น้ำท่วมพอทน...น้ำเน่าพอเลย! ดร.สนธิ แนะจัดการอย่างไร? ถูกหลักอนามัยและสิ่งแวดล้อม

Share on Line Share on Facebook Share on X
น้ำท่วมพอทน...น้ำเน่าพอเลย! ดร.สนธิ แนะจัดการอย่างไร? ถูกหลักอนามัยและสิ่งแวดล้อม

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat แนะนำวิธีทำความสะอาดพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมขังยาวนานหลายวัน และกลายเป็นแหล่งสะสมตัวของเชื้อโรค แบคทีเรีย และเชื้อรา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อม หากไม่จัดการให้ถูกวิธี

 

จากน้ำท่วมขังเปลี่ยนเป็นน้ำเน่าเสีย

น้ำที่ท่วมสูงมากกว่า 0.5 เมตรขึ้นไปหลายวันจะเริ่มเปลี่ยนสีจากสีขาวขุ่นเป็นสีน้ำตาลปนสีดำและเริ่มจะมีกลิ่นเหม็นแสดงว่าก๊าซออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำเริ่มลดลงจนเกือบเป็นศูนย์แล้ว รวมทั้งสารอินทรีย์ปริมาณมากที่อยู่ในน้ำกำลังจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์กลุ่มที่ไม่ใช้ออกซิเจนหายใจ(Anaerobic bacteia) ได้ทั้งก๊าซมีเทน ก๊าซไข่เน่า และก๊าซแอมโมเนียเริ่มมีกลิ่นเหม็นฉุน หากน้ำยังท่วมขังยาวนานขึ้น น้ำจะมีสีดำสนิทและมีกลิ่นเหม็นเน่า

 

สรุปข่าว

แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทยจะเริ่มคลี่คลาย ระดับน้ำลดลงจนเกือบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ความเสียหายที่มวลน้ำทิ้งเอาไว้ได้สร้างผลกระทบและปัญหาอื่น ๆ ตามมา โดยเฉพาะการทำความสะอาดพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมขังยาวนานหลายวัน ซึ่งอาจเกิดการสะสมตัวจากเชื้อโรค แบคทีเรีย และเชื้อราขึ้นได้ ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม แนะนำวิธีทำความสะอาดพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขังอย่างถูกหลักอนามัยและปลอดภัยต่อสุขภาพ ดังนี้

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat แนะนำวิธีทำความสะอาดพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมขังยาวนานหลายวัน และกลายเป็นแหล่งสะสมตัวของเชื้อโรค แบคทีเรีย และเชื้อรา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อนามัย และสิ่งแวดล้อม หากไม่จัดการให้ถูกวิธี

 

จากน้ำท่วมขังเปลี่ยนเป็นน้ำเน่าเสีย

น้ำที่ท่วมสูงมากกว่า 0.5 เมตรขึ้นไปหลายวันจะเริ่มเปลี่ยนสีจากสีขาวขุ่นเป็นสีน้ำตาลปนสีดำและเริ่มจะมีกลิ่นเหม็นแสดงว่าก๊าซออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำเริ่มลดลงจนเกือบเป็นศูนย์แล้ว รวมทั้งสารอินทรีย์ปริมาณมากที่อยู่ในน้ำกำลังจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์กลุ่มที่ไม่ใช้ออกซิเจนหายใจ(Anaerobic bacteia) ได้ทั้งก๊าซมีเทน ก๊าซไข่เน่า และก๊าซแอมโมเนียเริ่มมีกลิ่นเหม็นฉุน หากน้ำยังท่วมขังยาวนานขึ้น น้ำจะมีสีดำสนิทและมีกลิ่นเหม็นเน่า

 

ปรับสภาพน้ำก่อนเริ่มทำความสะอาด

เข้าบ้านใส่หน้ากากอนามัยกันเชื้อราและแบคทีเรีย ขนขยะสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ออกไปก่อนพร้อมกับเปิดประตูและหน้าต่างไว้เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกและเป็นการเพิ่มก๊าซออกซิเจนให้กับน้ำเสียให้แสงแดดได้สาดส่องเข้ามายังน้ำที่ท่วมขัง จะทำให้กลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนหายใจ (Aerobic Bacteria) สามารถย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเน่าได้ง่ายขึ้น เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดกลิ่นเหม็นลงได้บ้าง

 

เมื่อน้ำเริ่มลดลงเหลือต่ำกว่า 0.3 เมตร ให้ใช้ใช้ปูนขาวสาดหรือโรยผงปูนขาวลงไปให้ทั่วบริเวณน้ำที่ท่วมขัง เนื่องจากปูนขาวจะช่วยปรับสภาพของน้ำเสีย เปลี่ยนสภาพความเป็นกรดให้เป็นกลาง ซึ่งจะช่วยลดกลิ่นเหม็นจากก๊าซไข่เน่าและก๊าซแอมโมเนีย รวมทั้งยังช่วยทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นเหม็น ขณะเดียวกันยังช่วยไล่ยุงและแมลงวันที่จะมาวางไข่ด้วย


วิธีทำความสะอาดพื้นที่ต่าง ๆ ในบ้าน

สำหรับพื้นที่ที่แฉะและเริ่มแห้ง เช่น พื้นบ้าน พื้นครัว ใต้ถุนบ้าน เป็นต้น ให้ใช้ผงปูนคลอรีน 60% ในอัตราส่วน 1 ช้อนชาผสมน้ำ 1 ปี๊ป เทราดในพื้นที่ดังกล่าวรวมทั้งราดบริเวณทางเดิน ร่องระบายน้ำให้ทั่วปล่อยทิ้งไว้ 2 ชั่วโมงเพื่อให้เวลาคลอรีนฆ่าเชื้อโรคและกำจัดกลิ่นเหม็น ค่อยล้างออก

 

ในการทำความสะอาดสิ่งต่าง ๆ ในบ้านต้องเปิดประตูหน้าต่างให้รอบเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ผู้ทำความสะอาดต้องสวมหน้ากากอนามัย ใส่ถุงมือ แว่นตาครอบหน้าและรองเท้ายาง เป็นต้น ห้ามฉีดน้ำด้วยแรงดันสูงไปที่ต่าง ๆ เพราะจะทำให้เชื้อราฟุ้งกระจายได้ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำสบู่เช็ดสิ่งของหรือพื้นเพื่อให้คราบต่าง ๆ หลุดออกไปก่อน แล้วทำความสะอาดตามด้วยน้ำผสมคลอรีนหรือน้ำยาฟอกขาวทั่วไปอีกครั้ง จะช่วยกำจัดเชื้อโรคทั้งเชื้อรา แบคทีเรียได้ทั้งหมด และต้องไม่เปิดเครื่องปรับอากาศ โดยจะต้องทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศก่อนด้วยการเช็ดด้วยน้ำสบู่และน้ำยาฟอกขาวรวมทั้งต้องเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศใหม่ทั้งหมดด้วย

 

เฝ้าระวังโรคที่มากับน้ำท่วม

เมื่อน้ำท่วมเริ่มลดลงจะเริ่มมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ จากเชื้อโรคที่มากับน้ำท่วมมากขึ้น เช่น โรคตาแดง น้ำกัดเท้าโรคเชื้อรา โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคอาหารเป็นพิษ โรคฉี่หนู เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องสัมผัสกับน้ำที่ท่วมขังให้น้อยที่สุด ดื่มน้ำสะอาด ทานอาหารร้อน ใช้ช้อนกลาง นอนกางมุ้ง และต้องสวมรองเท้ายาง สวมแว่นครอบหน้า ใส่ถุงมือ และหน้ากากอนามัยเมื่อต้องลงไปในน้ำที่ท่วมขัง

 

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix