ทางรอดค่ายรถจีน? BYD เร่งเครื่องยึดตลาดโลก เป้าส่งออกต่างประเทศ 2,500,000 คัน
BYD ตั้งเป้าส่งออก 2.5 ล้านคัน โต 55 เท่า! ค่ายจีนรุกยึดตลาดโลก
BYD ตั้งเป้ายอดขายรถยนต์นอกจีนมากกว่า 2.5 ล้านคันในปี 2570 หลังจากเมื่อ 5 ปีก่อน มียอดขายต่างประเทศเพียงประมาณ 45,000 คัน หากทำได้ตามเป้า จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 55 เท่า สะท้อนการเร่งขยายธุรกิจจากผู้ผลิตรถยนต์จีน สู่ผู้เล่นระดับโลก ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรงขึ้น
จาก 45,000 คัน สู่เป้าหมาย 2.5 ล้านคัน
รายงานของ Bloomberg ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Deutsche Bank Research ระบุว่า BYD ตั้งเป้ายอดขายรถยนต์นอกจีนมากกว่า 2.5 ล้านคันในปี 2570 โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากการประชุมนักลงทุนของบริษัท
เป้าหมายนี้ถือเป็นการขยับธุรกิจครั้งใหญ่ เพราะในปี 2569 BYD เพิ่งยกระดับเป้ายอดขายต่างประเทศขึ้นมาอยู่ที่ 1.9–2 ล้านคัน จากเป้าเดิม 1.5 ล้านคัน แต่ในปี 2570 บริษัทต้องการเพิ่มยอดขายให้ทะลุ 2.5 ล้านคัน
นั่นหมายความว่า BYD ไม่ได้มองตลาดต่างประเทศเป็นเพียงพื้นที่สำหรับเพิ่มยอดขายอีกต่อไป แต่กำลังวางตลาดโลกให้เป็นเครื่องยนต์หลักของธุรกิจ
ย้อนดูตัวเลขในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าการขยายตลาดต่างประเทศของ BYD เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ปี 2565 ขายรถนอกจีนประมาณ 45,000 คัน
- ปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 240,000 คัน
- ปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 417,000 คัน
- ปี 2568 ยอดขายต่างประเทศทะลุ 1 ล้านคัน
- ล่าสุด 8 เดือนแรกของปี 2569 ขายต่างประเทศแล้วประมาณ 1.16 ล้านคัน
เฉพาะเดือนสิงหาคม 2569 BYD ขายรถยนต์ในตลาดต่างประเทศได้เกือบ 190,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 134% จากปีก่อน และคิดเป็นประมาณ 43% ของยอดขายทั้งหมดในเดือนนั้น
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า BYD กำลังขยายตลาดนอกจีนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดในประเทศเริ่มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
ตลาดจีนชะลอ ต่างประเทศกลายเป็นทางออก
ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ยอดขายในประเทศของ BYD ลดลงมากกว่า 30% ขณะที่ยอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 86% นี่คือจุดที่ต้องจับตา เพราะ BYD กำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาตลาดจีน ไปสู่การขยายธุรกิจทั่วโลกอย่างจริงจัง
แล้วเป้าหมาย 2.5 ล้านคัน ใหญ่แค่ไหน?
หากคิดเฉลี่ยตลอดทั้งปี BYD ต้องขายรถนอกจีนประมาณ 208,000 คันต่อเดือน หรือราว 6,800 คันต่อวัน พูดง่าย ๆ คือ ทุก ๆ ชั่วโมงต้องมีรถ BYD ถูกส่งไปขายในตลาดต่างประเทศประมาณ 280 คัน ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการผลิตรถให้ได้มากขึ้น แต่เป็นโจทย์ใหญ่ด้านระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเรือขนส่งรถยนต์ ท่าเรือ คลังสินค้า โชว์รูม ดีลเลอร์ ศูนย์บริการ อะไหล่ แบตเตอรี่ โรงงาน และสถานีชาร์จ
หากยอดขายเพิ่มขึ้นหลายล้านคัน แต่ยังผลิตรถทั้งหมดในจีนแล้วส่งออกไปทั่วโลก ระบบขนส่งก็อาจกลายเป็นคอขวดได้
BYD เคยระบุว่าข้อจำกัดด้านการขนส่งส่งผลให้การส่งออกรถในช่วงต้นปีทำได้ไม่เต็มศักยภาพ บริษัทจึงต้องเพิ่มเรือขนส่งรถยนต์โดยเฉพาะ เพื่อรองรับการขยายตลาด
แต่การเพิ่มเรือเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อีกแนวทางสำคัญคือการเข้าไปสร้างโรงงานใกล้ตลาดเป้าหมาย ปัจจุบัน BYD เริ่มผลิตรถในอินโดนีเซียแล้ว ขณะที่บราซิลกำลังเพิ่มกำลังการผลิตไปสู่ประมาณ 300,000 คันต่อปี ส่วนโรงงานในฮังการีคาดว่าจะเริ่มประกอบรถได้ช่วงปลายปี 2569
สรุปข่าว
BYD ตั้งเป้าส่งออก 2.5 ล้านคัน โต 55 เท่า! ค่ายจีนรุกยึดตลาดโลก
BYD ตั้งเป้ายอดขายรถยนต์นอกจีนมากกว่า 2.5 ล้านคันในปี 2570 หลังจากเมื่อ 5 ปีก่อน มียอดขายต่างประเทศเพียงประมาณ 45,000 คัน หากทำได้ตามเป้า จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 55 เท่า สะท้อนการเร่งขยายธุรกิจจากผู้ผลิตรถยนต์จีน สู่ผู้เล่นระดับโลก ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรงขึ้น
จาก 45,000 คัน สู่เป้าหมาย 2.5 ล้านคัน
รายงานของ Bloomberg ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Deutsche Bank Research ระบุว่า BYD ตั้งเป้ายอดขายรถยนต์นอกจีนมากกว่า 2.5 ล้านคันในปี 2570 โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากการประชุมนักลงทุนของบริษัท
เป้าหมายนี้ถือเป็นการขยับธุรกิจครั้งใหญ่ เพราะในปี 2569 BYD เพิ่งยกระดับเป้ายอดขายต่างประเทศขึ้นมาอยู่ที่ 1.9–2 ล้านคัน จากเป้าเดิม 1.5 ล้านคัน แต่ในปี 2570 บริษัทต้องการเพิ่มยอดขายให้ทะลุ 2.5 ล้านคัน
นั่นหมายความว่า BYD ไม่ได้มองตลาดต่างประเทศเป็นเพียงพื้นที่สำหรับเพิ่มยอดขายอีกต่อไป แต่กำลังวางตลาดโลกให้เป็นเครื่องยนต์หลักของธุรกิจ
ย้อนดูตัวเลขในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าการขยายตลาดต่างประเทศของ BYD เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ปี 2565 ขายรถนอกจีนประมาณ 45,000 คัน
- ปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 240,000 คัน
- ปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 417,000 คัน
- ปี 2568 ยอดขายต่างประเทศทะลุ 1 ล้านคัน
- ล่าสุด 8 เดือนแรกของปี 2569 ขายต่างประเทศแล้วประมาณ 1.16 ล้านคัน
เฉพาะเดือนสิงหาคม 2569 BYD ขายรถยนต์ในตลาดต่างประเทศได้เกือบ 190,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 134% จากปีก่อน และคิดเป็นประมาณ 43% ของยอดขายทั้งหมดในเดือนนั้น
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า BYD กำลังขยายตลาดนอกจีนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดในประเทศเริ่มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
ตลาดจีนชะลอ ต่างประเทศกลายเป็นทางออก
ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ยอดขายในประเทศของ BYD ลดลงมากกว่า 30% ขณะที่ยอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 86% นี่คือจุดที่ต้องจับตา เพราะ BYD กำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาตลาดจีน ไปสู่การขยายธุรกิจทั่วโลกอย่างจริงจัง
แล้วเป้าหมาย 2.5 ล้านคัน ใหญ่แค่ไหน?
หากคิดเฉลี่ยตลอดทั้งปี BYD ต้องขายรถนอกจีนประมาณ 208,000 คันต่อเดือน หรือราว 6,800 คันต่อวัน พูดง่าย ๆ คือ ทุก ๆ ชั่วโมงต้องมีรถ BYD ถูกส่งไปขายในตลาดต่างประเทศประมาณ 280 คัน ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน
นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการผลิตรถให้ได้มากขึ้น แต่เป็นโจทย์ใหญ่ด้านระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเรือขนส่งรถยนต์ ท่าเรือ คลังสินค้า โชว์รูม ดีลเลอร์ ศูนย์บริการ อะไหล่ แบตเตอรี่ โรงงาน และสถานีชาร์จ
หากยอดขายเพิ่มขึ้นหลายล้านคัน แต่ยังผลิตรถทั้งหมดในจีนแล้วส่งออกไปทั่วโลก ระบบขนส่งก็อาจกลายเป็นคอขวดได้
BYD เคยระบุว่าข้อจำกัดด้านการขนส่งส่งผลให้การส่งออกรถในช่วงต้นปีทำได้ไม่เต็มศักยภาพ บริษัทจึงต้องเพิ่มเรือขนส่งรถยนต์โดยเฉพาะ เพื่อรองรับการขยายตลาด
แต่การเพิ่มเรือเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อีกแนวทางสำคัญคือการเข้าไปสร้างโรงงานใกล้ตลาดเป้าหมาย ปัจจุบัน BYD เริ่มผลิตรถในอินโดนีเซียแล้ว ขณะที่บราซิลกำลังเพิ่มกำลังการผลิตไปสู่ประมาณ 300,000 คันต่อปี ส่วนโรงงานในฮังการีคาดว่าจะเริ่มประกอบรถได้ช่วงปลายปี 2569
จากส่งออกรถ สู่การส่งออกฐานการผลิต
สิ่งที่น่าสนใจคือ ต่อไปเราอาจไม่ได้เห็นเพียงรถยนต์จีนวิ่งอยู่บนถนนในยุโรป แต่จะเห็นรถยนต์จีนที่ผลิตอยู่ในยุโรปด้วย เกมจึงกำลังเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้า ไปสู่การสร้างฐานการผลิตในต่างประเทศ
แน่นอนว่าเส้นทางนี้ไม่ง่าย เพราะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ทั้งโรงงาน บุคลากร ซัพพลายเชน และเครือข่ายบริการหลังการขาย แต่สำหรับ BYD การขยายฐานการผลิตอาจเป็นหนึ่งในทางออกของการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน
ตลาดรถยนต์จีนมีผู้ผลิตจำนวนมาก ทุกค่ายต้องแย่งลูกค้า รถรุ่นใหม่เปิดตัวเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว และที่สำคัญคือการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
สงครามราคาช่วยกระตุ้นยอดขายได้ แต่ก็กดดันกำไรต่อคันของผู้ผลิตด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตลาดต่างประเทศมีความสำคัญมากขึ้น โดย BYD ระบุว่าธุรกิจต่างประเทศสามารถทำกำไรได้ประมาณ 20,000 หยวน หรือเกือบ 3,000 ดอลลาร์ต่อรถหนึ่งคัน แม้บริษัทจะต้องลงทุนเพิ่มในเครือข่ายขายและโรงงานต่างประเทศก็ตาม
รถจีนกำลังเปลี่ยนตลาดโลก
BYD ไม่ใช่บริษัทเดียวที่เร่งขยายตลาดต่างประเทศ เพราะภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์จีนกำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน
ข้อมูลล่าสุดในเดือนสิงหาคมระบุว่า การส่งออกรถยนต์นั่งของจีนเพิ่มขึ้น 77.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งในประเทศลดลง 23.7% และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11
ภาพนี้สะท้อนว่า รถยนต์จีนไม่ได้หายไปจากตลาด แต่กำลังเปลี่ยนสนามแข่งขัน จากการขายให้คนจีน ไปสู่การขายให้คนทั้งโลก
แล้วโลกจะเจออะไรจากการขยายตัวครั้งนี้?
สิ่งแรกที่ผู้ซื้อรถอาจได้เห็น คือการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น เมื่อรถยนต์จีนเข้าสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น แบรนด์ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป และอเมริกา ก็ต้องเร่งปรับตัว ทั้งการลดราคา เพิ่มอุปกรณ์ พัฒนาเทคโนโลยี และเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ให้เร็วขึ้น
ผู้บริโภคอาจมีทางเลือกมากขึ้น และได้เห็นรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้นในราคาที่แข่งขันกันมากขึ้น แต่ในอีกด้าน ผู้ผลิตรถยนต์เดิมก็ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เพราะการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครขายถูกกว่า
ยังต้องแข่งกันเรื่องแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบช่วยขับ ต้นทุนการผลิต ซัพพลายเชน และความเร็วในการพัฒนารถรุ่นใหม่
ไทยอยู่ตรงไหนในเกม BYD บุกโลก?
สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะไทยอยู่ในภูมิภาคเดียวกับตลาดที่รถยนต์จีนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค
การตั้งเป้าส่งออก 2.5 ล้านคันของ BYD จึงมีทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับไทย
โอกาสคือ หากไทยสามารถดึงดูดโรงงานและการลงทุนเข้ามาได้ ก็อาจเกิดการลงทุนใหม่ การจ้างงาน การขยายตัวของซัพพลายเออร์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และบริการใหม่ ๆ
แต่ความท้าทายคือ หากไทยทำได้เพียงเป็นตลาดขายรถ เงินก้อนใหญ่จากการผลิต เทคโนโลยี และซัพพลายเชนอาจไม่ได้เข้ามาอยู่ในประเทศมากพอ
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า
“ไทยจะขาย BYD ได้กี่คัน?”
แต่คือ...
“ไทยจะผลิตอะไรให้ BYD และอุตสาหกรรมรถยนต์จีนได้บ้าง?”
โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังเป้าหมาย 2.5 ล้านคัน
สิ่งที่น่าจับตากว่าตัวเลข 2.5 ล้านคัน คือโครงสร้างธุรกิจที่ BYD กำลังสร้างขึ้นเพื่อรองรับเป้าหมายนี้
ทั้งโรงงานในต่างประเทศ กองเรือขนส่ง เครือข่ายขาย ศูนย์บริการ แบตเตอรี่ และสถานีชาร์จ
นอกจากนี้ BYD ยังตั้งเป้าขยายเครือข่ายสถานีชาร์จความเร็วสูงทั่วโลกให้ได้รวม 90,000 แห่งภายในสิ้นปี 2571 รวมถึงประมาณ 6,000 แห่งในต่างประเทศ
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า BYD ไม่ได้กำลังเตรียมตัวแค่เพื่อขายรถเพิ่ม แต่กำลังสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่รองรับการเติบโตในระดับโลก
หากทำได้ตามเป้า การขยายตัวครั้งนี้อาจเปลี่ยนบทบาทของ BYD จากผู้ผลิตรถยนต์จีนที่เร่งส่งออก สู่บริษัทระดับโลกที่มีทั้งฐานการผลิต เครือข่ายการขาย และโครงสร้างพื้นฐานของตัวเองในหลายประเทศ
บทสรุป
BYD ตั้งเป้าขายรถยนต์นอกจีนมากกว่า 2.5 ล้านคันในปี 2570 จากยอดขายต่างประเทศเพียงประมาณ 45,000 คันในปี 2565 สะท้อนการขยายตัวที่รวดเร็ว ท่ามกลางตลาดรถยนต์จีนที่แข่งขันกันรุนแรง
การบุกตลาดโลกครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแค่กลยุทธ์ของ BYD แต่ยังส่งผลต่อทิศทางอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก เพราะรถยนต์จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญของผู้ผลิตจากหลายประเทศ
แล้ว BYD จะทำได้ตามเป้าหรือไม่? คนไทยจะเลือกซื้อรถยนต์แบรนด์จีนมากขึ้นแค่ไหน? และไทยจะได้ประโยชน์จากการขยายตัวครั้งนี้ในฐานะตลาด หรือสามารถก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตและซัพพลายเชนสำคัญได้ด้วย?
- "BYD" เป้าส่งออก 2.5 ล้านคัน พุ่ง 55 เท่า! ค่ายจีนรุกยึดตลาดโลก
- "นวดไทย" จะโกยเงินโลก? โอกาสครั้งสำคัญ รับเทรนด์สุขภาพ
- จับตาสงคราม "อีคอมเมิร์ซจีน" ยุคใหม่ ส่งสินค้าใน 1 ชั่วโมง
- ขนทองหนีจากสหรัฐฯ? "เนเธอร์แลนด์" เร่งย้ายทอง 86 ตัน หวั่นวิกฤตโลก
- หนี่เสี่ยงโลก!? "เนเธอร์แลนด์" ย้ายทองคำสำรอง จากสหรัฐฯ-แคนาดา เก็บลอนดอน
ที่มาข้อมูล : Reuters, Bloomberg, Deutsche Bank Research, CnEVPost, Business Times, IEA, European Commission
ที่มารูปภาพ : OpenAI
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
