คลังขึ้นภาษี EV นำเข้า 35% บีบตั้งโรงงานในไทย จ่อใช้เกณฑ์ชิ้นส่วน MIT ปี 2029

Share on Line Share on Facebook Share on X
คลังขึ้นภาษี EV นำเข้า 35% บีบตั้งโรงงานในไทย จ่อใช้เกณฑ์ชิ้นส่วน MIT ปี 2029

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า หลังจากประสบความสำเร็จในบันไดขั้นแรกผ่านมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ดึงดูดให้ค่ายรถยนต์ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยแล้วราว 8 โรงงาน 




สรุปข่าว

คลังกางแผนดันไทยศูนย์กลาง EV หลังครม. ไฟเขียวขึ้นภาษีรถไฟฟ้านำเข้า ร้อยละ 35 บีบตั้งโรงงานในประเทศ จ่อคลอดเกณฑ์ชิ้นส่วน "MIT" ภายใน 3 ปี

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่า หลังจากประสบความสำเร็จในบันไดขั้นแรกผ่านมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ดึงดูดให้ค่ายรถยนต์ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยแล้วราว 8 โรงงาน 




คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา จึงเห็นชอบปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าทั้งคันจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 35 (เทียบเท่าการเก็บภาษีจริงถึง ร้อยละ 49 ของราคา) เพื่อสร้างกำแพงภาษีบีบให้ค่ายรถยนต์นำเข้าตัดสินใจเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย ล่าสุดมีค่ายรถยนต์รายที่ 9 และ 10 เริ่มติดต่อเข้าพบเพื่อหารือเรื่องการตั้งโรงงานเรียบร้อยแล้ว


สำหรับบันไดขั้นที่ 3 ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2029 กรมสรรพสามิตจะนำเกณฑ์การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) รูปแบบใหม่ หรือ "Made in Thailand" (MIT) มาบังคับใช้ โดยเปลี่ยนจากวิธีคำนวณต้นทุนทางบัญชีหรือค่าน้ำค่าไฟแบบเดิม มาเป็นการตรวจสอบชิ้นส่วนเชิงประจักษ์จริง เช่น เบาะ ประตู หรือยาง ที่ผลิตในประเทศ 


เพื่อส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในไทยอย่างแท้จริง ซึ่งได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการจัดทำรายการชิ้นส่วนเป็นเวลา 3 ปี



นอกจากนี้ โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในอนาคตจะถูกปรับให้อยู่ใน 3 อัตราหลัก ได้แก่ อัตราต่ำสุด ร้อยละ 10  สำหรับผู้ผลิตที่มีโรงงานในไทยและใช้ชิ้นส่วนในประเทศครบถ้วนตามเกณฑ์ MIT อัตรากลางร้อยละ 15 หรือร้อยละ 20 


สำหรับผู้ผลิตที่มีโรงงานในไทย แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ MIT ได้ครบถ้วน ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาอัตราที่เหมาะสม และอัตราสูงสุด ร้อยละ 35 สำหรับรถยนต์ที่นำเข้ามาขายทั้งคัน


ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การเพิ่มรายได้ภาษีของรัฐบาล แต่เพื่อดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้มแข็ง ส่งเสริมให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับ เทียร์ 2 และ เทียร์ 3 


เติบโตไปพร้อมกัน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในระยะยาว ทั้งด้านบริการหลังการขาย อะไหล่ซ่อมบำรุง และทำให้เบี้ยประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าปรับเข้าสู่ภาวะปกติ

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN