28 จังหวัดจมน้ำ 3.15 ล้านคนเดือดร้อน จับตาฝนระลอกใหม่ 9-13 ต.ค.

Share on Line Share on Facebook Share on X
28 จังหวัดจมน้ำ 3.15 ล้านคนเดือดร้อน จับตาฝนระลอกใหม่ 9-13 ต.ค.

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น หลังปริมาณน้ำเหนือไหลผ่านนครสวรรค์ลดลงต่อเนื่อง แต่ยังต้องจับตาการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมถึงฝนระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ขณะที่หลายจังหวัดทั่วประเทศยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วม และมีประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

 

กรมชลประทานรายงานว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยรวมมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยปริมาณน้ำเหนือที่ไหลผ่านสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ที่ประมาณ 1,951 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ยังคงระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแผนปรับลดการระบายน้ำในระยะต่อไป หากไม่มีฝนและน้ำเหนือไหลเข้ามาเพิ่มเติม

 

สรุปข่าว

ภาพรวมสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาขณะนี้เริ่มมีสัญญาณดีขึ้นจากปริมาณน้ำเหนือที่ลดลง แต่ยังไม่สามารถวางใจได้ เพราะยังมีการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสัก รวมถึงต้องเฝ้าระวังระดับน้ำท้ายเขื่อนพระราม 6 และน้ำทะเลหนุน ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือฝนระลอกใหม่ช่วง 9-13 ตุลาคม ซึ่งอาจทำให้พื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออกและภาคใต้ มีน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำที่ยังมีน้ำท่วมเดิมอยู่ ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยยังครอบคลุม 28 จังหวัด มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 3.15 ล้านคน และเสียชีวิตแล้ว 60 ราย จึงยังต้องติดตามทั้งฝน น้ำเหนือ การระบายจากเขื่อน และน้ำทะเลหนุนอย่างใกล้ชิดในช่วงต่อจากนี้

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น หลังปริมาณน้ำเหนือไหลผ่านนครสวรรค์ลดลงต่อเนื่อง แต่ยังต้องจับตาการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมถึงฝนระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ขณะที่หลายจังหวัดทั่วประเทศยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วม และมีประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

 

กรมชลประทานรายงานว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยรวมมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยปริมาณน้ำเหนือที่ไหลผ่านสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ที่ประมาณ 1,951 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ยังคงระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแผนปรับลดการระบายน้ำในระยะต่อไป หากไม่มีฝนและน้ำเหนือไหลเข้ามาเพิ่มเติม

 

ด้านเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำยังสามารถรองรับน้ำได้ โดยกรมชลประทานเดินหน้าบริหารจัดการน้ำ ทั้งการกระจายน้ำผ่านระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและตะวันตก รวมถึงการพร่องน้ำในระบบ เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่ช่วง 9-13 ตุลาคม พร้อมควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักให้สอดคล้องกับสถานการณ์

 

ส่วนลุ่มน้ำป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังระบายน้ำ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับน้ำที่จะไหลเข้าเพิ่มเติม โดยน้ำที่ระบายจะไหลต่อไปยังเขื่อนพระราม 6 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งล่าสุดปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 719 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นประมาณ 1-1.20 เมตร จึงต้องเฝ้าระวังพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม เขื่อนพระราม 6 จะควบคุมการระบายไม่ให้เกิน 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่เจ้าพระยาตอนล่าง โดยขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร

 

สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการทางน้ำ โดยใช้สถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิตช่วยตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ พร้อมเร่งระบายน้ำผ่านคลองแสนแสบ คลองประเวศ สถานีสูบน้ำตามแนวคลองชายทะเล และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ฯ เพื่อระบายออกสู่อ่าวไทย แต่ยังต้องจับตา น้ำทะเลหนุนสูงในช่วง 8-13 ตุลาคม ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การระบายน้ำออกสู่ทะเลทำได้ช้าลง

 

ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนอากาศแปรปรวนฉบับสุดท้าย โดย 7 ตุลาคมเป็นวันสุดท้ายของช่วงอากาศแปรปรวน เตือนพื้นที่ด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ให้ระวังฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักบางแห่ง จากอิทธิพลของมวลอากาศเย็นจากจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมไทยตอนบน ขณะที่ลมตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามา และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงปกคลุมทะเลอันดามันและด้านตะวันตกของประเทศไทย

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ 9-13 ตุลาคม เมื่อภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มขึ้น และบางพื้นที่อาจมีฝนตกหนักถึงหนักมาก เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน

 

ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. รายงานว่า ณ วันที่ 6 ตุลาคม เวลา 18.00 น. ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 28 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 1.15 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 3.15 ล้านคน และมีรายงานผู้เสียชีวิตทั่วประเทศแล้ว 60 ราย

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Reuters