โลกร้อนปลุก “มาลาเรีย” ภัยเงียบคร่าชีวิต กว่า 6 แสนคน!

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างผลกระทบต่อการแพร่ระบาดของ “โรคมาลาเรีย” ในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับโรคนี้มีความซับซ้อน เพราะอากาศที่ร้อนขึ้นไม่ได้ทำให้มาลาเรียเพิ่มขึ้นทุกพื้นที่ แต่สามารถทำให้ความเสี่ยงลดลงในบางภูมิภาค ขณะเดียวกันกลับเพิ่มความเสี่ยงในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะพื้นที่ที่เดิมมีอากาศเย็นเกินกว่าที่เชื้อมาลาเรียและยุงพาหะจะเจริญเติบโตได้ดี
ปัจจุบันมาลาเรียยังเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่สร้างภาระด้านสาธารณสุขอย่างมาก โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 600,000 คนต่อปี และมากกว่า 95% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา โดยเฉพาะแอฟริกาตะวันตก ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อสูงมาก ขณะที่เด็กเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด และคิดเป็นประมาณ 70% ของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้
การแพร่ระบาดของมาลาเรียมีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิอย่างมาก ยุงพาหะชนิดสำคัญสามารถแพร่เชื้อมาลาเรียได้ดีที่สุดเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ขณะที่การแพร่เชื้อจะลดลงอย่างมากเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 16 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 34 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ปริมาณฝนและความชื้นก็มีบทบาทสำคัญ เพราะยุงต้องอาศัยน้ำขังในการวางไข่และพัฒนาตัวอ่อน แต่หากฝนตกหนักและต่อเนื่องมากเกินไป ก็อาจชะล้างตัวอ่อนของยุงออกไปได้เช่นกัน
สรุปข่าว
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างผลกระทบต่อการแพร่ระบาดของ “โรคมาลาเรีย” ในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับโรคนี้มีความซับซ้อน เพราะอากาศที่ร้อนขึ้นไม่ได้ทำให้มาลาเรียเพิ่มขึ้นทุกพื้นที่ แต่สามารถทำให้ความเสี่ยงลดลงในบางภูมิภาค ขณะเดียวกันกลับเพิ่มความเสี่ยงในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะพื้นที่ที่เดิมมีอากาศเย็นเกินกว่าที่เชื้อมาลาเรียและยุงพาหะจะเจริญเติบโตได้ดี
ปัจจุบันมาลาเรียยังเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่สร้างภาระด้านสาธารณสุขอย่างมาก โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 600,000 คนต่อปี และมากกว่า 95% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา โดยเฉพาะแอฟริกาตะวันตก ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อสูงมาก ขณะที่เด็กเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด และคิดเป็นประมาณ 70% ของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้
การแพร่ระบาดของมาลาเรียมีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิอย่างมาก ยุงพาหะชนิดสำคัญสามารถแพร่เชื้อมาลาเรียได้ดีที่สุดเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ขณะที่การแพร่เชื้อจะลดลงอย่างมากเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 16 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 34 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ปริมาณฝนและความชื้นก็มีบทบาทสำคัญ เพราะยุงต้องอาศัยน้ำขังในการวางไข่และพัฒนาตัวอ่อน แต่หากฝนตกหนักและต่อเนื่องมากเกินไป ก็อาจชะล้างตัวอ่อนของยุงออกไปได้เช่นกัน
ข้อมูลการศึกษาย้อนหลังพบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงปี 1901–2014 ทำให้ความชุกของมาลาเรียในเด็กทั่วแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ผลกระทบโดยรวมยังค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับความสำเร็จจากมาตรการควบคุมโรค เพราะในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการติดเชื้อในเด็กของภูมิภาคนี้ลดลงเกือบ 40% และอัตราการเสียชีวิตลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากโลกร้อนไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกันทุกพื้นที่ โดย แอฟริกาตะวันตกมีแนวโน้มพบมาลาเรียลดลง เนื่องจากอุณหภูมิเดิมอยู่ใกล้หรือสูงกว่าระดับที่เหมาะสมต่อการแพร่เชื้ออยู่แล้ว เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจึงยิ่งห่างจากจุดที่ยุงแพร่เชื้อได้ดีที่สุด
ในทางกลับกัน แอฟริกาตะวันออก แอฟริกากลาง และแอฟริกาตอนใต้ ซึ่งเดิมมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิที่เหมาะสม การอุ่นขึ้นของสภาพอากาศกลับทำให้พื้นที่เหล่านี้เข้าใกล้ระดับอุณหภูมิที่เหมาะกับการแพร่ระบาดมากขึ้น และอาจทำให้มาลาเรียขยายพื้นที่ไปยังพื้นที่สูง ซึ่งในอดีตมีอากาศเย็นเกินกว่าที่โรคจะสามารถแพร่ระบาดได้
ในอนาคต ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก หากอุณหภูมิสูงขึ้นต่อเนื่อง แอฟริกาตะวันตกอาจร้อนเกินกว่าระดับที่เหมาะสมต่อการแพร่เชื้อมากขึ้น ขณะที่พื้นที่ทางตะวันออกและตอนใต้ของแอฟริกาอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่สูงที่ไม่เคยมีประสบการณ์รับมือกับมาลาเรียมาก่อน
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ สภาพอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะน้ำท่วม หลังน้ำลด พื้นที่ที่มีน้ำขังสามารถกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ น้ำท่วมยังอาจทำลายสถานพยาบาล ถนน ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานที่ใช้ในการกระจายมุ้งชุบสารฆ่าแมลงและยารักษามาลาเรีย
กรณีของปากีสถานเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หลังเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2022 จำนวนผู้ป่วยมาลาเรียเพิ่มขึ้นอย่างมาก และในปีถัดมาพุ่งขึ้นเป็นประมาณ 4.3 ล้านราย หรือมากกว่า 8 เท่าของระดับก่อนเกิดน้ำท่วม
งานวิจัยอีกชิ้นยังประเมินว่า หากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์การอุ่นขึ้นระดับปานกลาง ระหว่างปี 2024–2050 แอฟริกาอาจมีผู้ป่วยมาลาเรียเพิ่มสะสมประมาณ 123 ล้านราย และเสียชีวิตเพิ่มราว 532,000 คน โดยประมาณ 93% ของการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในการประเมินดังกล่าวเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นแบบจำลองที่มีความไม่แน่นอน และตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามาตรการควบคุมโรคและสภาพเศรษฐกิจสังคมไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้หมายความว่า มาลาเรียจะเพิ่มขึ้นทั่วโลกในทิศทางเดียวกัน แต่จะทำให้ความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงและกระจายตัวไปยังพื้นที่ใหม่ โดยบางพื้นที่อาจร้อนเกินกว่าที่เหมาะกับการแพร่เชื้อ ขณะที่พื้นที่อื่น โดยเฉพาะบริเวณที่เดิมมีอากาศเย็น อาจมีสภาพเหมาะสมต่อโรคมากขึ้น นอกจากนี้ น้ำท่วมและสภาพอากาศสุดขั้วอาจเป็นตัวเร่งสำคัญของการระบาด
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยชี้ว่า อนาคตของมาลาเรียไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว เพราะมาตรการป้องกันและควบคุมโรค เช่น มุ้งชุบสารฆ่าแมลง ยาต้านมาลาเรีย และวัคซีน สามารถลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การลงทุนด้านสาธารณสุขควบคู่กับการเตรียมรับมือภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้ว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดผลกระทบของมาลาเรียในโลกที่กำลังร้อนขึ้น
- โลกร้อนไร้ทางหนี นักวิทย์ฯ ชี้กระทบทุกคน ไม่เลือกคนรวยหรือคนจน
- โลกร้อนจู่โจมสุขภาพผิว! พบผู้ป่วยโรคผิวหนังพุ่ง ประเทศยากจนรับผลกระทบหนัก
- จีนเตือนโลกจับตา! ซูเปอร์เอลนีโญ ปี 69 รุนแรงสุดในประวัติการณ์
- อากาศสุดขั้วเขย่าไทย! น้ำท่วม-แล้งถล่มซ้ำ หากไร้มาตรการรับมือ
- โลกเดือดลามทุกมิติ! อาหาร-พลังงาน-เศรษฐกิจสั่นคลอน
ที่มาข้อมูล : ourworldindata.org/
ที่มารูปภาพ : Reuters
