เตือน “น้ำ” แปรปรวน เขย่าเศรษฐกิจโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยแพร่รายงานสถานการณ์ทรัพยากรน้ำโลก (State of Global Water Resources) ระบุว่า ปัจจุบัน วัฏจักรของน้ำ (water cycle) ทั่วโลกมีความแปรปรวนและคาดการณ์ได้ยากขึ้น ทำให้เกิดการสลับไปมาระหว่างภาวะน้ำน้อยเกินไปและน้ำมากเกินไป ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับน้ำเพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุนแรงขึ้นก็เป็นตัวเร่งความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งในบางพื้นที่ และน้ำท่วมในพื้นที่อื่น ๆ


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาทั่วโลกต่างรายงานเหตุการณ์น้ำท่วมและภัยแล้งครั้งรุนแรงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งบางพื้นที่ไม่มีช่วงเวลาให้ฟื้นตัวจากเหตุภัยพิบัติ และต้องเผชิญเหตุการณ์ถัดไปติดต่อกันเลย 


รายงานชี้ว่า ปี 2025 นับเป็นหนึ่งในปีที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำทั่วโลกแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 35 ปี โดยมีพื้นที่ลุ่มน้ำราวร้อยละ 36 ที่มีอัตราการไหลของน้ำ (river discharge) ในระดับปกติ ในขณะที่การไหลของน้ำในระดับที่สูงหรือต่ำผิดปกติมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า อยู่ร้อยละ 57 แบ่งเป็นต่ำหรือต่ำมากกว่าปกติ (below and much below) ในสัดส่วนร้อยละ 36 และสูงหรือสูงมากกว่าปกติ (above and much above) อยู่ที่ร้อยละ 21 ทั้งนี้ ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา จำนวนแม่น้ำที่มีอัตราการไหลของน้ำอยู่ในระดับปกติมีจำนวนน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 อยู่ที่ระหว่างร้อยละ 34-38 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระหว่างปี 1991-2020 ที่อยู่ที่ร้อยละ 46


รายงานระบุด้วยว่า ปริมาณกักเก็บน้ำบนดิน (terrestrial water storage) ทั้งผิวดินและใต้ดิน ซึ่งรวมถึงน้ำบาดาล ทะเลสาบ แม่น้ำ ความชื้นในดิน พืชพรรณ รวมถึงน้ำแข็งและหิมะ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2010 ขณะที่ในปี 2025 พื้นที่ราวร้อยละ 42 ของโลกมีการกักเก็บน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าพื้นที่ที่กักเก็บน้ำในเกณฑ์ปกติที่อยู่ที่ร้อยละ 34 ปกติแล้วแหล่งน้ำสำรองเหล่านี้เปรียบเหมือน “บัญชีออมทรัพย์” ที่ช่วยให้โลกรับมือผลกระทบในปีที่สภาพอากาศเลวร้าย แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแหล่งน้ำสำรองกำลังถูกนำมาใช้จนลดลงทุกขณะ


น่าสังเกตว่า เมื่อแยกรายภูมิภาค ปริมาณกักเก็บน้ำที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคสำคัญ ๆ ในปี 2025 รวมถึงพื้นที่ตอนเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกาเหนือ ภูมิภาคปาตาโกเนียทางตอนใต้ของอเมริกาใต้ ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง พื้นที่ทางตะวันออกของบราซิล อินเดียตอนเหนือ บางส่วนของยุโรปเหนือ รัสเซีย จีน และแอฟริกาเหนือ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากปี 2024

สรุปข่าว

เตือนทั่วโลกรับมือ “วัฏจักรน้ำ” แปรปรวนหนักจากภาวะโลกร้อน “ภัยแล้ง” สลับ “น้ำท่วม” กระทบทั่วโลก ในปี 2025 ทำสถิติปริมาณน้ำในแม่น้ำทั่วโลกแตะระดับต่ำสุดในรอบ 35 ปี ขณะปริมาณน้ำจืดและธารน้ำแข็งลดลงต่อเนื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระบบนิเวศน้ำเสี่ยงกระทบมูลค่าทางเศรษฐกิจ 58 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมีสัดส่วนราวร้อยละ 60 ของ GDP ทั้งโลก รวมถึงส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยแพร่รายงานสถานการณ์ทรัพยากรน้ำโลก (State of Global Water Resources) ระบุว่า ปัจจุบัน วัฏจักรของน้ำ (water cycle) ทั่วโลกมีความแปรปรวนและคาดการณ์ได้ยากขึ้น ทำให้เกิดการสลับไปมาระหว่างภาวะน้ำน้อยเกินไปและน้ำมากเกินไป ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับน้ำเพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุนแรงขึ้นก็เป็นตัวเร่งความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งในบางพื้นที่ และน้ำท่วมในพื้นที่อื่น ๆ


