โลกร้อนทำวงจรน้ำเปลี่ยน แม่น้ำทั่วโลกส่งสัญญาณผิดปกติ ฝนเพิ่มแต่ปริมาณน้ำไหลกลับลดลง

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อนทำวงจรน้ำเปลี่ยน แม่น้ำทั่วโลกส่งสัญญาณผิดปกติ ฝนเพิ่มแต่ปริมาณน้ำไหลกลับลดลง

งานวิจัยใหม่ชี้ แม่น้ำจำนวนมากมีปริมาณฝนและหิมะตกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต แต่กลับมีปริมาณน้ำไหลลดลง ผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพบความไม่สอดคล้องกันของฝนกับปริมาณน้ำในแม่น้ำเกือบ1 ใน 3 ของแม่น้ำทั่วโลกที่ศึกษา


ฝนและหิมะตกมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าแม่น้ำจะมีน้ำเพิ่มขึ้นเสมอไป งานวิจัยใหม่พบว่า แม่น้ำจำนวนมากกำลังมีปริมาณน้ำไหลลดลง แม้พื้นที่ต้นน้ำจะได้รับฝนมากกว่าในอดีต สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของวัฏจักรน้ำท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนน์สเตต ประเทศสหรัฐฯ วิเคราะห์ข้อมูลปริมาณน้ำฝนและการไหลของน้ำในแม่น้ำมากกว่า 10,000 สายทั่วโลก ในช่วงปี 2494-2563 เพื่อศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนส่งผลต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำอย่างไร


สรุปข่าว

งานวิจัยใหม่เผยความสัมพันธ์ระหว่าง “ฝน” กับ “น้ำในแม่น้ำ” อาจไม่เป็นไปอย่างที่คาดคิด หลังนักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลแม่น้ำกว่า 10,000 แห่งทั่วโลก พบเกือบ 1 ใน 3 มีแนวโน้มปริมาณน้ำไหลไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของฝนและหิมะ ขณะที่มากกว่า 10% กลับมีน้ำฝนเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลง ท่ามกลางผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการระเหยของน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

งานวิจัยใหม่ชี้ แม่น้ำจำนวนมากมีปริมาณฝนและหิมะตกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต แต่กลับมีปริมาณน้ำไหลลดลง ผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพบความไม่สอดคล้องกันของฝนกับปริมาณน้ำในแม่น้ำเกือบ1 ใน 3 ของแม่น้ำทั่วโลกที่ศึกษา


ฝนและหิมะตกมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าแม่น้ำจะมีน้ำเพิ่มขึ้นเสมอไป งานวิจัยใหม่พบว่า แม่น้ำจำนวนมากกำลังมีปริมาณน้ำไหลลดลง แม้พื้นที่ต้นน้ำจะได้รับฝนมากกว่าในอดีต สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของวัฏจักรน้ำท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนน์สเตต ประเทศสหรัฐฯ วิเคราะห์ข้อมูลปริมาณน้ำฝนและการไหลของน้ำในแม่น้ำมากกว่า 10,000 สายทั่วโลก ในช่วงปี 2494-2563 เพื่อศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝนส่งผลต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำอย่างไร


ผลการศึกษาพบว่า ในเกือบ 1 ใน 3 ของแม่น้ำทั้งหมด แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำไหลไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของฝนและหิมะที่ตกลงมา กล่าวคือ แม้บางพื้นที่จะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม


ที่น่ากังวลคือ แม่น้ำมากกว่า 10% ได้รับปริมาณน้ำฝนมากกว่าเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน แต่กลับมีอัตราการไหลของน้ำลดลง โดยความไม่สอดคล้องดังกล่าวพบได้บ่อยขึ้นในพื้นที่ที่กำลังเผชิญฝนตกหนักหรือฝนตกสุดขั้วถี่ขึ้น รวมถึงพื้นที่ที่มีอัตราการระเหยของน้ำสูง


นักวิจัยระบุว่า ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้วัฏจักรน้ำของโลกมีความรุนแรงและแปรปรวนมากขึ้น โดยพื้นที่ที่มีความชื้นอยู่แล้วมีแนวโน้มได้รับน้ำมากขึ้น ขณะที่พื้นที่แห้งแล้งกลับมีแนวโน้มแห้งแล้งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝนที่ตกลงมาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้คาดการณ์ปริมาณน้ำในแม่น้ำได้อย่างแม่นยำ


ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Geophysical Research Letters ชี้ให้เห็นว่า ยังมีปัจจัยอื่นอีกหลายประการที่มีอิทธิพลต่อปริมาณน้ำไหลในแม่น้ำ เช่น อัตราการระเหย การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และรูปแบบการตกของฝน โดยเฉพาะเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง


แม่น้ำและทะเลสาบน้ำจืดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยเมืองขนาดใหญ่ทั่วโลกได้รับน้ำเกือบ 80% จากแหล่งน้ำผิวดิน ซึ่งรวมถึงแม่น้ำและทะเลสาบ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในแม่น้ำจึงอาจส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงด้านน้ำของประชาชนและเมืองต่าง ๆ


นักวิจัยระบุว่า ผลการศึกษาตอกย้ำความจำเป็นในการติดตามทั้ง ปริมาณน้ำฝนและอัตราการไหลของแม่น้ำ ควบคู่กัน ไม่ควรประเมินแนวโน้มทรัพยากรน้ำในอนาคตจากข้อมูลฝนเพียงอย่างเดียว เพราะแม้ฝนจะเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณน้ำที่เข้าสู่แม่น้ำอาจลดลงได้ในบางพื้นที่


การทำความเข้าใจปัจจัยที่ควบคุมการไหลของแม่น้ำจึงมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อช่วยประเมินความพร้อมของทรัพยากรน้ำและวางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters