โลกเผชิญ “เอลนีโญ” ครั้งใหญ่ แถม “โลกร้อน” ซ้ำเติมความรุนแรง

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกเผชิญ “เอลนีโญ” ครั้งใหญ่ แถม “โลกร้อน” ซ้ำเติมความรุนแรง

ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) ขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในปีนี้ กลายเป็นหนึ่งในสัญญาณสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกจับตา หลังอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนด้านตะวันออกทำสถิติสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป เอลนีโญครั้งนี้อาจมีความรุนแรงในระดับที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน


ศาสตราจารย์แมต คอลลินส์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลวัตของปรากฏการณ์เอลนีโญ-ความผันผวนของระบบอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิก อธิบายว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเกิดขึ้นเมื่อบริเวณแปซิฟิกตะวันออกซึ่งโดยปกติมีอุณหภูมิค่อนข้างเย็นและแห้ง กลับมีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีความชื้นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการกระจายตัวของฝนในมหาสมุทรแปซิฟิกเปลี่ยนแปลง และส่งผลต่อสภาพอากาศในหลายพื้นที่ทั่วโลก


โดยทั่วไปเอลนีโญเกิดขึ้นทุกประมาณ 3-7 ปี แต่มีความแปรปรวนสูง เหตุการณ์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงปี 2566-2567 และการเกิดขึ้นอีกครั้งในเวลาไม่ถึง 2 ปี ทำให้ปีนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ


สรุปข่าว

ทั่วโลกจับตาปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” รุนแรง หลังอุณหภูมิผิวน้ำทะเลแปซิฟิกตะวันออกพุ่งทำสถิติ นักวิทยาศาสตร์เตือนอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายร้อยปี ชี้ภาวะโลกร้อนกำลังซ้ำเติมความรุนแรง เพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง ไฟป่า ฝนแปรปรวน และกระทบภาคเกษตรกรรม-เศรษฐกิจทั่วโลก

ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) ขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในปีนี้ กลายเป็นหนึ่งในสัญญาณสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกจับตา หลังอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนด้านตะวันออกทำสถิติสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป เอลนีโญครั้งนี้อาจมีความรุนแรงในระดับที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน


ศาสตราจารย์แมต คอลลินส์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลวัตของปรากฏการณ์เอลนีโญ-ความผันผวนของระบบอากาศในมหาสมุทรแปซิฟิก อธิบายว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเกิดขึ้นเมื่อบริเวณแปซิฟิกตะวันออกซึ่งโดยปกติมีอุณหภูมิค่อนข้างเย็นและแห้ง กลับมีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีความชื้นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการกระจายตัวของฝนในมหาสมุทรแปซิฟิกเปลี่ยนแปลง และส่งผลต่อสภาพอากาศในหลายพื้นที่ทั่วโลก


โดยทั่วไปเอลนีโญเกิดขึ้นทุกประมาณ 3-7 ปี แต่มีความแปรปรวนสูง เหตุการณ์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงปี 2566-2567 และการเกิดขึ้นอีกครั้งในเวลาไม่ถึง 2 ปี ทำให้ปีนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ


โลกร้อนกับเอลนีโญซ้อนทับกัน

นักวิทยาศาสตร์มองว่า ภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์กับเอลนีโญเป็นปรากฏการณ์คนละส่วน แต่สามารถซ้อนทับและเพิ่มความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้วได้ หากพื้นที่ใดกำลังเผชิญภัยแล้งจากภาวะโลกร้อนอยู่แล้ว การเกิดเอลนีโญก็อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น


ศาสตราจารย์คอลลินส์ระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานจากข้อมูลการสังเกตการณ์ที่เพียงพอที่จะยืนยันอย่างชัดเจนว่า ภาวะโลกร้อนทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้นเพียงใด แม้งานวิจัยและแบบจำลองสภาพภูมิอากาศหลายชิ้นจะบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ดังกล่าว โดยนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจเห็นสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นในรูปแบบของปริมาณฝนภายในช่วงทศวรรษหน้า


สำหรับเอลนีโญในปีนี้ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่สำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้นจนแตะระดับประมาณ 3 องศาเซลเซียสเหนือค่าเฉลี่ย ซึ่งเทียบได้กับระดับสูงสุดของเหตุการณ์ปี 2558 และยังไม่ถึงจุดสูงสุดของรอบปัจจุบัน


อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบความรุนแรงกับเอลนีโญในอดีตทำได้ยากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิพื้นฐานของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนด้านตะวันออกเพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนอยู่แล้ว หากอุณหภูมิยังเดินหน้าสูงขึ้นตามแนวโน้มปัจจุบัน ก็อาจทำให้เกิดเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน


กระทบฝน ภัยแล้ง และไฟป่าหลายภูมิภาค

ผลกระทบของเอลนีโญไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก แต่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศในพื้นที่ห่างไกลออกไป โดยในช่วงที่เอลนีโญเข้าสู่จุดสูงสุด มีความเป็นไปได้ที่อินโดนีเซียจะเผชิญความเสี่ยงไฟป่าเพิ่มขึ้น ขณะที่ป่าฝนอเมซอนอาจเผชิญภาวะแห้งแล้งมากขึ้น


นอกจากนี้ เอลนีโญยังมีส่วนทำให้มรสุมอินเดียอ่อนกำลังลง และมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นในพื้นที่โดยรอบมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงพื้นที่ห่างไกลอย่างสหราชอาณาจักร ซึ่งอาจเผชิญฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่มีฝนมากขึ้น ก่อนจะมีโอกาสเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่แห้งและหนาวกว่าเดิม แม้นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าสภาพอากาศของอังกฤษมีความแปรปรวนสูงและการคาดการณ์ในระยะยาวยังมีความไม่แน่นอน


ขณะเดียวกัน คลื่นความร้อนในอังกฤษ รวมถึงไฟป่าที่เกิดขึ้นในยุโรป แคนาดา และสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา ไม่จำเป็นต้องเป็นผลโดยตรงจากเอลนีโญ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงต้นของการก่อตัวของปรากฏการณ์ ซึ่งโดยทั่วไปผลกระทบจากเอลนีโญจะมีระยะหน่วงเวลา สภาพอากาศดังกล่าวจึงอาจสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อนและรูปแบบการหมุนเวียนของบรรยากาศที่ทำให้ระบบอากาศหยุดนิ่งเป็นเวลานานมากกว่า


อนาคตอาจเห็นเอลนีโญที่ส่งผลกระทบหนักขึ้น

แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าอุณหภูมิของมหาสมุทรที่สูงขึ้นจะทำให้เอลนีโญรุนแรงขึ้นทุกครั้ง แต่แบบจำลองภูมิอากาศจำนวนหนึ่งชี้ว่า ภาวะโลกร้อนอาจเพิ่มโอกาสที่เอลนีโญจะมีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต


ปัจจัยสำคัญคือความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอื่น เช่น มหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรอินเดีย เนื่องจากฝนมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปยังบริเวณที่มีน้ำอุ่นที่สุด หากความร้อนกระจายตัวออกไปในหลายมหาสมุทร รูปแบบฝนก็จะกระจายตามไปด้วย แต่หากความร้อนกระจุกตัวอยู่ในมหาสมุทรแห่งใดแห่งหนึ่ง ฝนก็มีแนวโน้มจะเปลี่ยนตำแหน่งและมีความรุนแรงมากขึ้นในบริเวณนั้น


นักวิทยาศาสตร์ยังมองว่า ผลกระทบจากเอลนีโญในอนาคตอาจรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบด้านฝน ซึ่งอาจนำไปสู่ภัยแล้ง น้ำท่วม ไฟป่า และความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรมในหลายภูมิภาคของโลก


ระบบพยากรณ์ช่วยลดความเสียหาย

แม้มนุษย์ไม่สามารถหยุดปรากฏการณ์เอลนีโญตามธรรมชาติได้ แต่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้สามารถเตรียมรับมือได้ดีขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันระบบพยากรณ์สามารถคาดการณ์แนวโน้มการเกิดเอลนีโญล่วงหน้าได้ประมาณ 6-9 เดือน เปิดโอกาสให้รัฐบาลและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเตรียมมาตรการรับมือ


ในภาคเกษตรกรรม เกษตรกรในประเทศแถบละตินอเมริกาอาจปรับชนิดหรือช่วงเวลาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่คาดการณ์ ขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบป้องกันไฟป่า และการบริหารจัดการน้ำได้ล่วงหน้า


การติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์จากมหาสมุทรแปซิฟิกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะยิ่งมีข้อมูลมากและแม่นยำมากเท่าใด การแจ้งเตือนภัยและการวางแผนรับมือก็จะทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ลดก๊าซเรือนกระจกคือมาตรการระยะยาว

นอกจากการเตรียมรับมือกับผลกระทบเฉพาะหน้าแล้ว การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว


ขณะเดียวกัน มีการศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี “ภูมิวิศวกรรม” (geoengineering) เช่น การเพิ่มปริมาณเมฆเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเพื่อสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์และทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลลดลง ซึ่งมีงานวิจัยบางส่วนเสนอว่าอาจช่วยลดหรือยุติเหตุการณ์เอลนีโญขนาดใหญ่ได้


อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังอยู่ในระดับการศึกษาและมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากความร้อนที่เกี่ยวข้องกับเอลนีโญมาจากมหาสมุทรส่วนลึก การลดอุณหภูมิบริเวณผิวน้ำในช่วงหนึ่งจึงอาจไม่ได้หมายความว่าพลังงานความร้อนจะหายไป และมีความเป็นไปได้ที่ปรากฏการณ์จะกลับมาเกิดขึ้นอีก


เอลนีโญจึงยังเป็นความท้าทายสำคัญของโลก เนื่องจากสามารถสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรม เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะประเทศยากจนที่ต้องเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว


สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการพยายามควบคุมเอลนีโญ แต่คือการพัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัย การเก็บข้อมูลมหาสมุทรอย่างต่อเนื่อง และการเตรียมความพร้อมของแต่ละประเทศ เพื่อให้สามารถรู้ล่วงหน้าและลดความสูญเสียจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มสร้างผลกระทบรุนแรงขึ้นในโลกที่กำลังร้อนขึ้น

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : GettyImages