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาทั่วโลกต่างรายงานเหตุการณ์น้ำท่วมและภัยแล้งครั้งรุนแรงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งบางพื้นที่ไม่มีช่วงเวลาให้ฟื้นตัวจากเหตุภัยพิบัติ และต้องเผชิญเหตุการณ์ถัดไปติดต่อกันเลย 


รายงานชี้ว่า ปี 2025 นับเป็นหนึ่งในปีที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำทั่วโลกแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 35 ปี โดยมีพื้นที่ลุ่มน้ำราวร้อยละ 36 ที่มีอัตราการไหลของน้ำ (river discharge) ในระดับปกติ ในขณะที่การไหลของน้ำในระดับที่สูงหรือต่ำผิดปกติมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า อยู่ร้อยละ 57 แบ่งเป็นต่ำหรือต่ำมากกว่าปกติ (below and much below) ในสัดส่วนร้อยละ 36 และสูงหรือสูงมากกว่าปกติ (above and much above) อยู่ที่ร้อยละ 21 ทั้งนี้ ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา จำนวนแม่น้ำที่มีอัตราการไหลของน้ำอยู่ในระดับปกติมีจำนวนน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 อยู่ที่ระหว่างร้อยละ 34-38 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระหว่างปี 1991-2020 ที่อยู่ที่ร้อยละ 46


รายงานระบุด้วยว่า ปริมาณกักเก็บน้ำบนดิน (terrestrial water storage) ทั้งผิวดินและใต้ดิน ซึ่งรวมถึงน้ำบาดาล ทะเลสาบ แม่น้ำ ความชื้นในดิน พืชพรรณ รวมถึงน้ำแข็งและหิมะ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2010 ขณะที่ในปี 2025 พื้นที่ราวร้อยละ 42 ของโลกมีการกักเก็บน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าพื้นที่ที่กักเก็บน้ำในเกณฑ์ปกติที่อยู่ที่ร้อยละ 34 ปกติแล้วแหล่งน้ำสำรองเหล่านี้เปรียบเหมือน “บัญชีออมทรัพย์” ที่ช่วยให้โลกรับมือผลกระทบในปีที่สภาพอากาศเลวร้าย แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแหล่งน้ำสำรองกำลังถูกนำมาใช้จนลดลงทุกขณะ


น่าสังเกตว่า เมื่อแยกรายภูมิภาค ปริมาณกักเก็บน้ำที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคสำคัญ ๆ ในปี 2025 รวมถึงพื้นที่ตอนเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกาเหนือ ภูมิภาคปาตาโกเนียทางตอนใต้ของอเมริกาใต้ ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง พื้นที่ทางตะวันออกของบราซิล อินเดียตอนเหนือ บางส่วนของยุโรปเหนือ รัสเซีย จีน และแอฟริกาเหนือ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากปี 2024

นอกจากนี้ ปี 2025 ยังถือเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่มีการสูญเสียธารน้ำแข็ง (glacier) ขนาดใหญ่ในทุกภูมิภาค ซึ่งนำไปสู่ภัยพิบัติแบบกะทันหัน อาทิ น้ำท่วม ไปจนถึงปัญหาความไม่มั่นคงเกี่ยวกับน้ำสะอาดในระยะยาว ในระหว่างปี 2023-2025 ธารน้ำแข็งสูญเสียมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ในทุก ๆ ปี รวมมวลน้ำแข็งทั่วโลกที่สูญเสียสะสมรวมกันอยู่ที่ 1,400 กิกะตัน ซึ่ง 1 กิกะตันเท่ากับ 1 พันล้านตัน ปริมาณดังกล่าวเทียบเท่ากับน้ำที่ใช้เติมสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานโอลิมปิกถึง 560 ล้านสระ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของปริมาณการใช้น้ำจืดทั่วโลกในแต่ละปี


นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 การสูญเสียมวลน้ำแข็งเพิ่มขึ้นในเกือบทุกภูมิภาค และเร่งตัวขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 2000 ส่วนใหญ่เป็นเพราะภูมิภาคต่าง ๆ มีปริมาณน้ำแข็งที่ละลายในฤดูร้อนมากกว่าปริมาณน้ำแข็งสะสมในฤดูหนาวอย่างต่อเนื่องหลังจากทศวรรษ 1990 ในปี 2025 ธารน้ำแข็งสูญเสียมวลไป 408 กิกะตัน เทียบเท่ากับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล 1.1 มิลลิเมตร ขณะที่การสูญเสียมวลน้ำแข็งรายปีมากที่สุด 6 ครั้ง ใน 7 ครั้งเกิดขึ้นในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ในภาพรวม การสูญเสียธารน้ำแข็งจำนวนมากตลอดศตวรรษที่ 21 แสดงให้เห็นถึงการลดลงของทรัพยากรน้ำจืดทั่วโลก


องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เคยเผยแพร่รายงาน “The High Cost of Cheap Water” เมื่อปี 2023 ว่า “น้ำ” ถือเป็นทรัพยากรที่ล้ำค่ำที่สุด แต่กลับถูกประเมินค่าต่ำเกินไป โดยประเมินว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจรวมต่อปีของน้ำและระบบนิเวศน้ำจืดน่าจะอยู่ที่ 58 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมีสัดส่วนราวร้อยละ 60 ของ GDP ทั้งโลก ขณะที่ระบบนิเวศน้ำจืดของโลกกำลังเผชิญภาวะเสื่อมโทรมลง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและสิ่งมีชีวิตบนโลก


ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 1970 โลกได้สูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีอยู่ไป 1 ใน 3 ในขณะที่จำนวนสัตว์ในแหล่งน้ำจืดลดลงเฉลี่ยร้อยละ 83 แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้จำนวนผู้คนที่เผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำและความไม่มั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากแม่น้ำและทะเลสาบเผชิญภาวะแห้งขอด ปัญหามลพิษเพิ่มขึ้น และแหล่งอาหาร อาทิ การประมงน้ำจืดลดลง รวมถึงเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น บั่นทอนความพยายามฟื้นฟูธรรมชาติและกระทบการปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วมรุนแรง ไปจนถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

รายงานของ WMO ระบุด้วยว่า เอเชียและแอฟริกาเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเหตุสภาพอากาศสุดขั้วทางอุทกวิทยาและอุตุนิยมวิทยาในปี 2025 โดยเกิดเหตุอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ทั้งหมดที่มีการบันทึกไว้ และเป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวมากกว่าร้อยละ 80 ทั้งนี้ หลายประเทศในแอฟริกาเผชิญเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่อง อย่างกรณีของ “ไนจีเรีย” เผชิญน้ำท่วมนาน 2 ปี ส่วนสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 3 ปี


เอเชียใต้และอาเซียนเผชิญผลกระทบร่วมกันจากพายุหมุนเขตร้อนและลมมรสุมกำลังแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมสูงถึง 3,600 ราย ในประเทศที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ศรีลังกา ปากีสถาน เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์


อย่างไรก็ตาม การประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติทางน้ำยังคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับหลายประเทศ “จาเมกา” ประเมินว่า พายุเฮอริเคนเมลิสซาที่พัดถล่มในปี 2025 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจราวร้อยละ 41 ของ GDP ส่วนพายุไซโคลนดิตวาห์ (Ditwah) สร้างความเสียหายแก่ศรีลังกาคิดเป็นร้อยละ 4 ของ GDP


ขณะที่ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" จะมีส่วนซ้ำเติมวัฏจักรน้ำที่แปรปรวนให้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่จะเผชิญความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการเกษตรที่อาศัยน้ำฝน รวมถึงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากน้ำ และการส่งออกที่อ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ


ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดการณ์ว่า เอลนีโญในปีนี้ ซึ่งอาจรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ จะส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงปลายปี 2026 แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจมักจะเห็นผลล่าช้า น่าจะชัดเจนขึ้นในปี 2027 โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการเกษตรอย่างมากจะเผชิญกับความเสี่ยงสูงกว่าประเทศอื่น ๆ

ที่มาข้อมูล : WMO State of Global Water Resources, WWF, ADB

ที่มารูปภาพ : TNN