น้ำเจ้าพระยาเริ่มลดลง แต่ศึกใหม่กำลังมา! เตือนฝนหนัก 9–13 ต.ค. นี้

Share on Line Share on Facebook Share on X
น้ำเจ้าพระยาเริ่มลดลง  แต่ศึกใหม่กำลังมา!  เตือนฝนหนัก 9–13 ต.ค. นี้

สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น หลังปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนทยอยลดลง ทำให้กรมชลประทานสามารถปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้ ขณะที่พื้นที่ท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนพระราม 6 ยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นกว่า 1 เมตร ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือฝนระลอกใหม่ที่จะเข้ามาตั้งแต่วันที่ 9–13 ตุลาคม ซึ่งอาจเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่ยังมีน้ำสะสม

 

กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยภาพรวมเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น หลังปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนเริ่มลดลง ล่าสุดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ที่ 1,998 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้กรมชลประทานทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท จากเดิม 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

 

การปรับลดจะดำเนินการแบบขั้นบันได เพื่อไม่ให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกให้เกิดความสมดุล ลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง และเพิ่มพื้นที่ว่างเหนือเขื่อนเพื่อรองรับน้ำฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

 

สรุปข่าว

สถานการณ์น้ำเจ้าพระยาเริ่มดีขึ้น หลังน้ำเหนือไหลผ่านนครสวรรค์ลดลง กรมชลประทานทยอยลดการระบายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,500 เหลือ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่พื้นที่ท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนพระราม 6 ยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจเพิ่มขึ้น 1–1.20 เมตร ขณะเดียวกัน ฝนระลอกใหม่ 9–13 ตุลาคม คือปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นและกระทบพื้นที่ที่ยังมีน้ำสะสม จึงต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะแม้น้ำเหนือจะเริ่มลดลง แต่หากฝนระลอกใหม่เติมน้ำเข้าระบบพร้อมกัน การบริหารจัดการน้ำจะยังต้องปรับตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน

สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น หลังปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนทยอยลดลง ทำให้กรมชลประทานสามารถปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้ ขณะที่พื้นที่ท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนพระราม 6 ยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นกว่า 1 เมตร ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือฝนระลอกใหม่ที่จะเข้ามาตั้งแต่วันที่ 9–13 ตุลาคม ซึ่งอาจเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่ยังมีน้ำสะสม

 

กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยภาพรวมเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น หลังปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนเริ่มลดลง ล่าสุดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ที่ 1,998 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้กรมชลประทานทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท จากเดิม 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

 

การปรับลดจะดำเนินการแบบขั้นบันได เพื่อไม่ให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกให้เกิดความสมดุล ลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง และเพิ่มพื้นที่ว่างเหนือเขื่อนเพื่อรองรับน้ำฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

 

ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณการระบายน้ำมีแนวโน้มลดลง ล่าสุดอยู่ที่ 441 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนพระราม 6 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระบายน้ำอยู่ที่ 732 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พื้นที่ท้ายเขื่อนยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 1–1.20 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งครอบคลุม 8 ตำบล ได้แก่ ท่าเรือ ท่าหลวง จำปา ท่าเจ้าสนุก ศาลาลอย วังแดง โพธิ์เอน และปากท่า

 

สำหรับพื้นที่ที่ยังมีน้ำสะสม เจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารประตูระบายน้ำ การเดินเครื่องสูบน้ำในจุดที่ยังมีน้ำท่วมขัง และการเสริมกระสอบทรายในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันน้ำไหลเข้าชุมชน พร้อมจับตาน้ำจากพื้นที่ตอนบนและแม่น้ำนครนายกที่ยังทยอยไหลเข้าสู่ระบบ แม้หลายพื้นที่เริ่มทรงตัวและระดับน้ำลดลงแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ยังคงติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และพร้อมปรับแผนการระบายน้ำตามสถานการณ์

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ฝนระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 9–13 ตุลาคม กรมชลประทานจึงสั่งเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งาน รวมถึงเร่งกำจัดผักตบชวา วัชพืช ขยะ และสิ่งกีดขวางบริเวณประตูระบายน้ำและทางน้ำสำคัญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ พร้อมประสานจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แจ้งเตือนประชาชนให้รับทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง


ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนฉบับที่ 3 ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 9–13 ตุลาคม ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บบางแห่ง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่

 

วันที่ 9 ตุลาคม ฝนหนักจะเริ่มกระจายบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนวันที่ 10 ตุลาคม พื้นที่ฝนหนักจะขยายกว้าง ครอบคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยต้องจับตาฝนตกหนักถึงหนักมากในจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด

 

วันที่ 11 ตุลาคม ยังมีฝนหนักในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยมีพื้นที่ฝนหนักมากที่เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่วันที่ ส่วนวันที่ 12-13 ตุลาคม พื้นที่ฝนหนักจะขยับไปเน้นในภาคใต้

 

สภาพอากาศแปรปรวนระลอกนี้เป็นผลจากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคใต้ตอนบน และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ยังปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จึงทำให้เกิดฝนเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่

 

สำหรับวันนี้ 8 ตุลาคม ประเทศไทยตอนบนมีฝนประมาณร้อยละ 10–30 ของพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง รวมถึงตอนล่างของภาคตะวันออก ขณะที่ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ร้อยละ 60–70 ของพื้นที่

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Getty Images