สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย PDP 2026 ในวันที่ 8 กันยายน 2569 หลังใช้เวลาในการจัดทำแผนฉบับใหม่มานานกว่า 2 ปี เพื่อใช้แทน PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยแผนใหม่จะวางทิศทางระบบไฟฟ้าของประเทศยาวไปถึงปี 2050 หรือ พ.ศ.2593
PDP 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงแผนสร้างโรงไฟฟ้า แต่เป็นเข็มทิศการลงทุนของอุตสาหกรรมพลังงานไทยในอีกกว่า 2 ทศวรรษ ท่ามกลางโครงสร้างการใช้ไฟที่กำลังเปลี่ยนจากโรงงาน อาคารและครัวเรือน ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า Data Center เศรษฐกิจดิจิทัล และผู้ใช้ไฟที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้
PDP 2026 เปิดตลาดไฟใหม่ 50,900 MW
ช่วงแรกของร่าง PDP 2026 ระหว่างปี 2569–2580 วางกรอบเพิ่มกำลังผลิตและระบบกักเก็บพลังงานรวมประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ โดยแหล่งพลังงานที่มีสัดส่วนสูงสุดคือพลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ ตามด้วยระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS 14,500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบ Combined Cycle 9,100 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR 300 เมกะวัตต์
ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่า โซลาร์กำลังจะกลายเป็นหัวใจของกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของไทย และเปิดตลาดตั้งแต่ผู้พัฒนาโรงไฟฟ้า ผู้ผลิตและนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ ผู้รับเหมาติดตั้ง ระบบควบคุมไฟฟ้า ไปจนถึงธุรกิจบำรุงรักษา
แต่เมื่อโซลาร์เพิ่มขึ้นมาก ระบบไฟฟ้าก็ต้องมีเครื่องมือรองรับความผันผวนจากช่วงเวลาที่ไม่มีแสงแดด จึงเป็นเหตุผลที่ BESS ถูกวางไว้สูงถึง 14,500 เมกะวัตต์ เปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ผลิตแบตเตอรี่ ผู้ประกอบระบบกักเก็บพลังงาน ซอฟต์แวร์บริหารพลังงาน และผู้รับเหมาระบบไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์นำเข้าที่มีข้อได้เปรียบทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และขนาดการผลิต
ก๊าซฯ ยังจำเป็น SMR เริ่มเข้าระบบไฟฟ้าไทย
แม้ไทยกำลังเร่งเพิ่มพลังงานสะอาด แต่ PDP 2026 ยังวางโรงไฟฟ้าก๊าซ Combined Cycle ไว้ 9,100 เมกะวัตต์ในช่วงแรก เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ
นั่นสะท้อนว่าไทยยังไม่สามารถเปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียนได้ในทันที แต่ต้องมีโรงไฟฟ้าที่สามารถควบคุมกำลังผลิตได้เข้ามารักษาสมดุลของระบบ
ขณะที่ SMR ถูกกำหนดไว้เพียง 300 เมกะวัตต์ในช่วงแรกถึงปี 2580 แต่เมื่อมองตลอดแผนถึงปี 2593 ร่างที่อยู่ระหว่างการพิจารณาวาง SMR ไว้สูงถึงประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ ในแต่ละฉากทัศน์ จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กเริ่มถูกวางไว้ในโครงสร้างไฟฟ้าระยะยาวของไทย แม้ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนทั้งกฎหมาย ความปลอดภัย เทคโนโลยี ต้นทุน และการยอมรับของประชาชน
สรุปข่าว
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย PDP 2026 ในวันที่ 8 กันยายน 2569 หลังใช้เวลาในการจัดทำแผนฉบับใหม่มานานกว่า 2 ปี เพื่อใช้แทน PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยแผนใหม่จะวางทิศทางระบบไฟฟ้าของประเทศยาวไปถึงปี 2050 หรือ พ.ศ.2593
PDP 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงแผนสร้างโรงไฟฟ้า แต่เป็นเข็มทิศการลงทุนของอุตสาหกรรมพลังงานไทยในอีกกว่า 2 ทศวรรษ ท่ามกลางโครงสร้างการใช้ไฟที่กำลังเปลี่ยนจากโรงงาน อาคารและครัวเรือน ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า Data Center เศรษฐกิจดิจิทัล และผู้ใช้ไฟที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้
PDP 2026 เปิดตลาดไฟใหม่ 50,900 MW
ช่วงแรกของร่าง PDP 2026 ระหว่างปี 2569–2580 วางกรอบเพิ่มกำลังผลิตและระบบกักเก็บพลังงานรวมประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ โดยแหล่งพลังงานที่มีสัดส่วนสูงสุดคือพลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ ตามด้วยระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS 14,500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบ Combined Cycle 9,100 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR 300 เมกะวัตต์
ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่า โซลาร์กำลังจะกลายเป็นหัวใจของกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของไทย และเปิดตลาดตั้งแต่ผู้พัฒนาโรงไฟฟ้า ผู้ผลิตและนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ ผู้รับเหมาติดตั้ง ระบบควบคุมไฟฟ้า ไปจนถึงธุรกิจบำรุงรักษา
แต่เมื่อโซลาร์เพิ่มขึ้นมาก ระบบไฟฟ้าก็ต้องมีเครื่องมือรองรับความผันผวนจากช่วงเวลาที่ไม่มีแสงแดด จึงเป็นเหตุผลที่ BESS ถูกวางไว้สูงถึง 14,500 เมกะวัตต์ เปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ผลิตแบตเตอรี่ ผู้ประกอบระบบกักเก็บพลังงาน ซอฟต์แวร์บริหารพลังงาน และผู้รับเหมาระบบไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์นำเข้าที่มีข้อได้เปรียบทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และขนาดการผลิต
ก๊าซฯ ยังจำเป็น SMR เริ่มเข้าระบบไฟฟ้าไทย
แม้ไทยกำลังเร่งเพิ่มพลังงานสะอาด แต่ PDP 2026 ยังวางโรงไฟฟ้าก๊าซ Combined Cycle ไว้ 9,100 เมกะวัตต์ในช่วงแรก เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ
นั่นสะท้อนว่าไทยยังไม่สามารถเปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียนได้ในทันที แต่ต้องมีโรงไฟฟ้าที่สามารถควบคุมกำลังผลิตได้เข้ามารักษาสมดุลของระบบ
ขณะที่ SMR ถูกกำหนดไว้เพียง 300 เมกะวัตต์ในช่วงแรกถึงปี 2580 แต่เมื่อมองตลอดแผนถึงปี 2593 ร่างที่อยู่ระหว่างการพิจารณาวาง SMR ไว้สูงถึงประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ ในแต่ละฉากทัศน์ จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กเริ่มถูกวางไว้ในโครงสร้างไฟฟ้าระยะยาวของไทย แม้ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนทั้งกฎหมาย ความปลอดภัย เทคโนโลยี ต้นทุน และการยอมรับของประชาชน
EV ขึ้นแท่นดีมานด์ไฟใหม่เบอร์ 1
โจทย์ใหญ่ของ PDP 2026 คือการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ โดยประมาณการถึงปี 2593 ระบุว่า ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV จะสร้างความต้องการใช้ไฟเพิ่มประมาณ 91,736 GWh หรือราว 91,736 ล้านหน่วย มากที่สุดในกลุ่ม New Demand
เหตุผลคือพลังงานที่เคยมาจากน้ำมันจะทยอยเปลี่ยนมาเป็นไฟฟ้า ผ่านการชาร์จจากบ้าน สถานีชาร์จ สถานีบริการ และระบบชาร์จของรถเชิงพาณิชย์
การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะผู้ผลิตรถ EV แต่ยังขยายไปถึงแบตเตอรี่ สถานีชาร์จ หม้อแปลง ระบบจำหน่ายไฟฟ้า ซอฟต์แวร์บริหารการชาร์จ และระบบบริหารโหลด
Data Center ใช้ไฟเพิ่มสูงสุดกว่า 55,000 ล้านหน่วย
อีกธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการไฟฟ้าของไทยคือ Data Center ซึ่งร่าง PDP 2026 ประเมินว่าในปี 2593 จะสร้างความต้องการใช้ไฟเพิ่มประมาณ 42,468–55,744 GWh หรือ 42,468–55,744 ล้านหน่วย
Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งสำหรับเซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย และระบบทำความเย็น ทำให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้สร้างโอกาสให้ผู้ผลิตไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน BESS ระบบสำรองไฟ ผู้รับเหมาระบบไฟฟ้า และระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง
ขณะที่ความต้องการไฟจาก EEC อยู่ที่ประมาณ 7,791 GWh รถไฟความเร็วสูง 3,552 GWh รถไฟฟ้า MRT 708 GWh และนิคมอุตสาหกรรมใหม่ 34 GWh รวมประมาณ 12,085 GWh
เมื่อเทียบกันแล้ว EV และ Data Center จะกลายเป็นดีมานด์ไฟฟ้าก้อนใหญ่กว่ากลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้หลายเท่า สะท้อนว่าระบบไฟฟ้าไทยกำลังเปลี่ยนจากการรองรับเมืองและอุตสาหกรรมแบบเดิม ไปสู่การรองรับ Electric Mobility และ Digital Economy
ไม่ใช่แค่สร้างโรงไฟฟ้า แต่ต้องลดการใช้ไฟด้วย
อีกด้านหนึ่ง PDP 2026 ไม่ได้แก้โจทย์ความต้องการไฟที่เพิ่มขึ้นด้วยการสร้างโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือ EEP ถูกประเมินว่าจะช่วยลดความต้องการใช้ไฟได้ประมาณ 117,449–149,146 GWh ขณะที่การผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS โดยเฉพาะ Solar Rooftop จะช่วยลดการซื้อไฟจากระบบอีกประมาณ 30,085 GWh
นี่จึงเป็นอีกตลาดขนาดใหญ่สำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ระบบบริหารจัดการพลังงาน โซลาร์รูฟท็อป แบตเตอรี่ Smart Grid และเทคโนโลยีที่ช่วยย้ายช่วงเวลาการใช้ไฟออกจากช่วง Peak
ผู้ใช้ไฟเองก็จะมีบทบาทมากขึ้น จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ซื้อไฟฟ้า ไปสู่การเป็นผู้ผลิตและบริหารพลังงานของตัวเอง
พลังงานสะอาดมุ่ง 65-89% ในปี 2050
เป้าหมายระยะยาวของ PDP 2026 ไม่ได้มีเพียงการผลิตไฟให้เพียงพอ แต่ต้องทำให้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมีคาร์บอนต่ำลงด้วย เพราะหาก EV และ Data Center เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ไฟฟ้ายังมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูง การเปลี่ยนผ่านก็อาจไม่ได้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้เต็มที่
ร่างแผนจึงวางหลายฉากทัศน์สำหรับช่วงปลายแผน โดยมีพลังงานสะอาดอย่างน้อยประมาณ 65% และสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 89% ขึ้นอยู่กับทางเลือกด้านเทคโนโลยี การใช้พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บ และ CCS
ผลที่ตามมาคือการแข่งขันในธุรกิจไฟฟ้าจะไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสร้างโรงไฟฟ้าได้มากที่สุดเท่านั้น แต่จะขยายไปสู่การแข่งขันด้านต้นทุนไฟสะอาด ระบบแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์บริหารพลังงาน Smart Grid และความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
Direct PPA กลายเป็นกุญแจดึง Data Center
อีกกลไกที่มีความสำคัญต่อการลงทุนยุคใหม่คือ Direct PPA หรือการเปิดทางให้ภาคธุรกิจสามารถซื้อไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตโดยตรง โดยอาศัยระบบสายส่งภายใต้หลักเกณฑ์ Third Party Access
กลไกนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อ Data Center และบริษัทข้ามชาติที่มีเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน เพราะนักลงทุนต้องสามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศไทยได้
สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าหมุนเวียน Direct PPA ก็เปิดโอกาสให้มีช่องทางทำสัญญาซื้อขายไฟระยะยาวกับลูกค้าธุรกิจโดยตรงมากขึ้น
ค่าไฟใหม่เริ่มกันยายน ลดเฉลี่ยเหลือ 3.86 บาท
ขณะที่ PDP 2026 เป็นเรื่องระยะยาว สิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ทันทีคือโครงสร้างค่าไฟฟ้าบ้านแบบใหม่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. เห็นชอบให้เริ่มใช้ตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2569
โครงสร้างใหม่กำหนดอัตราก้าวหน้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย โดย 200 หน่วยแรกมีอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยผู้ใช้ไฟปริมาณน้อย ขณะที่ผู้ใช้ไฟมากจะจ่ายเพิ่มตามขั้นของการใช้ไฟ
พร้อมกันนี้มีการปรับโครงสร้างค่าไฟจนทำให้ ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยทุกประเภทลดจาก 3.95 บาท เหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย ตั้งแต่บิลเดือนกันยายน 2569 โดยค่า Ft งวดกันยายน–ธันวาคมอยู่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย
จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ ค่าไฟเฉลี่ย 3.86 บาทต่อหน่วย ไม่ใช่อัตราที่ทุกครัวเรือนนำไปคูณจำนวนหน่วยใช้ไฟโดยตรง เพราะค่าไฟบ้านคิดแบบขั้นบันได และบิลจริงยังขึ้นอยู่กับจำนวนหน่วย ค่า Ft ค่าบริการ และภาษีมูลค่าเพิ่ม
PDP 2026 เปลี่ยนโฉมธุรกิจพลังงานไทย
ภาพใหญ่ของ PDP 2026 จึงไม่ใช่แค่ประเทศไทยต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีกเท่าไร แต่คือ การเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าทั้งระบบ
ด้านหนึ่ง EV และ Data Center กำลังสร้างความต้องการไฟฟ้าก้อนใหม่ อีกด้านหนึ่ง Solar Rooftop และมาตรการประหยัดพลังงานกำลังลดความต้องการซื้อไฟจากระบบ ขณะที่การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนทำให้ไทยต้องลงทุน BESS และโครงข่ายไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
ผู้ที่ได้ประโยชน์จึงไม่ได้มีเฉพาะเจ้าของโรงไฟฟ้า แต่ครอบคลุมผู้ผลิตแผงโซลาร์ แบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ สถานีชาร์จ EV ระบบทำความเย็น Data Center ผู้รับเหมาระบบไฟฟ้า ซอฟต์แวร์บริหารพลังงาน และ Smart Grid
แต่โอกาสทางธุรกิจจะเกิดขึ้นจริงมากน้อยเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับรายละเอียดหลังการรับฟังความคิดเห็นและแผนฉบับสุดท้าย โดยเฉพาะจังหวะการลงทุน หลักเกณฑ์ Direct PPA โครงสร้างค่าไฟ การลงทุนระบบส่ง และเงื่อนไขที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน แทนที่จะกลายเป็นเพียงตลาดรองรับเทคโนโลยีนำเข้า
