วันแรก “ไทยช่วยไทย พลัส” ผูกฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มดัง ช่วยยอดขายร้านค้า

Share on Line Share on Facebook Share on X
วันแรก “ไทยช่วยไทย พลัส” ผูกฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มดัง ช่วยยอดขายร้านค้า

รัฐบาลจับมือ Grab, LINE MAN, Robinhood และ ShopeeFood เปิดทางร้านค้ารายเล็กเข้าถึงลูกค้าทั่วไทย พร้อมนำ AI ช่วยวิเคราะห์ต้นทุน-เพิ่มกำไร ตั้งเป้ายกระดับรายได้อย่างยั่งยืน


ไทยช่วยไทย พลัส เริ่มแล้ว ดันร้านค้ารายย่อยเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” สำหรับผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยย้ำว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนครั้งนี้ จะช่วยขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ และเป็นอีกกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก


นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณหน่วยงานและผู้ประกอบการที่ร่วมสนับสนุนโครงการ พร้อมระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะการนำ AI และเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสขยายตลาดในอนาคต


ยอดขายพุ่งเฉลี่ย 5 เท่า ปรับฐานรายได้ระยะยาว


นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่า ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการเติบโตของธุรกิจรายย่อย


นอกจากนี้ แม้โครงการจะสิ้นสุดลง แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการจะยังสามารถรักษาฐานลูกค้าใหม่และเพิ่มรายได้ในระยะยาวได้อย่างน้อย 2 เท่า ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม




สรุปข่าว

รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เชื่อมร้านค้ารายย่อยเข้ากับ 4 แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่รายใหญ่ หวังกระตุ้นยอดขายและเพิ่มรายได้ผู้ประกอบการทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัว AI “นกกระซิบ” ช่วยวิเคราะห์ต้นทุนและบริหารธุรกิจ โดยข้อมูลเบื้องต้นพบร้านค้าที่เข้าร่วมมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่า

รัฐบาลจับมือ Grab, LINE MAN, Robinhood และ ShopeeFood เปิดทางร้านค้ารายเล็กเข้าถึงลูกค้าทั่วไทย พร้อมนำ AI ช่วยวิเคราะห์ต้นทุน-เพิ่มกำไร ตั้งเป้ายกระดับรายได้อย่างยั่งยืน


ไทยช่วยไทย พลัส เริ่มแล้ว ดันร้านค้ารายย่อยเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” สำหรับผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยย้ำว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนครั้งนี้ จะช่วยขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ และเป็นอีกกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก


นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณหน่วยงานและผู้ประกอบการที่ร่วมสนับสนุนโครงการ พร้อมระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะการนำ AI และเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสขยายตลาดในอนาคต


ยอดขายพุ่งเฉลี่ย 5 เท่า ปรับฐานรายได้ระยะยาว


นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 เท่า ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการเติบโตของธุรกิจรายย่อย


นอกจากนี้ แม้โครงการจะสิ้นสุดลง แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการจะยังสามารถรักษาฐานลูกค้าใหม่และเพิ่มรายได้ในระยะยาวได้อย่างน้อย 2 เท่า ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม




ผนึก 4 แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่รายใหญ่


ภายในงาน นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการ ประกอบด้วย

* AI “นกกระซิบ” จากธนาคารกรุงไทย

* Grab

* LINE MAN

* Robinhood

* ShopeeFood


ทั้ง 4 แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยร้านค้ารายย่อยขยายฐานลูกค้า เพิ่มช่องทางการขาย และลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการตลาด ทำให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้นกว่าการขายหน้าร้านเพียงอย่างเดียว

 เปิดใช้สิทธิผ่าน “เป๋าตัง” ถึง 30 กันยายน


สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 21.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”


รัฐบาลคาดหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการท้องถิ่นในทุกภูมิภาคของประเทศ

เปิดตัว AI “นกกระซิบ” ผู้ช่วยร้านค้าลดต้นทุน-เพิ่มกำไร


ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่ยังต้องการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล


โดยธนาคารกรุงไทยได้นำ AI “นกกระซิบ” มาเป็นเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ทั้งด้านยอดขาย ต้นทุน และพฤติกรรมลูกค้า เพื่อให้ร้านค้าสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


AI ดังกล่าวยังสามารถช่วยเปรียบเทียบต้นทุนสินค้า วิเคราะห์ราคาวัตถุดิบ และให้ข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ โดยผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม


พิสูจน์แล้วจากโครงการเดิม ยอดขายเพิ่ม 500-600%


นายเอกนิติระบุว่า ประสบการณ์จากโครงการคนละครึ่ง พลัส ในอดีต แสดงให้เห็นว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่สามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 500-600% ระหว่างดำเนินโครงการ


ขณะที่หลังสิ้นสุดโครงการ ยอดขายของร้านค้าหลายแห่งยังคงเติบโตต่อเนื่องอีก 100-200% สะท้อนว่าการเข้าสู่ระบบดิจิทัลช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว

ดันผู้ประกอบการไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล


รัฐบาลมองว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะเป็นมากกว่ามาตรการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลให้ผู้ประกอบการรายย่อยเรียนรู้การค้าขายออนไลน์ การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ และการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยบริหารธุรกิจ


เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับร้านค้ารายเล็กให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : รัฐบาลไทย

ที่มารูปภาพ : รัฐบาลไทย

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