แปซิฟิกเดือดจัด! “เอลนีโญ” แรงผิดปกติ!

Share on Line Share on Facebook Share on X
แปซิฟิกเดือดจัด!  “เอลนีโญ”  แรงผิดปกติ!

ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงอย่างน่าจับตา หลังอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอีกก่อนถึงจุดสูงสุดช่วงปลายปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเอลนีโญรอบนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในครั้งที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา พร้อมเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง น้ำท่วม และผลักดันอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2027

สำนักงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส หรือ Copernicus Climate Change Service (C3S) ของสหภาพยุโรป เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2026 ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรง ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก เพิ่มสูงถึง 29.70 องศาเซลเซียสในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สรุปข่าว

“เอลนีโญ” ทวีความรุนแรง ดันอุณหภูมิผิวน้ำทะเลแปซิฟิกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 29.70 องศาเซลเซียส และอาจรุนแรงขึ้นอีกช่วงปลายปีนี้ ด้านนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า เอลนีโญรอบนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง น้ำท่วม และผลักดันให้อุณหภูมิโลกทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในปี 2027 ขณะที่ภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ และเพิ่มความเสี่ยงที่อุณหภูมิโลกจะสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสในระยะยาว

ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงอย่างน่าจับตา หลังอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอีกก่อนถึงจุดสูงสุดช่วงปลายปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเอลนีโญรอบนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในครั้งที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา พร้อมเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง น้ำท่วม และผลักดันอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2027

สำนักงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส หรือ Copernicus Climate Change Service (C3S) ของสหภาพยุโรป เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2026 ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรง ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก เพิ่มสูงถึง 29.70 องศาเซลเซียสในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

อุณหภูมิดังกล่าวสูงกว่าค่าสูงสุดที่เคยบันทึกได้ในช่วงเอลนีโญรุนแรงครั้งก่อน ๆ ได้แก่ ปี 1982–1983 ปี 1997–1998 และปี 2015–2016 สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงผิดปกติของเอลนีโญรอบปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าปรากฏการณ์นี้ยังไม่ถึงจุดสูงสุด ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2026

อย่างไรก็ตาม โคเปอร์นิคัสระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเอลนีโญครั้งนี้รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิมหาสมุทรทั่วโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เอลนีโญในยุคปัจจุบันอาจดูรุนแรงกว่าปรากฏการณ์ในอดีต หากพิจารณาจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้ โคเปอร์นิคัสจึงนำดัชนีรูปแบบใหม่มาใช้ประเมินความรุนแรงของเอลนีโญ โดยคำนึงถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิมหาสมุทรเขตร้อนร่วมด้วย ซึ่งผลการประเมินยังไม่พบว่าเอลนีโญรอบปัจจุบันรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ข้อมูลในเดือนกันยายนแสดงให้เห็นว่าเอลนีโญครั้งนี้มีความรุนแรงสูงเป็นพิเศษแล้ว แม้ยังไม่ถึงจุดสูงสุดก็ตาม

ขณะเดียวกัน สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เอลนีโญได้ทวีความรุนแรงถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตามเกณฑ์การประเมินของญี่ปุ่น โดยอุณหภูมิในพื้นที่ติดตามปรากฏการณ์สูงกว่าค่าปกติถึง 4 องศาเซลเซียส ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานพยากรณ์อากาศแต่ละแห่งอาจประเมินความรุนแรงแตกต่างกัน เนื่องจากใช้เกณฑ์และดัชนีในการวิเคราะห์ไม่เหมือนกัน

นอกจากอุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว โคเปอร์นิคัสยังรายงานว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนกันยายน 2026 สูงถึง 21.05 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมของเดือนกันยายนปี 2023 ซึ่งอยู่ที่ 20.92 องศาเซลเซียส

ขณะที่อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนกันยายนอยู่ที่ 16.27 องศาเซลเซียส ทำให้เดือนกันยายนที่ผ่านมาเป็นเดือนกันยายนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล และมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรม หรือช่วงปี 1850–1900 ถึง 1.63 องศาเซลเซียส

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลต่อเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกตามความตกลงปารีส ซึ่งประเทศต่าง ๆ เคยตกลงร่วมกันในปี 2015 ว่าจะพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส และรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้อยู่ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม

ก่อนหน้านี้ องค์การสหประชาชาติได้เตือนเมื่อเดือนกันยายนว่า โลกมีแนวโน้มจะไม่สามารถรักษาเป้าหมายระยะยาวในการจำกัดอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสได้ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

คาร์โล บวนเทมโป ผู้อำนวยการโคเปอร์นิคัส ระบุว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนสูงกว่าระดับ 1.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่องอีกครั้ง และเมื่อเอลนีโญที่มีความรุนแรงสูงยังคงทวีความรุนแรงขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มดำเนินต่อไปจนถึงปี 2027

ทั้งนี้ การที่อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในบางเดือน ไม่ได้หมายความว่าโลกได้ละเมิดเป้าหมายระยะยาวของความตกลงปารีสแล้ว แต่สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการก้าวข้ามระดับดังกล่าวอย่างถาวรในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจผลักดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในปี 2027 เนื่องจากเอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกแถบเส้นศูนย์สูตรสูงขึ้น ส่งผลให้รูปแบบลม ความกดอากาศ และปริมาณฝนในหลายภูมิภาคทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ โดยปกติเอลนีโญจะเกิดขึ้นทุก 2–7 ปี และกินเวลาประมาณ 9–12 เดือน แต่เมื่อเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่มีสาเหตุจากกิจกรรมมนุษย์ ก็อาจยิ่งซ้ำเติมความรุนแรงของผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ

ที่มาข้อมูล : france24.com/

ที่มารูปภาพ : NASA