดมีแนวโน้มเผชิญปัญหามากกว่า

 

ในด้านภูมิภาค พบว่าภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกมีการรายงานผลกระทบสูงที่สุดที่ 64.7% รองลงมาคือภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ที่ 60% เท่ากัน ขณะที่ภูมิภาคยุโรปรายงานผลกระทบอยู่ที่ 16.1% ส่วนภูมิภาคแอฟริกา มีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 42.9% ที่ยังไม่แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อโรคผิวหนังอย่างไร ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างด้านการเฝ้าระวังและข้อมูลหลักฐานทางสุขภาพ

 

สำหรับโรคผิวหนังที่ได้รับผลกระทบ จาก 58 ประเทศที่รายงานความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับโรคผิวหนัง พบว่า 81% รายงานการเพิ่มขึ้นของผดผื่นจากความร้อน ขณะที่ 75.9% พบการเปลี่ยนแปลงของโรคผิวหนังอักเสบ และ 62.1% รายงานการเปลี่ยนแปลงของโรคผิวหนังติดเชื้อ นอกจากนี้ ครึ่งหนึ่งของประเทศที่รายงานผลกระทบ หรือ 50% พบการเปลี่ยนแปลงของโรคที่มีพาหะนำโรคเป็นแมลงหรือสัตว์ เช่น ยุงและเห็บ


ดร.เอสเธอร์ ฟรีแมน หนึ่งในผู้วิจัย ระบุว่า ผลการศึกษาสำคัญที่พบคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความเชื่อมโยงกับผลกระทบเชิงลบต่อโรคผิวหนังแล้วในปัจจุบัน และผลกระทบดังกล่าวยังสร้างภาระให้กับประเทศรายได้น้อยอย่างไม่เท่าเทียมกัน โดยทั่วไปผู้คนมักนึกถึงผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วในแง่ของโรคลมแดด ปัญหาหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคระบบทางเดินหายใจ แต่ผิวหนังถือเป็นด่านแรกของร่างกายที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง

 

นักวิจัยอธิบายว่า อุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้นสามารถกระตุ้นให้ร่างกายมีเหงื่อออกมากขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง ขณะที่ความร้อน มลพิษทางอากาศ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ อาจกระตุ้นหรือทำให้อาการอักเสบของผิวหนังรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและรูปแบบปริมาณฝน ยังส่งผลต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของยุง เห็บ และพาหะนำโรคชนิดอื่น ๆ ทำให้สามารถแพร่กระจายหรือดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยพบได้

 

งานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพระดับโลก เนื่องจากประเทศที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า กลับมีแนวโน้มรายงานผลกระทบต่อสุขภาพผิวจากสภาพภูมิอากาศมากกว่า ขณะที่ประเทศเหล่านี้มักมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและศักยภาพในการปรับตัว ทั้งการเข้าถึงบริการสาธารณสุข แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง ยารักษาโรค และระบบสาธารณสุขที่รองรับเหตุฉุกเฉิน

 

โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคซึ่งเผชิญกับความร้อนจัด น้ำท่วม และรูปแบบฝนที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อปัจจัยเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นพร้อมกับข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ จึงยิ่งเพิ่มความเปราะบางต่อการป้องกัน ตรวจพบ และรักษาโรคผิวหนัง

 

นักวิจัยจึงเสนอให้เพิ่มประสิทธิภาพระบบเฝ้าระวังโรคผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ พัฒนาความรู้และความตระหนักให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน รวมถึงกำหนดมาตรการปรับตัวที่สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ รูปแบบโรค และทรัพยากรด้านสาธารณสุขของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สามารถตรวจพบความเปลี่ยนแปลงและรับมือกับปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ที่มาข้อมูล : medicalxpress.com

ที่มารูปภาพ : Reuters