
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวบนเวที Main Stage งาน GCNT Expo 2026: From SHOCK To SHIFT - Thailand's Sustainable Transition in a Fractured World ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 โดยกล่าวถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ และความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมย้ำว่าการเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการทุกระดับมีส่วนร่วม
นายเอกนัฏระบุว่า พลังงานเป็นทั้งปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง โดยมากกว่าครึ่งมาจากตะวันออกกลาง รวมถึงต้องนำเข้า LNG เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น การกระจายแหล่งพลังงานและเพิ่มการผลิตภายในประเทศจึงเป็นหนึ่งในแนวทางเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเพิ่มบทบาทของ เชื้อเพลิงชีวภาพ โดยนำผลผลิตทางการเกษตร เช่น อ้อย มาผลิตเอทานอลสำหรับผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง นายเอกนัฏระบุว่า ปัจจุบันมีการผลิตเอทานอลประมาณวันละ 3 ล้านลิตร ขณะที่กำลังการผลิตสามารถเพิ่มได้ถึงประมาณวันละ 6 ล้านลิตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ภาคเกษตร
ด้านการผลิตไฟฟ้า กระทรวงพลังงานเตรียมผลักดันแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ หลังจากแผนเดิมใช้งานมาตั้งแต่ปี 2561 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุว่า แผนใหม่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็นมากกว่า 60% และเพิ่มความหลากหลายของแหล่งผลิต ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ชีวมวล และพลังน้ำ
อีกหนึ่งแนวทางที่นายเอกนัฏให้ความสำคัญคือ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยกล่าวถึงแนวคิดจัดสรรกำลังผลิตประมาณ 5,000-7,000 เมกะวัตต์ สำหรับภาคประชาชน ครอบคลุมมากกว่า 1 ล้านหลังคาเรือน ในระดับประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อหลังคาเรือน พร้อมพัฒนาระบบกลางและเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อบริหารจัดการ คาดการณ์ และติดตามการผลิตไฟฟ้า รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน
สรุปข่าว
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวบนเวที Main Stage งาน GCNT Expo 2026: From SHOCK To SHIFT - Thailand's Sustainable Transition in a Fractured World ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 โดยกล่าวถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ และความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมย้ำว่าการเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการทุกระดับมีส่วนร่วม
นายเอกนัฏระบุว่า พลังงานเป็นทั้งปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง โดยมากกว่าครึ่งมาจากตะวันออกกลาง รวมถึงต้องนำเข้า LNG เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น การกระจายแหล่งพลังงานและเพิ่มการผลิตภายในประเทศจึงเป็นหนึ่งในแนวทางเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเพิ่มบทบาทของ เชื้อเพลิงชีวภาพ โดยนำผลผลิตทางการเกษตร เช่น อ้อย มาผลิตเอทานอลสำหรับผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง นายเอกนัฏระบุว่า ปัจจุบันมีการผลิตเอทานอลประมาณวันละ 3 ล้านลิตร ขณะที่กำลังการผลิตสามารถเพิ่มได้ถึงประมาณวันละ 6 ล้านลิตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ภาคเกษตร
ด้านการผลิตไฟฟ้า กระทรวงพลังงานเตรียมผลักดันแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ หลังจากแผนเดิมใช้งานมาตั้งแต่ปี 2561 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุว่า แผนใหม่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็นมากกว่า 60% และเพิ่มความหลากหลายของแหล่งผลิต ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ชีวมวล และพลังน้ำ
อีกหนึ่งแนวทางที่นายเอกนัฏให้ความสำคัญคือ การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยกล่าวถึงแนวคิดจัดสรรกำลังผลิตประมาณ 5,000-7,000 เมกะวัตต์ สำหรับภาคประชาชน ครอบคลุมมากกว่า 1 ล้านหลังคาเรือน ในระดับประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อหลังคาเรือน พร้อมพัฒนาระบบกลางและเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อบริหารจัดการ คาดการณ์ และติดตามการผลิตไฟฟ้า รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังกล่าวถึงการปรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้า โดยระบุว่า มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เปิดแนวทางพัฒนาตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement) เพิ่มจากระบบตลาดเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดสามารถจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตได้โดยตรงมากขึ้น
จากเดิมที่แนวทาง Direct PPA เตรียมทดลองกับกลุ่ม Data Center ภายใต้กรอบ 2,000 เมกะวัตต์ นายเอกนัฏระบุว่า แนวทางล่าสุดจะเปิดกว้างไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มการแข่งขันและทางเลือกในการจัดหาพลังงานสำหรับภาคธุรกิจ
สำหรับอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งมีแนวโน้มเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายสำคัญจากการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างวางแนวทางบริหารจัดการให้การลงทุนเดินหน้าได้ควบคู่กับการดูแลประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งการแยกประเภทผู้ใช้ไฟ การบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง การส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าสะอาด และการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้กระทบระบบจ่ายไฟ
นายเอกนัฏย้ำว่า เป้าหมายของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มพลังงานสะอาด แต่ต้องทำให้ประชาชน เกษตรกร และภาคธุรกิจสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในฐานะผู้ใช้และผู้ผลิตพลังงาน หรือ Prosumer เพื่อให้ประโยชน์จากโครงสร้างพลังงานรูปแบบใหม่กระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง
การขับเคลื่อนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานระบบพลังงานรองรับเศรษฐกิจใหม่ โดยรัฐบาลมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนการลงทุน และการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
บรรณาธิการออนไลน์
