เปิด 5 โจทย์เศรษฐกิจโลก เวที IMF-World Bank ไทยต้องรับมืออย่างไร?

Share on Line Share on Facebook Share on X
เปิด 5 โจทย์เศรษฐกิจโลก เวที IMF-World Bank ไทยต้องรับมืออย่างไร?

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ประจำปี 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นเวทีสำคัญในการหารือทิศทางเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้สาธารณะ ความผันผวนของราคาพลังงาน และการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้สัมภาษณ์ TNN ในรายการ “ชั่วโมงข่าว” วิเคราะห์ 5 ประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยต้องติดตามจากการประชุมครั้งนี้ โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก และการนำผลหารือระหว่างประเทศมาพัฒนานโยบายเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

หนี้สาธารณะไทยยังไม่ถึงขั้นอันตราย แต่ต้องควบคุมไม่ให้เกินกรอบ 70%

รศ.ดร.สมชาย อธิบายว่า หนี้สาธารณะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่หลายประเทศต้องเผชิญ เนื่องจากเป็นภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ และจำเป็นต้องกู้เงินมาใช้ในการบริหารประเทศ

โดยทั่วไป ระดับหนี้สาธารณะที่ 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มักถูกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการพิจารณาวินัยทางการคลัง อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีความสามารถรองรับภาระหนี้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับต้นทุนการกู้ยืม อัตราดอกเบี้ย และศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นเคยมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 200% ของ GDP แต่สามารถบริหารภาระหนี้ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยต่ำในอดีต

สำหรับประเทศไทย ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 หนี้สาธารณะอยู่ต่ำกว่า 60% ของ GDP มาอย่างต่อเนื่อง แต่ภายหลังรัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการปรับเพดานหนี้สาธารณะเป็นไม่เกิน 70% ของ GDP

รศ.ดร.สมชาย ประเมินว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ในช่วง 60% กว่าของ GDP แม้เพิ่มขึ้นจากอดีต แต่ยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับอันตราย โดยรัฐบาลพยายามรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินกรอบที่กำหนด

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ควบคู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจเติบโตและรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงจากภาระหนี้จะลดลง ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ความสามารถในการชำระหนี้ย่อมได้รับผลกระทบ

สรุปข่าว

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ TNN วิเคราะห์ 5 โจทย์เศรษฐกิจจากเวที IMF-World Bank 2026 ชี้หนี้สาธารณะไทยยังไม่ถึงขั้นอันตราย แต่ต้องรักษากรอบ 70% ของ GDP พร้อมรับมือความเสี่ยงพลังงาน พัฒนา AI และการเงินดิจิทัล เพิ่มบทบาทไทยในอาเซียน และนำบทเรียนวิกฤตปี 2540 มาปรับใช้

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ประจำปี 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นเวทีสำคัญในการหารือทิศทางเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาระหนี้สาธารณะ ความผันผวนของราคาพลังงาน และการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้สัมภาษณ์ TNN ในรายการ “ชั่วโมงข่าว” วิเคราะห์ 5 ประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยต้องติดตามจากการประชุมครั้งนี้ โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ การปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก และการนำผลหารือระหว่างประเทศมาพัฒนานโยบายเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

หนี้สาธารณะไทยยังไม่ถึงขั้นอันตราย แต่ต้องควบคุมไม่ให้เกินกรอบ 70%

รศ.ดร.สมชาย อธิบายว่า หนี้สาธารณะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่หลายประเทศต้องเผชิญ เนื่องจากเป็นภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ และจำเป็นต้องกู้เงินมาใช้ในการบริหารประเทศ

โดยทั่วไป ระดับหนี้สาธารณะที่ 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มักถูกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการพิจารณาวินัยทางการคลัง อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีความสามารถรองรับภาระหนี้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับต้นทุนการกู้ยืม อัตราดอกเบี้ย และศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นเคยมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 200% ของ GDP แต่สามารถบริหารภาระหนี้ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยต่ำในอดีต

สำหรับประเทศไทย ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 หนี้สาธารณะอยู่ต่ำกว่า 60% ของ GDP มาอย่างต่อเนื่อง แต่ภายหลังรัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการปรับเพดานหนี้สาธารณะเป็นไม่เกิน 70% ของ GDP

รศ.ดร.สมชาย ประเมินว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ในช่วง 60% กว่าของ GDP แม้เพิ่มขึ้นจากอดีต แต่ยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับอันตราย โดยรัฐบาลพยายามรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินกรอบที่กำหนด

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ควบคู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจเติบโตและรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงจากภาระหนี้จะลดลง ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ความสามารถในการชำระหนี้ย่อมได้รับผลกระทบ

ภูมิรัฐศาสตร์กดดันเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานเป็นความเสี่ยงสำคัญ

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในเวที IMF และ World Bank คือความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการดำเนินธุรกิจของประเทศต่าง ๆ

