จับตา “หย่อมฝน” ช่วง 8-10 ต.ค. เปิดพื้นที่ฝนตกหนัก-น้ำท่วมซ้ำ

Share on Line Share on Facebook Share on X

ช่วงนี้สภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกลงมาชุมฉ่ำ บางพื้นที่ยังน่าเป็นห่วงเพราะน้ำไม่ยอมลดลงมาง่ายๆ จนมีปัญหาน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็น ผมและทีมข่าว YNN16 รู้สึกเป็นห่วงชาวบ้านที่เดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก นักข่าวของเราลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ชาว กทม. ปรากฏว่ามีจำนวนมากยังคงตื่นตระหนกกับเรื่องน้ำท่วม กังวลว่าฝนตกลงมาอาจซ้ำเติมให้ทุกอย่างเลวร้ายลง

"พี่เกมครับ..ผมดูในโลกออนไลน์ เห็นว่าจะมีพ่ยุอีก 3ลูกจ่อเข้าไทยจริงไหม" หนึ่งในทีมงานถามผมหลังจากที่จัดรายการเสร็จ

ผมตอบไปว่า "เท่าที่ติดตามไม่นะ" หลังจากนั้นจึงนัดแนะทีมงาน มุ่งหน้าไปที่ ทีม กรุ๊ป เพื่อเจาะลึกและได้คำตอบว่าเราควรกังวลใจแค่ไหนในตอนนี้

ไขคำตอบพายุถล่มไทย 3 ลูก-จับตาฝนซ้ำ "คุณชวลิต" เตือน 3 เสี่ยงซ้อนทับ "น้ำเหนือ-ฝนตกหนัก-น้ำทะเลหนุน"

ทันทีที่ไปถึงคุณชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ทีมกรุ๊ป ต้อนรับพวกเราอย่างดีด้วยกาแฟดำเข้มๆ หลังจากนั้นก็เล่าให้ฟังว่าแม้ "มวลน้ำเหนือ" ภาพรวมจะเริ่มส่งสัญญาณทรงตัว แต่ไทยยังไม่พ้นวิกฤตภัยน้ำท่วมอย่างสิ้นเชิง เมื่อปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาลเริ่มเข้ามากดดันอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า แม้ในขณะนี้จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลที่มีการก่อตัวของพายุหมุนเวียนพร้อมกันถึง 3 ลูก แต่ประเทศไทยยังถือว่าโชคดีที่ได้รับอิทธิพลจาก "ลิ่มความกดอากาศสูง" หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนเข้ามาช่วยเป็นปราการกั้น ส่งผลให้แนวพายุหลักอย่างพายุ "ชอยวอน" และพายุลูกที่ 28-29 มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเลี้ยวขวาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยแต่อย่างใด

สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือแนวร่องความกดอากาศต่ำที่พยายามก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ใกล้กับเวียดนามเหนือ ในช่วงวันที่ 8 ถึง 10 ตุลานี้ แม้จะมีมวลอากาศเย็นคอยกดทับเอาไว้ แต่บางส่วนอาจหลุดรอดแนวปะทะเข้ามาได้ ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเสี่ยงเจอฝนตกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และนครนายก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเดิมอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ภาคใต้อาจต้องรับศึกหนักจากการก่อตัวของหย่อมความกดอากาศต่ำที่ดึงพลังงานความชื้นจากทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักใน 4 จังหวัดอันดามัน ได้แก่ พังงา กระบี่ ตรัง และภูเก็ต

 

สรุปข่าว

คุณชวลิต ย้ำว่า "สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเชิงวิศวกรรม ณ เวลานี้ คือ คันกั้นน้ำในหลายพื้นที่ซึ่งต้องแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานเกินกว่า 7 วัน จนโครงสร้างดินเริ่มอ่อนตัว เกิดการซึม และเสี่ยงต่อการกัดเซาะจนคันกั้นน้ำพังทลายลงได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้าตรวจเช็กความแข็งแรงตลอด 24 ชั่วโมง และปัจจัยซ้ำเติมสุดท้ายคือ ปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูง ระหว่างวันที่ 8 ถึง 13 ตุลานี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ โดยเฉพาะชุมชนนอกคันกั้นน้ำกว่า 50 ชุมชน ที่ต้องเตรียมรับมือกับระดับน้ำที่ยกตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลันในระยะนี้"

ช่วงนี้สภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกลงมาชุมฉ่ำ บางพื้นที่ยังน่าเป็นห่วงเพราะน้ำไม่ยอมลดลงมาง่ายๆ จนมีปัญหาน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็น ผมและทีมข่าว YNN16 รู้สึกเป็นห่วงชาวบ้านที่เดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก นักข่าวของเราลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ชาว กทม. ปรากฏว่ามีจำนวนมากยังคงตื่นตระหนกกับเรื่องน้ำท่วม กังวลว่าฝนตกลงมาอาจซ้ำเติมให้ทุกอย่างเลวร้ายลง

"พี่เกมครับ..ผมดูในโลกออนไลน์ เห็นว่าจะมีพ่ยุอีก 3ลูกจ่อเข้าไทยจริงไหม" หนึ่งในทีมงานถามผมหลังจากที่จัดรายการเสร็จ

ผมตอบไปว่า "เท่าที่ติดตามไม่นะ" หลังจากนั้นจึงนัดแนะทีมงาน มุ่งหน้าไปที่ ทีม กรุ๊ป เพื่อเจาะลึกและได้คำตอบว่าเราควรกังวลใจแค่ไหนในตอนนี้

ไขคำตอบพายุถล่มไทย 3 ลูก-จับตาฝนซ้ำ "คุณชวลิต" เตือน 3 เสี่ยงซ้อนทับ "น้ำเหนือ-ฝนตกหนัก-น้ำทะเลหนุน"

ทันทีที่ไปถึงคุณชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ทีมกรุ๊ป ต้อนรับพวกเราอย่างดีด้วยกาแฟดำเข้มๆ หลังจากนั้นก็เล่าให้ฟังว่าแม้ "มวลน้ำเหนือ" ภาพรวมจะเริ่มส่งสัญญาณทรงตัว แต่ไทยยังไม่พ้นวิกฤตภัยน้ำท่วมอย่างสิ้นเชิง เมื่อปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาลเริ่มเข้ามากดดันอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า แม้ในขณะนี้จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลที่มีการก่อตัวของพายุหมุนเวียนพร้อมกันถึง 3 ลูก แต่ประเทศไทยยังถือว่าโชคดีที่ได้รับอิทธิพลจาก "ลิ่มความกดอากาศสูง" หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนเข้ามาช่วยเป็นปราการกั้น ส่งผลให้แนวพายุหลักอย่างพายุ "ชอยวอน" และพายุลูกที่ 28-29 มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเลี้ยวขวาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยแต่อย่างใด

สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือแนวร่องความกดอากาศต่ำที่พยายามก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ใกล้กับเวียดนามเหนือ ในช่วงวันที่ 8 ถึง 10 ตุลานี้ แม้จะมีมวลอากาศเย็นคอยกดทับเอาไว้ แต่บางส่วนอาจหลุดรอดแนวปะทะเข้ามาได้ ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเสี่ยงเจอฝนตกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และนครนายก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเดิมอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ภาคใต้อาจต้องรับศึกหนักจากการก่อตัวของหย่อมความกดอากาศต่ำที่ดึงพลังงานความชื้นจากทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักใน 4 จังหวัดอันดามัน ได้แก่ พังงา กระบี่ ตรัง และภูเก็ต

 

เมื่อเจาะลึกถึงเส้นทางมวลน้ำ คุณชวลิต ชี้ว่า ขณะนี้ไทยกำลังถูกซ้ำเติมด้วย "น้ำเหนือ 2 สาขา" โดยสาขาแรกคือมวลน้ำฝนจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่หลุดเข้ามาทางฮานอย เคลื่อนผ่านอุบลราชธานี ศรีสะเกษ มุ่งหน้าเข้าสู่ภาคตะวันออกบริเวณปราจีนบุรี นครนายก ประจันตคาม ศรีมหาโพธิ์ และแปดริ้ว ซึ่งมวลน้ำก้อนนี้จะไหลลงสู่ระบบระบายน้ำทางฝั่งตะวันออกและไม่เข้ามากระทบกรุงเทพมหานคร แต่สำหรับสาขาที่สอง เป็นมวลน้ำที่เกิดขึ้นภายในประเทศจากแนวฝนตกสะสมแบบเฉพาะจุด ตั้งแต่เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ สุโขทัย ไปจนถึงนครสวรรค์

แม้ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลผ่านนครสวรรค์จะเริ่มลดลงจากจุดสูงสุดที่ 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ลำน้ำรองรับได้ แต่ในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ มวลน้ำสะสมจากสุโขทัยจะถูกส่งต่อลงมายังนครสวรรค์ อ่างทอง และอยุธยา อีกครั้ง ส่งผลให้การระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นไปได้อย่างเชื่องช้าและชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

นี่คือปรากฏการณ์ "3 เสี่ยงซ้อนทับ" ที่จะเข้ามากระทบภาคกลางและภาคใต้ในช่วงวันที่ 8 ถึง 10 ตุลานี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยอันตรายสามประการ คือ ปริมาณน้ำเหนือที่ยังค้างท่อ, มวลฝนใหม่ที่ตกหนักเกิน 100 มิลลิเมตร และภาวะน้ำทะเลหนุนสูง โดยพื้นที่น่าห่วงที่สุดคืออ่างทองและอยุธยา ซึ่งน้ำท่วมขังเดิมยังระบายไม่ออก แต่กลับมีมวลน้ำใหม่จากพื้นที่เพชรบูรณ์ โดยเฉพาะอำเภอวิเชียรบุรีและศรีเทพ ไหลเข้ามาเติมในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จนเขื่อนจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน

คุณชวลิต ย้ำว่า "สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเชิงวิศวกรรม ณ เวลานี้ คือ คันกั้นน้ำในหลายพื้นที่ซึ่งต้องแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานเกินกว่า 7 วัน จนโครงสร้างดินเริ่มอ่อนตัว เกิดการซึม และเสี่ยงต่อการกัดเซาะจนคันกั้นน้ำพังทลายลงได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้าตรวจเช็กความแข็งแรงตลอด 24 ชั่วโมง และปัจจัยซ้ำเติมสุดท้ายคือ ปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูง ระหว่างวันที่ 8 ถึง 13 ตุลานี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ โดยเฉพาะชุมชนนอกคันกั้นน้ำกว่า 50 ชุมชน ที่ต้องเตรียมรับมือกับระดับน้ำที่ยกตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลันในระยะนี้"


เท่าที่ได้ฟัง เรื่องน้ำท่วมจาก 3 ปัจจัยเสี่ยง ประกอบไปด้วย น้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และในหนัก น่าเป็นห่วง แต่อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆ คือ "ความอ่อนล้าของแนวป้องกันและมวลน้ำสะสมที่แช่ขังเป็นเวลานาน" โดยเฉพาะคันกั้นน้ำตามจุดเสี่ยงต่างๆ ที่ต้องแบกรับแรงดันน้ำติดต่อกันหลายวันจนโครงสร้างเริ่มอิ่มตัวและเสี่ยงต่อการซึมหรือพังทลาย ประกอบกับปริมาณฝนใหม่ที่จะเติมเข้ามาซ้ำเติมในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งหากขาดการตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อาจสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างได้ยากจะรับมือ

ท่ามกลางบททดสอบจากธรรมชาติที่ยังคงดำเนินอยู่ สิ่งเหล่านี้คงไม่อาจผ่านพ้นไปได้ด้วยความตื่นกลัว แต่ต้องอาศัยการเตรียมพร้อม การแจ้งเตือนที่แม่นยำ 

สุดท้ายนี้ในฐานะนักข่าวและคนไทยคนหนึ่งผมขอส่งกำลังใจในยามที่เพื่อนร่วมชาติกำลังเผชิญกับความยากลำบาก ขอให้เราก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกัน

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์


ที่มาข้อมูล : TNN16

ที่มารูปภาพ : TNN16