"ทรัมป์" ชี้ลวงโลก ถ้าชะลอ AI จีนแซงอเมริกาแน่

Share on Line Share on Facebook Share on X

หลังผู้นำระดับสูงในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ว่าจะเป็น Dario Amodei (ดาริโอ อโมเดอี) ซีอีโอของ Anthropic (แอนโธรปิค), Sam Altman (แซม อัลต์แมน) จาก OpenAI (โอเพ่นเอไอ) และ Elon Musk (อีลอน มัสก์) จาก SpaceXAI (สเปซเอ็กซ์เอไอ) ออกมาแสดงความกังวลต่อความก้าวหน้าของ เอไอ ที่อาจจะก้าวล้ำเกินควบคุมได้ 

และเรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนา รวมถึงเสนอให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมดูแลมากขึ้น

ก็ได้มีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายตามมา รวมถึงปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social แพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ของตนเอง ซึ่งข้อความส่วนหนึ่งระบุว่า 

"เมื่อพูดถึง AI ในประวัติศาสตร์ธุรกิจ เคยมีบริษัทไหนบ้างที่เรียกร้องให้ชะลอความเร็วลง ในช่วงที่ธุรกิจกำลังไปได้ดี? นี่มันเป็นเรื่องหลอกลวง 

กำลังมีการสมคบคิดที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับ AI และศูนย์ข้อมูล และผู้เดียวที่มีความสุขกับเรื่องนี้ก็คือจีน... ใครก็ตามที่ชนะในศึก AI คนนั้นก็คือผู้ชนะ"

สรุปข่าว

ปฎิกิริยาตอบโต้จากประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อข้อเรียกของบรรดาผู้นำระดับสูงในอุตสาหกรรม AI ค่อนข้างรุนแรง มองว่าเป็นแค่การหลอกลวง ซึ่งแสดงออกชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยต่อการลดความเร็วในการพัฒนา AI และเชื่อจะเป็นการเปิดทางให้คู่แข่งสำคัญอย่างจีน แซงหน้าไปได้

หลังผู้นำระดับสูงในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ว่าจะเป็น Dario Amodei (ดาริโอ อโมเดอี) ซีอีโอของ Anthropic (แอนโธรปิค), Sam Altman (แซม อัลต์แมน) จาก OpenAI (โอเพ่นเอไอ) และ Elon Musk (อีลอน มัสก์) จาก SpaceXAI (สเปซเอ็กซ์เอไอ) ออกมาแสดงความกังวลต่อความก้าวหน้าของ เอไอ ที่อาจจะก้าวล้ำเกินควบคุมได้ 

และเรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนา รวมถึงเสนอให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมดูแลมากขึ้น

ก็ได้มีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายตามมา รวมถึงปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social แพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ของตนเอง ซึ่งข้อความส่วนหนึ่งระบุว่า 

"เมื่อพูดถึง AI ในประวัติศาสตร์ธุรกิจ เคยมีบริษัทไหนบ้างที่เรียกร้องให้ชะลอความเร็วลง ในช่วงที่ธุรกิจกำลังไปได้ดี? นี่มันเป็นเรื่องหลอกลวง 

กำลังมีการสมคบคิดที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับ AI และศูนย์ข้อมูล และผู้เดียวที่มีความสุขกับเรื่องนี้ก็คือจีน... ใครก็ตามที่ชนะในศึก AI คนนั้นก็คือผู้ชนะ"

และเขียนด้วยว่า "กลไกคุ้มครอง หรือเกราะป้องกันเพียงอย่างเดียวที่จำเป็น คือการมีประธานาธิบดีที่แข็งแกร่งและฉลาด (ไอคิวสูง!) และสหรัฐอเมริกาก็มีคุณสมบัติเหล่านี้อย่างเหลือเฟือ"

นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังเจาะจงเป็นพิเศษว่า รัฐบาลของเขาได้เข้าขัดขวางบริษัท เอไอ อย่าง แอนโธรปิค ไม่ให้ทำเรื่องไม่ดี หรือเรื่องที่อาจจะส่งผลเสีย ไปเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งที่ผ่านมา แอนโธรปิค มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยราบรื่นนักกับรัฐบาลทรัมป์ โดยกระทรวงกลาโหมพยายามตีตราว่าบริษัทเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคง และรัฐบาลได้ออกคำสั่งห้ามใช้โมเดลขั้นสูงรุ่นหนึ่งของบริษัท เป็นการชั่วคราว

ส่วน Mike Johnson (ไมค์ จอห์นสัน) ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าว โดยคาดการณ์ว่า ทรัมป์ จะพบกับผู้บริหารบริษัท AI ภายในสัปดาห์นี้ หรือช่วงต้นสัปดาห์หน้า โดยการประชุมจะมุ่งเน้นไปที่ความรับผิดชอบของบริษัทต่าง ๆ ในการรักษาความปลอดภัยของเทคโนโลยี และบทบาทของรัฐบาลที่ควรเข้ามามีส่วนร่วม

ขณะที่ JD Vance (เจดี แวนซ) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับเรื่องที่บริษัทเอไอระดับแนวหน้าจำนวนมาก กำลังเข้ามาหารัฐบาลและขอร้องให้รัฐบาลกำกับดูแลพวกเขา 

ด้าน Jensen Huang (เจนเซน หวง) ซีอีโอ Nvidia กล่าวถึงความกังวลด้านความปลอดภัยของ เอไอ ระหว่างการร่วมงาน All-In Summit ที่นครลอสแอนเจลิส เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 

โดยกล่าวว่า "หากพวกเขารู้สึกว่าบริษัทของตนกำลังควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ ก็มีวิธีการมากมายที่จะสามารถทำได้ ทั้งการหยุดชั่วคราว การกำหนดจังหวะการพัฒนา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมาตรการโดยสมัครใจที่บริษัทต่างๆ สามารถดำเนินการได้เอง" 

อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศ รวมถึงรอยเตอร์ส รายงานด้วยว่า หวง ได้รับโทรศัพท์จากประธานาธิบดี ทรัมป์ และเปิดลำโพงให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับฟัง โดยทรัมป์พูดคุยเป็นเวลาประมาณ 5 นาที

ซึ่งทรัมป์ กล่าวว่า ดาต้า เซ็นเตอร์ (ศูนย์ข้อมูล) มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา เอไอ และสามารถสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประชาชนและรัฐต่างๆ ได้ จึงเปรียบศูนย์ข้อมูลว่าเป็น น้ำมันแห่งช่วง 20-25 ปีข้างหน้า ซึ่งก็หมายถึงการเป็นทรัพยากรสำคัญที่จะมีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาเทคโนโลยีในช่วง 20-25 ปีต่อจากนี้ เช่นเดียวกันความสำคัญของน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา

และกล่าวด้วยว่า ผู้วิพากษ์วิจารณ์การพัฒนา เอไอ กำลังเข้าทางผู้คนจำนวนมากที่ไม่ต้องการเห็นการพัฒนา เอไอ เกิดขึ้น และคนเหล่านั้นอาจเป็นนักการเมือง หรืออาจเป็นจีนด้วย และเราจะไม่ปล่อยให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น 

ทั้งนี้ อโมเดอี ซีอีโอ แอนโธรปิค ได้เผยแพร่บทความ เรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา เอไอ ให้ช้าลง ขณะที่ ไมโครซอฟต์ ได้เผยแพร่ประมวลจริยธรรมของตนเอง เมื่อวันจันทร์ เพื่อรับประกันว่ามนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุม เอไอ 

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ มีขึ้นหลังจากพฤติกรรมเตือนภัยหลายครั้งจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้าน เอไอ เกี่ยวกับขีดความสามารถของเทคโนโลยี และเหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผานมา โดยโมเดลของโอเพ่นเอไอ ที่ทำต่อบริษัท Hugging Face

ในบทความ ยังอ้างถึงความสามารถของ เอไอ ที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในการสร้าง เอไอ ยุคถัดไป และเหตุโจมตีทางไซเบอร์ จึงเป็นเหตุผลที่ควรต้องชะลออัตราการพัฒนา 

และเมื่อพิจารณาจากการพัฒนาขีดความสามารถของ เอไอ ที่เร่งตัวขึ้น จึงน่ากังวลว่าในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า เอไอ ดังกล่าว อาจมีความสามารถถึงขั้นเข้ายึดครองอินเทอร์เน็ตได้ทั้งหมด พร้อมเสริมว่า ความเสียหายอาจสูงถึงหลายแสนล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้น หากปราศจากกลไกป้องกันที่จำเป็น 

นอกจากนี้ ยังมีความเห็นจากจีนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งตามรายงานการแปลของ บลูมเบิร์ก ในการแถลงข่าวประจำวันของ Guo Jiakun (กัว เจียคุณ) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน

เมื่อได้รับคำถามเกี่ยวกับข้อกังวลที่ถูกยกขึ้นมาโดยผู้บริหารระดับสูงด้าน เอไอ ซึ่ง กัว กล่าวว่า จีนต้องการให้ทุกฝ่าย ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับ เอไอ ที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และเป็นมิตร 

จากนั้น เขาเตือนว่า การปลุกปั่นให้หวาดกลัว การเผชิญหน้า และการแข่งขันที่มุ่งร้าย จะขัดขวางกระบวนการ การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ในระดับโลก และจะไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย

อย่างไรก็ดี กัว ไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอเรื่องการปรับจังหวะพัฒนาที่เสนอโดย อโมเดอี แต่อย่างใด 

ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ : -