เงินไหลออกไม่หยุด! "อินโดนีเซีย" วิกฤตแค่ไหน? ยักษ์ใหญ่แห่งอาเซียนเสี่ยงล้มหรือยัง?
บทเรียนสำคัญที่ไทยควรเรียนรู้จากกรณีอินโดนีเซีย
หากพูดถึงประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อของ “อินโดนีเซีย” ย่อมอยู่ในอันดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยประชากรมากกว่า 280 ล้านคน ซึ่งมากที่สุดในอาเซียนและติดอันดับ 4 ของโลก อินโดนีเซียถูกมองว่าเป็น “ยักษ์หลับแห่งเอเชีย” ที่กำลังตื่นขึ้น ด้วยขนาดตลาดมหาศาล ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของโลก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกต่างมองอินโดนีเซียในฐานะดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของภูมิภาค จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง การรักษาวินัยทางการคลัง และการเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติ
ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ประเทศได้รับคำชื่นชมจากทั้งสถาบันการเงินและนักลงทุนต่างชาติ จนหลายสำนักวิเคราะห์ประเมินว่า อินโดนีเซียมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า แต่ในปี 2569 ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
จากดาวรุ่งอาเซียน สู่วันที่ตลาดเริ่มหมดความเชื่อมั่น
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับอินโดนีเซียในวันนี้ ไม่ได้สะท้อนผ่านตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนผ่านสิ่งที่ตลาดการเงินให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือ “ความเชื่อมั่น” หลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เมื่อเดือนตุลาคม 2567 รัฐบาลชุดใหม่ประกาศเป้าหมายเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจให้แตะระดับ 8% ต่อปี พร้อมผลักดันโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก
หนึ่งในนโยบายที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือโครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับนักเรียนทั่วประเทศ รวมถึงการขยายบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ และการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ "Danantara" เพื่อเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
แม้นโยบายเหล่านี้จะสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามถึงภาระทางการคลังในระยะยาว
คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะสามารถรักษาวินัยการคลังได้หรือไม่ หากต้องแบกรับโครงการขนาดใหญ่หลายด้านพร้อมกัน
การลดบทบาท “ศรีมุลยานี” จุดเปลี่ยนสำคัญที่ตลาดจับตา
อีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อนักลงทุน คือการลดบทบาทของ ศรี มุลยานี อินทราวาตี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือที่สุดในเอเชีย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของศรีมุลยานีเปรียบเสมือน “หลักประกัน” ด้านวินัยการคลังของอินโดนีเซีย
เมื่อบทบาทของบุคคลที่ตลาดเชื่อมั่นลดลง ความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในอนาคตจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย สำหรับนักลงทุนทั่วโลก บางครั้งการเปลี่ยนแปลงบุคคลสำคัญทางเศรษฐกิจอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจเสียอีก
ค่าเงินรูเปียห์อ่อนหนัก สะท้อนแรงกดดันจากตลาด
สัญญาณที่เห็นชัดที่สุดของความกังวลที่เกิดขึ้น คือการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติสะท้อนว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงใหม่เกี่ยวกับอนาคตเศรษฐกิจอินโดนีเซีย
แม้ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะพยายามดูแลเสถียรภาพค่าเงินผ่านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและเข้าแทรกแซงตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่แรงกดดันยังคงอยู่ นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายในระยะยาว
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียติดกลุ่มผลตอบแทนแย่ที่สุดของโลก
นอกจากค่าเงินแล้ว ตลาดหุ้นอินโดนีเซียก็เผชิญแรงขายอย่างหนักเช่นกัน ดัชนี Jakarta Composite Index ปรับตัวลดลงมากกว่า 30% ตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดในโลกในปีนี้
ความกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นหลังรัฐสภาผ่านกฎหมายที่ขยายบทบาทการกำกับดูแลธนาคารกลาง และเปิดทางให้ฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาติดตามการดำเนินงานได้มากขึ้น
