มหาสมุทรเดือด ประเทศเกาะเสี่ยงจม นักวิทย์กว่า 100 คนเตือน โลกดูยังไม่พร้อมรับมือ!

Share on Line Share on Facebook Share on X
มหาสมุทรเดือด ประเทศเกาะเสี่ยงจม นักวิทย์กว่า 100 คนเตือน โลกดูยังไม่พร้อมรับมือ!

นักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 100 คนออกคำเตือนครั้งสำคัญ หลังพบมหาสมุทรโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มเป็น 2 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทำสถิติสูงสุดในปี 2023, 2024 และ 2026 ส่งผลต่อระดับน้ำทะเล ระบบนิเวศทางทะเล และชุมชนชายฝั่งทั่วโลก


นักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 100 คนออกคำเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในมหาสมุทรโลก โดยระบุว่า ทะเลกำลังอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งโลกยังไม่พร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะตามมา


คำเตือนดังกล่าวปรากฏในรายงาน Copernicus Ocean State Report ฉบับที่ 10 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม โดยรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจมหาสมุทรตลอดกว่า 40 ปี ทั้งจากดาวเทียม ทุ่นตรวจวัด และเซ็นเซอร์ในทะเล เพื่อประเมินสถานการณ์มหาสมุทรทั่วโลก


รายงานระบุว่า มหาสมุทรกำลัง “เปลี่ยนแปลงต่อหน้าต่อตา” ทั้งจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่มีความเชื่อมโยงกัน


สรุปข่าว

มหาสมุทรโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระดับที่นักวิทยาศาสตร์ออกคำเตือนครั้งสำคัญ หลังพบอัตราการอุ่นขึ้นของทะเลเพิ่มเป็น 2 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทำสถิติสูงสุดซ้ำในปี 2023, 2024 และ 2026 ความร้อนที่สะสมกำลังเร่งให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ทะเลเป็นกรด เกิดคลื่นความร้อนในมหาสมุทรและพายุรุนแรงขึ้น พร้อมสร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศและชุมชนชายฝั่งทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศหมู่เกาะที่อยู่แนวหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

นักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 100 คนออกคำเตือนครั้งสำคัญ หลังพบมหาสมุทรโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มเป็น 2 เท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทำสถิติสูงสุดในปี 2023, 2024 และ 2026 ส่งผลต่อระดับน้ำทะเล ระบบนิเวศทางทะเล และชุมชนชายฝั่งทั่วโลก


นักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 100 คนออกคำเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในมหาสมุทรโลก โดยระบุว่า ทะเลกำลังอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งโลกยังไม่พร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะตามมา


คำเตือนดังกล่าวปรากฏในรายงาน Copernicus Ocean State Report ฉบับที่ 10 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม โดยรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจมหาสมุทรตลอดกว่า 40 ปี ทั้งจากดาวเทียม ทุ่นตรวจวัด และเซ็นเซอร์ในทะเล เพื่อประเมินสถานการณ์มหาสมุทรทั่วโลก


รายงานระบุว่า มหาสมุทรกำลัง “เปลี่ยนแปลงต่อหน้าต่อตา” ทั้งจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่มีความเชื่อมโยงกัน


“ปิแอร์ บาเฮอเรล” ผู้อำนวยการใหญ่ของ Mercator Ocean International ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยไม่แสวงหากำไรที่จัดทำรายงาน ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรกำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนและจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการติดตามและคาดการณ์ เพื่อให้สังคมสามารถเตรียมรับมือได้


มหาสมุทรร้อนเร็วขึ้น อุณหภูมิทำลายสถิติ

ข้อมูลจากรายงานพบว่า มหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์และการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณ 90% ทำให้มหาสมุทรกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยดูดซับความร้อนจากภาวะโลกร้อน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก


อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิมหาสมุทรในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกทำสถิติสูงสุดในปี 2023, 2024 และอีกครั้งในปี 2026


ในปีที่ผ่านมา มหาสมุทรทั่วโลกดูดซับพลังงานความร้อนเพิ่มขึ้นถึง 23 เซตตะจูล ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ปริมาณดังกล่าวมีขนาดมหาศาล โดยเทียบเท่ากับพลังงานจากระเบิดปรมาณูขนาดเดียวกับที่ใช้ในฮิโรชิมาประมาณ 12 ลูกระเบิดต่อวินาทีตลอดทั้งปี หรือราว 40 เท่าของพลังงานที่มนุษย์ทั่วโลกใช้ตลอดปี 2025


ความร้อนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงตัวเลขอุณหภูมิ แต่ส่งผลเป็นลูกโซ่ ทั้งทำให้เกิดคลื่นความร้อนในทะเล เพิ่มความรุนแรงของพายุ ทำลายสิ่งมีชีวิตทางทะเล และเร่งการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล


นับตั้งแต่ปี 1999 ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 3.8 มิลลิเมตรต่อปี รวมเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เซนติเมตร และอัตราการเพิ่มขึ้นเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2012 โดยเป็นภัยต่อประชาชนหลายร้อยล้านคนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่ง


มหาสมุทรเป็นกรด กระทบสัตว์ทะเล

นอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น มหาสมุทรยังมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้นประมาณ 17% นับตั้งแต่ปี 1985 เนื่องจากมหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์มากขึ้น


ภาวะมหาสมุทรเป็นกรด หรือ Ocean Acidification ได้รับการเปรียบเปรยว่าเป็น “ฝาแฝดตัวร้ายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เนื่องจากส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศใต้ทะเล โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่ต้องสร้างเปลือกหรือโครงสร้างจากแคลเซียมคาร์บอเนต เช่น หอยนางรม กุ้งล็อบสเตอร์ และปะการัง


บางพื้นที่ของโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะทะเลในยุโรป ซึ่งนักวิจัยระบุว่าอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรอย่างรุนแรง


ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลดำเผชิญคลื่นความร้อนทางทะเลรุนแรงเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 โดยบางเหตุการณ์กินเวลานานกว่า 30 วัน และทำให้อุณหภูมิน้ำสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 4.6 องศาเซลเซียส


นักวิจัยเตือนว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงช่วงอากาศร้อนผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่กำลังเกิดขึ้นบนพื้นฐานของมหาสมุทรที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตทางทะเลต้องดำรงอยู่


อาร์กติกเปลี่ยนเร็ว น้ำแข็งแอนตาร์กติกลดต่ำสุด

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือมหาสมุทรอาร์กติก ซึ่งกำลังอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มขึ้นประมาณ 4.2 องศาเซลเซียสในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา


ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำแข็งทะเลเฉลี่ยรายเดือนลดลงประมาณ 190,000 ตารางไมล์ หรือเกือบ 492,000 ตารางกิโลเมตรต่อทศวรรษในช่วงปี 1979-2025 เทียบเท่ากับการสูญเสียพื้นที่ขนาดใกล้เคียงประเทศสเปนทุก ๆ 10 ปี


อีกด้านหนึ่งของโลก น้ำแข็งทะเลในแอนตาร์กติกามีระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ในปี 2022 และเกิดขึ้นพร้อมกับความล้มเหลวครั้งแรกที่มีการบันทึกไว้ของการขยายพันธุ์นกเพนกวินจักรพรรดิเป็นจำนวนมาก


นักวิจัยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่พึ่งพาน้ำแข็งโดยตรง


กระทบมนุษย์ โดยเฉพาะประเทศเกาะ

ผลกระทบจากมหาสมุทรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้จำกัดอยู่ในโลกใต้ทะเล แต่ส่งผลโดยตรงต่อมนุษย์ ทั้งจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น คลื่นความร้อนทางทะเล และพายุที่รุนแรงขึ้น


รายงานยกตัวอย่างพายุหลุยส์ในปี 2024 ซึ่งทำให้เกิดคลื่นสูงประมาณ 26 ฟุต หรือเกือบ 8 เมตรตามแนวชายฝั่งบางส่วนของสเปน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย


ในปีเดียวกัน พายุอีกลูกหนึ่งทำให้เกิดลมแรงต่อเนื่องในอ่าวบอทเนีย ระหว่างสวีเดนและฟินแลนด์ แรงลมผลักมวลน้ำออกจากอ่าวจนระดับน้ำทะเลลดลงถึงประมาณ 1.5 เมตร ส่งผลให้บริการเรือข้ามฟากต้องหยุดชะงักนาน 18 ชั่วโมง


กลุ่มที่เผชิญความเสี่ยงมากที่สุดคือประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กและประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอยู่แนวหน้าของปัญหาระดับน้ำทะเลสูงขึ้น พายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงขึ้น คลื่นพายุซัดฝั่ง และการตายของแนวปะการัง


คารินา ฟอน ชุกมันน์ หนึ่งในผู้จัดทำรายงานและที่ปรึกษาอาวุโสของ Mercator Ocean International ระบุว่า สำหรับประเทศหมู่เกาะ การเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรไม่ใช่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายโดยตรงต่อเศรษฐกิจ การพัฒนา และความมั่นคงของประเทศ และอาจเป็นภาพเตือนถึงสิ่งที่พื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ จะต้องเผชิญในอนาคต


รายงานจึงเรียกร้องให้ทั่วโลกลงทุนกับการติดตามและเฝ้าระวังมหาสมุทรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐบาลและชุมชนมีข้อมูลเพียงพอสำหรับเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น


นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า มหาสมุทรกำลังเปลี่ยนแปลงในระดับที่ไม่อาจมองข้ามได้ และการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น เพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะขยายวงกว้างขึ้นในอนาคต

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters/GUSTAVO GRAF