“วัฏจักรน้ำโลก” เสียสมดุล อุตุฯโลกเตือนภัยแล้ง-น้ำท่วมสุดขั้ว

Share on Line Share on Facebook Share on X
“วัฏจักรน้ำโลก” เสียสมดุล  อุตุฯโลกเตือนภัยแล้ง-น้ำท่วมสุดขั้ว

วัฏจักรน้ำของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างผิดปกติและคาดการณ์ได้ยากขึ้น จากผลกระทบของมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญทั้งน้ำท่วมรุนแรงและภัยแล้งสลับกัน แม่น้ำมีปริมาณน้ำลดลง ธารน้ำแข็งละลาย และแหล่งน้ำจืดสำรองทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานสถานการณ์ทรัพยากรน้ำโลกปี 2568 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)

รายงานระบุว่า “วัฏจักรน้ำ” ซึ่งเป็นกระบวนการหมุนเวียนของน้ำระหว่างพื้นดิน แหล่งน้ำ และชั้นบรรยากาศ กำลังมีความ “แปรปรวนและคาดการณ์ได้ยากขึ้น” โดยปี 2568 เป็นหนึ่งในปีที่โลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจากดาวเทียมพบว่า ปริมาณน้ำจืดที่สะสมอยู่ในแม่น้ำ ทะเลสาบ น้ำใต้ดิน น้ำแข็ง หิมะ และดิน กำลังลดลง โดยในปี 2568 พื้นที่ราว 42% ของโลกมีปริมาณน้ำสะสมต่ำกว่าค่าปกติในอดีต

สรุปข่าว

วัฏจักรน้ำของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ จากผลกระทบของภาวะโลกร้อนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมรุนแรงในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ขณะที่แม่น้ำ แหล่งน้ำใต้ดิน และธารน้ำแข็งซึ่งเป็นเสมือนแหล่งสำรองน้ำของโลกกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนว่า ความแปรปรวนดังกล่าวกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านน้ำ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และชีวิตของผู้คนทั่วโลก

วัฏจักรน้ำของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างผิดปกติและคาดการณ์ได้ยากขึ้น จากผลกระทบของมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญทั้งน้ำท่วมรุนแรงและภัยแล้งสลับกัน แม่น้ำมีปริมาณน้ำลดลง ธารน้ำแข็งละลาย และแหล่งน้ำจืดสำรองทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามรายงานสถานการณ์ทรัพยากรน้ำโลกปี 2568 ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)

รายงานระบุว่า “วัฏจักรน้ำ” ซึ่งเป็นกระบวนการหมุนเวียนของน้ำระหว่างพื้นดิน แหล่งน้ำ และชั้นบรรยากาศ กำลังมีความ “แปรปรวนและคาดการณ์ได้ยากขึ้น” โดยปี 2568 เป็นหนึ่งในปีที่โลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจากดาวเทียมพบว่า ปริมาณน้ำจืดที่สะสมอยู่ในแม่น้ำ ทะเลสาบ น้ำใต้ดิน น้ำแข็ง หิมะ และดิน กำลังลดลง โดยในปี 2568 พื้นที่ราว 42% ของโลกมีปริมาณน้ำสะสมต่ำกว่าค่าปกติในอดีต

“เวย์น เจนกินสัน” ผู้อำนวยการด้านอุทกวิทยาและไครโอสเฟียร์ของ WMO กล่าวว่า ปริมาณน้ำที่กักเก็บอยู่บนแผ่นดินมีแนวโน้มลดลงทั่วโลกมาตั้งแต่ราวปี 2559

และในปี 2568 นับเป็นหนึ่งในปีที่แม่น้ำทั่วโลกมีปริมาณน้ำไหลต่ำที่สุดในรอบ 35 ปี โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมทั้งอเมริกาเหนือ บางส่วนของอเมริกาใต้ ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง

แม่น้ำมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน ทั้งในฐานะเส้นทางขนส่ง แหล่งน้ำสำหรับประชาชน ภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ตลอดจนแหล่งผลิตไฟฟ้า ระบบนิเวศ และการท่องเที่ยว

WMO ระบุว่า โลกกำลังเผชิญภาวะการไหลของแม่น้ำผิดปกติติดต่อกันเป็นปีที่ 7 แม้บางพื้นที่ โดยเฉพาะเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย จะมีปริมาณน้ำในแม่น้ำสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่โดยรวมแล้วพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าปกติมีสัดส่วนมากกว่า

สถานการณ์น้ำใต้ดินก็มีแนวโน้มในทิศทางเดียวกัน โดยประมาณ สองในสามของบ่อน้ำใต้ดินที่มีการติดตามตรวจสอบทั่วโลกมีระดับน้ำอยู่นอกช่วงค่าปกติ ในปีที่ผ่านมา และแนวโน้มกำลังเปลี่ยนไปทางภาวะขาดแคลนมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567

อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญคือการสูญเสียน้ำแข็งบนภูเขา โดยในปี 2568 ธารน้ำแข็งในทุกภูมิภาคที่มีธารน้ำแข็งประสบภาวะสูญเสียน้ำแข็งอย่างกว้างขวางเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งในช่วงปี 2566-2568 ธารน้ำแข็งทั่วโลกสูญเสียน้ำแข็งรวมประมาณ 1,400 กิกะตัน หรือคิดเป็นปริมาณน้ำเทียบเท่ากับการเติมน้ำในสระว่ายน้ำโอลิมปิกประมาณ 560 ล้านสระ

การละลายของธารน้ำแข็งก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตั้งแต่ความเสี่ยงน้ำท่วมและระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ไปจนถึงปัญหาความมั่นคงด้านน้ำสำหรับประชาชนราว 2,000 ล้านคน ที่พึ่งพาน้ำจากธารน้ำแข็ง

ธารน้ำแข็ง หิมะ และน้ำแข็ง ถือเป็นส่วนที่ช้าของวัฏจักรน้ำ เพราะใช้เวลาสะสมและสูญเสียในระดับฤดูกาลไปจนถึงหลายทศวรรษ ขณะที่ฝน แม่น้ำ และความชื้นในดินตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้รวดเร็วกว่ามาก

“เซเลสต์ ซาอูโล” เลขาธิการ WMO เปรียบเทียบแหล่งน้ำสำรองเหล่านี้ว่าเป็นเสมือน “บัญชีเงินออมของโลก” ซึ่งช่วยรองรับช่วงเวลาที่เกิดภัยแล้งหรือฤดูแล้งผิดปกติ แต่ขณะนี้มนุษย์กำลังใช้เงินออมดังกล่าวจนลดน้อยลง

การเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรน้ำยังสัมพันธ์กับสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้น โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีรายงานน้ำท่วมและภัยแล้งทำลายสถิติในแต่ละปี และบางพื้นที่แทบไม่มีเวลาฟื้นตัวก่อนที่จะเผชิญเหตุการณ์รุนแรงครั้งใหม่

เอเชียและแอฟริกาเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเมื่อพิจารณาจากจำนวนเหตุการณ์และจำนวนผู้เสียชีวิต โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองภูมิภาครวมกันมีสัดส่วนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์สภาพอากาศและน้ำที่รุนแรงที่มีการบันทึก และมากกว่า 80% ของผู้เสียชีวิตที่มีการรายงาน

ในปี 2568 หลายประเทศ เช่น ไนจีเรียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ ขณะที่บางส่วนของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบจากพายุหมุนเขตร้อนและฝนมรสุมที่ตกหนัก

WMO เตือนว่า ความแปรปรวนของวัฏจักรน้ำอาจรุนแรงขึ้นอีกในปีนี้ เนื่องจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ที่กำลังทวีความรุนแรง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งในบางพื้นที่ ขณะที่อีกหลายพื้นที่อาจเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม

“ซาอูโล” ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรน้ำไม่ได้หยุดอยู่ภายในพรมแดนประเทศ เพราะสมดุลน้ำของลุ่มน้ำหนึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอีกประเทศหนึ่ง ขณะที่การถอยร่นของธารน้ำแข็งในพื้นที่ต้นน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำที่ประชาชนซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรสามารถเข้าถึงได้

รายงาน WMO ฉบับนี้รวบรวมข้อมูลด้านน้ำจากมากกว่า 60 ประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดทำยอมรับว่ายังมีช่องว่างด้านข้อมูลที่สำคัญ โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา ซึ่งกลับเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สุดขั้วมากที่สุด

“แมตเทีย ซักโก” นักวิจัยร่วมด้านทรัพยากรใต้ดินและนิเวศวิทยาน้ำใต้ดินจากมหาวิทยาลัยเคอร์ติน ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำรายงาน กล่าวว่า ผลการศึกษาสะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลของการลดลงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพของน้ำในองค์ประกอบสำคัญของวัฏจักรน้ำโลก

เขาเตือนว่า การลดลงของทรัพยากรน้ำอาจส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และความมั่นคงของสังคมโดยรวม พร้อมเรียกร้องให้เร่งดำเนินการเพื่อปกป้องความสมดุลของวัฏจักรน้ำโลก

WMO ระบุว่า การปิดช่องว่างด้านข้อมูลและการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ “เราไม่สามารถบริหารจัดการสิ่งที่เราไม่สามารถวัดได้” ขณะที่ปัญหาน้ำกำลังกลายเป็นความท้าทายร่วมของทุกประเทศ เนื่องจากวัฏจักรน้ำไม่มีพรมแดน

ที่มาข้อมูล : WMO

ที่มารูปภาพ : Getty Images