รศ.ดร.สมชาย ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างประเทศและสถานการณ์สงครามส่งผลต่อราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานประเภทต่าง ๆ ทำให้หลายประเทศต้องเผชิญต้นทุนที่ปรับราคาสูงขึ้น

เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนการผลิตและขนส่ง ขณะที่ภาครัฐต้องพิจารณาผลกระทบต่อรายจ่ายและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ

ความเสี่ยงเหล่านี้ยังเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางไซเบอร์ ทำให้การบริหารเศรษฐกิจไม่สามารถพิจารณาเฉพาะปัจจัยทางการเงินได้อีกต่อไป

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ประเทศสมาชิกจะร่วมกันหารือแนวทางรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการสร้างความร่วมมือเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและการเงินในระยะยาว

AI และการเงินดิจิทัล โอกาสยกระดับเศรษฐกิจไทย

รศ.ดร.สมชาย กล่าวถึงแนวทางที่ประเทศไทยนำเสนอในเวทีระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลที่มีความปลอดภัย และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง หรือ Inclusive Finance

แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและความสามารถในการแข่งขัน

หนึ่งในตัวอย่างที่ รศ.ดร.สมชาย กล่าวถึง คือแนวคิดการนำ AI มาเชื่อมโยงกับโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ เช่น การจัดทำบัญชี การวิเคราะห์ข้อมูล และการตลาด

แนวทางนี้มีเป้าหมายให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถสนับสนุนการพัฒนาทักษะและเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงแนวคิด Thailand New Horizon และ Thailand Blueprint ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดทิศทางและแผนดำเนินงานด้านเศรษฐกิจของไทย

สำหรับผลลัพธ์จากการประชุม รศ.ดร.สมชาย คาดหวังว่าจะมีการรวบรวมข้อเสนอและแนวทางความร่วมมือผ่านกระบวนการหารือระหว่างประเทศ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปฏิญญากรุงเทพฯ เพื่อกำหนดทิศทางการรับมือความท้าทายร่วมกัน

ทั้งนี้ รายละเอียดและสถานะของข้อเสนอต่าง ๆ ต้องติดตามผลการประชุมและประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ไทยเดินหน้าบทบาทประเทศขนาดกลาง ใช้อาเซียนเชื่อมเศรษฐกิจโลก

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะบทบาทของกลุ่มประเทศ Global South หรือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้น

รศ.ดร.สมชาย มองว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพภายใต้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และประเทศไทยสามารถใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank เพื่อส่งเสริมบทบาทของตนเองในฐานะประเทศขนาดกลาง

แนวทางที่มีการกล่าวถึงคือการใช้ความร่วมมืออาเซียนเป็นกลไกเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และพลังงาน

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ ความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงระบบพลังงานระหว่างลาว ไทย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานระดับภูมิภาค

รศ.ดร.สมชาย เห็นว่า ประเทศไทยมีโอกาสเพิ่มบทบาทในฐานะตัวกลางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยอาศัยความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียนและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน

การเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ไทยนำเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ และสร้างความร่วมมือกับประเทศสมาชิกในประเด็นที่มีผลต่ออนาคตของภูมิภาค

ถอดบทเรียนปี 2534 ถึง 2569 เตือนอย่าซ้ำรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง

ประเด็นสุดท้าย รศ.ดร.สมชาย เปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยระหว่างปี 2534 กับปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และ World Bank ห่างกัน 35 ปี

ในปี 2534 โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคสงครามเย็นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน ประเทศไทยในขณะนั้นมีแนวทางเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า และมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีทางการเงินในช่วงต่อมาเกิดขึ้นภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังมีข้อจำกัด ทำให้ภาคเอกชนจำนวนหนึ่งกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ โดยประเมินความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ไม่เพียงพอ

เมื่อเกิดปัญหาความไม่สมดุลทางการเงิน ประเทศไทยต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ก่อนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง

รศ.ดร.สมชาย เห็นว่า บทเรียนดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะแม้ประเทศไทยจะสามารถวางตำแหน่งให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกได้ แต่ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและการดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ

สำหรับปี 2569 โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง โดยมี AI เทคโนโลยีดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญ ประเทศไทยจึงต้องนำบทเรียนในอดีตมาประกอบการวางนโยบาย เพื่อให้การปรับตัวทางเศรษฐกิจเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งรัฐบาลมีแนวทางช่วยเหลือด้านการเงินอยู่แล้ว แต่การพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคธุรกิจ

จับตาผลประชุม IMF-World Bank ไทยนำข้อเสนอไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด

การประชุม IMF และ World Bank ปี 2569 จัดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งภาระหนี้สาธารณะ ความผันผวนของพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

จากมุมมองของ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ สิ่งที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ควบคู่กับการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศ

การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เปิดโอกาสให้ไทยนำเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองต่อประชาคมโลก ขณะที่ประเด็นที่ต้องติดตามหลังการประชุมคือการนำข้อเสนอและความร่วมมือที่เกิดขึ้นไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนรับมือความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

บรรณาธิการออนไลน์