นักลงทุนจำนวนหนึ่งมองว่ากฎหมายดังกล่าวอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาดทุน
ปัจจัยภายนอกซ้ำเติม วิกฤตราคาน้ำมันกดดันเศรษฐกิจ
ในขณะที่ปัจจัยภายในประเทศกำลังสร้างแรงกดดัน ปัจจัยภายนอกก็เข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาคือ อินโดนีเซียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ดังนั้นเมื่อน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าพลังงานก็เพิ่มขึ้นทันที ส่งผลกระทบต่อดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด และภาระงบประมาณภาครัฐ หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ค่าเงินรูเปียห์อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการขาดดุลภายนอกที่เพิ่มขึ้น
ต่างชาติเทขายพันธบัตรหนักสุดในรอบหลายปี
อีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อนความกังวลของนักลงทุน คือการไหลออกของเงินทุนจากตลาดพันธบัตร นักลงทุนต่างชาติขายพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียออกไปแล้วกว่า 86 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ผลที่ตามมาคือ สัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของนักลงทุนต่างชาติลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงจากสินทรัพย์อินโดนีเซีย และย้ายเงินไปยังตลาดที่มองว่ามีเสถียรภาพมากกว่า
MSCI เตือนปัญหาเชิงโครงสร้างตลาดทุน
นอกจากปัจจัยด้านนโยบายแล้ว อินโดนีเซียยังเผชิญคำเตือนจาก MSCI เกี่ยวกับโครงสร้างตลาดทุนภายในประเทศ ประเด็นที่ถูกจับตา ได้แก่ ปัญหาสภาพคล่องของตลาด การกำกับดูแลกิจการ การกระจุกตัวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่
นักลงทุนกังวลว่า หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจส่งผลต่อสถานะของอินโดนีเซียในดัชนีตลาดเกิดใหม่ในอนาคต ซึ่งอาจกระทบต่อการไหลเข้าของเงินลงทุนจากกองทุนทั่วโลก
ทำไมวิกฤตอินโดนีเซียจึงสำคัญต่ออาเซียน?
อินโดนีเซียไม่ใช่เศรษฐกิจขนาดเล็ก ด้วยมูลค่าเศรษฐกิจมากกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อินโดนีเซียเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน คิดเป็นเกือบ 40% ของ GDP ทั้งภูมิภาค ดังนั้น หากเศรษฐกิจอินโดนีเซียเผชิญปัญหารุนแรง ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในประเทศ แต่สามารถส่งผลต่อกระแสเงินทุน การค้า การลงทุน และความเชื่อมั่นของทั้งภูมิภาคได้
สรุปข่าว
เงินไหลออกไม่หยุด! "อินโดนีเซีย" วิกฤตแค่ไหน? ยักษ์ใหญ่แห่งอาเซียนเสี่ยงล้มหรือยัง?
บทเรียนสำคัญที่ไทยควรเรียนรู้จากกรณีอินโดนีเซีย
หากพูดถึงประเทศที่ถูกจับตามองมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อของ “อินโดนีเซีย” ย่อมอยู่ในอันดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยประชากรมากกว่า 280 ล้านคน ซึ่งมากที่สุดในอาเซียนและติดอันดับ 4 ของโลก อินโดนีเซียถูกมองว่าเป็น “ยักษ์หลับแห่งเอเชีย” ที่กำลังตื่นขึ้น ด้วยขนาดตลาดมหาศาล ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของโลก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกต่างมองอินโดนีเซียในฐานะดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของภูมิภาค จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง การรักษาวินัยทางการคลัง และการเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติ
ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ประเทศได้รับคำชื่นชมจากทั้งสถาบันการเงินและนักลงทุนต่างชาติ จนหลายสำนักวิเคราะห์ประเมินว่า อินโดนีเซียมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า แต่ในปี 2569 ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
จากดาวรุ่งอาเซียน สู่วันที่ตลาดเริ่มหมดความเชื่อมั่น
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับอินโดนีเซียในวันนี้ ไม่ได้สะท้อนผ่านตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนผ่านสิ่งที่ตลาดการเงินให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือ “ความเชื่อมั่น” หลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เมื่อเดือนตุลาคม 2567 รัฐบาลชุดใหม่ประกาศเป้าหมายเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจให้แตะระดับ 8% ต่อปี พร้อมผลักดันโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก
หนึ่งในนโยบายที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือโครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับนักเรียนทั่วประเทศ รวมถึงการขยายบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ และการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ "Danantara" เพื่อเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
แม้นโยบายเหล่านี้จะสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามถึงภาระทางการคลังในระยะยาว
คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะสามารถรักษาวินัยการคลังได้หรือไม่ หากต้องแบกรับโครงการขนาดใหญ่หลายด้านพร้อมกัน
การลดบทบาท “ศรีมุลยานี” จุดเปลี่ยนสำคัญที่ตลาดจับตา
อีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อนักลงทุน คือการลดบทบาทของ ศรี มุลยานี อินทราวาตี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือที่สุดในเอเชีย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชื่อของศรีมุลยานีเปรียบเสมือน “หลักประกัน” ด้านวินัยการคลังของอินโดนีเซีย
เมื่อบทบาทของบุคคลที่ตลาดเชื่อมั่นลดลง ความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในอนาคตจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย สำหรับนักลงทุนทั่วโลก บางครั้งการเปลี่ยนแปลงบุคคลสำคัญทางเศรษฐกิจอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจเสียอีก
ค่าเงินรูเปียห์อ่อนหนัก สะท้อนแรงกดดันจากตลาด
สัญญาณที่เห็นชัดที่สุดของความกังวลที่เกิดขึ้น คือการอ่อนค่าของเงินรูเปียห์ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติสะท้อนว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงใหม่เกี่ยวกับอนาคตเศรษฐกิจอินโดนีเซีย
แม้ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะพยายามดูแลเสถียรภาพค่าเงินผ่านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและเข้าแทรกแซงตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่แรงกดดันยังคงอยู่ นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายในระยะยาว
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียติดกลุ่มผลตอบแทนแย่ที่สุดของโลก
นอกจากค่าเงินแล้ว ตลาดหุ้นอินโดนีเซียก็เผชิญแรงขายอย่างหนักเช่นกัน ดัชนี Jakarta Composite Index ปรับตัวลดลงมากกว่า 30% ตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดในโลกในปีนี้
ความกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นหลังรัฐสภาผ่านกฎหมายที่ขยายบทบาทการกำกับดูแลธนาคารกลาง และเปิดทางให้ฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาติดตามการดำเนินงานได้มากขึ้น
นักลงทุนจำนวนหนึ่งมองว่ากฎหมายดังกล่าวอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาดทุน
ปัจจัยภายนอกซ้ำเติม วิกฤตราคาน้ำมันกดดันเศรษฐกิจ
ในขณะที่ปัจจัยภายในประเทศกำลังสร้างแรงกดดัน ปัจจัยภายนอกก็เข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาคือ อินโดนีเซียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ดังนั้นเมื่อน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าพลังงานก็เพิ่มขึ้นทันที ส่งผลกระทบต่อดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด และภาระงบประมาณภาครัฐ หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ค่าเงินรูเปียห์อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการขาดดุลภายนอกที่เพิ่มขึ้น
ต่างชาติเทขายพันธบัตรหนักสุดในรอบหลายปี
อีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อนความกังวลของนักลงทุน คือการไหลออกของเงินทุนจากตลาดพันธบัตร นักลงทุนต่างชาติขายพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียออกไปแล้วกว่า 86 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ผลที่ตามมาคือ สัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของนักลงทุนต่างชาติลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงจากสินทรัพย์อินโดนีเซีย และย้ายเงินไปยังตลาดที่มองว่ามีเสถียรภาพมากกว่า
MSCI เตือนปัญหาเชิงโครงสร้างตลาดทุน
นอกจากปัจจัยด้านนโยบายแล้ว อินโดนีเซียยังเผชิญคำเตือนจาก MSCI เกี่ยวกับโครงสร้างตลาดทุนภายในประเทศ ประเด็นที่ถูกจับตา ได้แก่ ปัญหาสภาพคล่องของตลาด การกำกับดูแลกิจการ การกระจุกตัวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่
นักลงทุนกังวลว่า หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจส่งผลต่อสถานะของอินโดนีเซียในดัชนีตลาดเกิดใหม่ในอนาคต ซึ่งอาจกระทบต่อการไหลเข้าของเงินลงทุนจากกองทุนทั่วโลก
ทำไมวิกฤตอินโดนีเซียจึงสำคัญต่ออาเซียน?
อินโดนีเซียไม่ใช่เศรษฐกิจขนาดเล็ก ด้วยมูลค่าเศรษฐกิจมากกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อินโดนีเซียเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน คิดเป็นเกือบ 40% ของ GDP ทั้งภูมิภาค ดังนั้น หากเศรษฐกิจอินโดนีเซียเผชิญปัญหารุนแรง ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในประเทศ แต่สามารถส่งผลต่อกระแสเงินทุน การค้า การลงทุน และความเชื่อมั่นของทั้งภูมิภาคได้
อินโดนีเซีย เผชิญ “Perfect Storm” พายุเศรษฐกิจหลายลูกที่เกิดพร้อมกัน
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มองว่า อินโดนีเซียกำลังเผชิญภาวะ “Perfect Storm” หรือพายุเศรษฐกิจหลายลูกที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
1. ภาระประชานิยมและการอุดหนุนขนาดใหญ่
รัฐบาลต้องแบกรับต้นทุนจากการตรึงราคาพลังงาน ขณะที่ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น พร้อมกับโครงการใช้จ่ายขนาดใหญ่ เช่น อุดหนุนพลังงาน อุดหนุนค่าไฟฟ้า โครงการอาหารกลางวันฟรี สิ่งเหล่านี้เพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังในระยะยาว
2. ติดกับดัก Impossible Trinity
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ประเทศหนึ่งไม่สามารถมีทั้ง 3 สิ่งพร้อมกันได้อย่างสมบูรณ์ ได้แก่ เงินทุนไหลเข้าอย่างเสรี ค่าเงินมีเสถียรภาพ ดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อเงินทุนเริ่มไหลออก รัฐบาลและธนาคารกลางจึงต้องเลือกระหว่างการรักษาค่าเงินหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ
3. ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย
การจัดตั้ง Danantara และการเพิ่มบทบาทภาครัฐในเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนบางส่วนกังวลเรื่อง การแทรกแซงของรัฐ ความโปร่งใสในการบริหาร ธรรมาภิบาล
และความต่อเนื่องของนโยบาย
ไทยควรเรียนรู้อะไรจากกรณีอินโดนีเซีย?
แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังมีจุดแข็งหลายด้านเหนือกว่าอินโดนีเซีย ทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่า และระบบการเงินที่มีเสถียรภาพมากกว่า แต่บทเรียนสำคัญจากกรณีอินโดนีเซีย คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็นสิ่งที่เปราะบางอย่างยิ่ง
การใช้นโยบายประชานิยมที่สร้างภาระระยะยาว การขาดวินัยทางการคลัง การเปลี่ยนแปลงกติกาทางเศรษฐกิจบ่อยครั้ง หรือการสร้างความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ล้วนสามารถบั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาดได้ สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญที่สุด ไม่ใช่เพียงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือ Trust – Confidence – Stability หรือ ความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจใช้เวลาสร้างนานหลายสิบปี แต่สามารถสูญเสียได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
บทสรุป
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังคงขยายตัว และไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ตลาดการเงินกลับส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า “ความเชื่อมั่น” กำลังถูกทดสอบ ค่าเงินอ่อน หุ้นร่วง เงินทุนไหลออก และแรงกดดันจากนโยบายภาครัฐ กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจอินโดนีเซียในรอบหลายปี
สำหรับอาเซียนและประเทศไทย เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะหากยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจของภูมิภาคสะดุด ผลกระทบย่อมส่งผ่านมาถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และนี่คือเหตุผลที่ทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่า อินโดนีเซียจะสามารถกู้คืนความเชื่อมั่นกลับมาได้หรือไม่ ก่อนที่วิกฤตศรัทธาจะลุกลามกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่านี้ในอนาคต
- ระวังยักษ์ล้ม? วิกฤตความเชื่อมั่น "อินโดนีเซีย" เงินไหลออกประเทศไม่หยุด
- "อินโดนีเซีย"ขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 สกัดเงินอ่อน
- ค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียทรุดหนัก ทุบสถิติ หวั่นดันเงินเฟ้อพุ่งสูง
- ทุนสำรอง"อินโดนีเซีย" ลดลงต่อเนื่องเดือนที่ 5
- เสี่ยงหนัก! "เวียดนาม" ขาดดุลการค้าพุ่งสูงสุด 5,210 ล้านดอลลาร์
- "เงินหยวน" ขึ้นแท่นหลุมหลบภัยเอเชีย หนีเสี่ยงสงคราม
- งานวิจัยเฟด เผย "คนอเมริกัน" อดมื้อกินมื้อ พุ่งขึ้น 2.5 เท่า ในเวลาไม่ถึง 6 ปี
- AI เปลี่ยนร้านโชห่วย! “นกกระซิบ” วิเคราะห์ยอดขาย เช็กราคาหมู คำนวณกำไร ช่วยขอสินเชื่อได้
ที่มาข้อมูล : Bloomberg Intelligence, Reuters, MSCI, ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
ที่มารูปภาพ : Gemini 3 GPT Image
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
