‘ยศชนัน’ เปิดสูตรสำเร็จ ‘Nature Positive’ พลิกวิกฤตธรรมชาติ สู่โอกาสสร้างรายได้ชุมชน

Share on Line Share on Facebook Share on X
‘ยศชนัน’ เปิดสูตรสำเร็จ ‘Nature Positive’ พลิกวิกฤตธรรมชาติ สู่โอกาสสร้างรายได้ชุมชน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาบนเวที GCNT Expo 2026 ชี้การขับเคลื่อน SDGs ต้องพิจารณาความเร่งด่วนของแต่ละเป้าหมาย ไม่ควรรอถึงปี 2030 พร้อมเสนอใช้แนวคิด “Nature Positive” วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม และเศรษฐกิจหมุนเวียน ฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่สร้างรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ ย้ำรัฐบาลต้องลงทุนในงานวิจัยที่มีความเสี่ยง ขณะที่ภาคเอกชนช่วยขยายผลสู่ระดับประเทศได้

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาภายในงาน GCNT Expo 2026 ว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับตน เนื่องจากในช่วงทำงานมหาวิทยาลัยเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนหลายด้าน โดยเฉพาะ SDG 9 ด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึง SDG 3 ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน SDGs ไม่ควรมองเพียงปี 2030 เป็นเส้นตายเดียวกันสำหรับทุกเป้าหมาย เพราะแต่ละประเด็นมีระดับความเร่งด่วนและกรอบเวลาที่แตกต่างกัน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้แนวคิด “Backcasting” หรือกำหนดภาพเป้าหมายที่ต้องการ แล้ววางแผนย้อนกลับมาว่าวันนี้ต้องดำเนินการอะไร เพื่อให้สามารถไปถึงเป้าหมายนั้นได้ทันเวลา

ศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่จังหวัดน่านเพื่อรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยระบุว่า แม้การช่วยเหลือสถานการณ์เฉพาะหน้าอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แต่สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญต่อคือคำถามว่า ปีหน้าจะรับมือกับภัยพิบัติอย่างไร ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลาง และความเสี่ยงด้านภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหา

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การหาทางลดความเสี่ยงในระยะยาวกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะบางเป้าหมายของการพัฒนาอาจไม่สามารถรอได้อีกต่อไป และความเสียหายบางอย่างที่เกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องหาทางฟื้นคืนกลับมา

การดำเนินการจึงต้องอาศัยทั้ง เทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนกลไกทางการเงิน เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

สรุปข่าว

“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ชู Nature Positive วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม และ Circular Economy เป็นกลไกเร่งขับเคลื่อน SDGs ย้ำแต่ละเป้าหมายมีกรอบเวลาและความเร่งด่วนต่างกัน รัฐลงทุนงานวิจัยเสี่ยงสูง เอกชนช่วยขยายผล พร้อมเชื่อมการฟื้นธรรมชาติกับรายได้ การศึกษา และคุณภาพชีวิตประชาชน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาบนเวที GCNT Expo 2026 ชี้การขับเคลื่อน SDGs ต้องพิจารณาความเร่งด่วนของแต่ละเป้าหมาย ไม่ควรรอถึงปี 2030 พร้อมเสนอใช้แนวคิด “Nature Positive” วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม และเศรษฐกิจหมุนเวียน ฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่สร้างรายได้และลดความเหลื่อมล้ำ ย้ำรัฐบาลต้องลงทุนในงานวิจัยที่มีความเสี่ยง ขณะที่ภาคเอกชนช่วยขยายผลสู่ระดับประเทศได้

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาภายในงาน GCNT Expo 2026 ว่า เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับตน เนื่องจากในช่วงทำงานมหาวิทยาลัยเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนหลายด้าน โดยเฉพาะ SDG 9 ด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึง SDG 3 ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน SDGs ไม่ควรมองเพียงปี 2030 เป็นเส้นตายเดียวกันสำหรับทุกเป้าหมาย เพราะแต่ละประเด็นมีระดับความเร่งด่วนและกรอบเวลาที่แตกต่างกัน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้แนวคิด “Backcasting” หรือกำหนดภาพเป้าหมายที่ต้องการ แล้ววางแผนย้อนกลับมาว่าวันนี้ต้องดำเนินการอะไร เพื่อให้สามารถไปถึงเป้าหมายนั้นได้ทันเวลา

ศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่จังหวัดน่านเพื่อรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยระบุว่า แม้การช่วยเหลือสถานการณ์เฉพาะหน้าอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน แต่สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญต่อคือคำถามว่า ปีหน้าจะรับมือกับภัยพิบัติอย่างไร ขณะที่ประเทศไทยยังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลาง และความเสี่ยงด้านภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหา

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การหาทางลดความเสี่ยงในระยะยาวกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะบางเป้าหมายของการพัฒนาอาจไม่สามารถรอได้อีกต่อไป และความเสียหายบางอย่างที่เกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องหาทางฟื้นคืนกลับมา

การดำเนินการจึงต้องอาศัยทั้ง เทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนกลไกทางการเงิน เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

ดัน “Nature Positive” ฟื้นธรรมชาติควบคู่เศรษฐกิจ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า หากย้อนกลับไปพิจารณาพื้นฐานของหลายเป้าหมาย SDGs จะพบว่า “ธรรมชาติ” เชื่อมโยงกับหลายเรื่อง ตั้งแต่น้ำ ทะเล สุขภาพ นวัตกรรม ทรัพยากร สิ่งมีชีวิตบนบก ไปจนถึงความยากจน

ประเทศไทยแม้ไม่ได้เป็นประเทศขนาดใหญ่ แต่มีทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity จำนวนมาก ปัญหาคือที่ผ่านมาไทยยังไม่ได้วัดและประเมินคุณค่าของทรัพยากรเหล่านี้อย่างเพียงพอ

ตัวอย่างเช่น ระบบนิเวศทางทะเล จำเป็นต้องมีข้อมูลว่าทะเลสูญเสียสิ่งมีชีวิตประเภทใดไป และแนวทางแก้ปัญหาที่ดำเนินการอยู่ตรงกับสาเหตุหรือไม่ หากนำวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ ก็สามารถระบุสิ่งมีชีวิตที่หายไปและหาแนวทางฟื้นคืนองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ระบบธรรมชาติกลับมาฟื้นตัวได้ด้วยตัวเอง

นี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง Nature Positive ที่รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุน โดยเฉพาะงานวิจัยและองค์ความรู้ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปขยายผลในระดับที่ใหญ่ขึ้น

ศ.ดร.ยศชนัน มองว่า หากประเทศไทยสามารถสร้างตัวอย่างความสำเร็จได้ แม้จะเป็นประเทศขนาดไม่ใหญ่ ก็อาจกลายเป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นทั่วโลกได้

ใช้ Circular Economy ทำให้ “เลิกเผาแล้วมีรายได้เพิ่ม”

อีกแนวทางสำคัญคือ เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ซึ่งต้องทำให้การดูแลสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีการศึกษาแนวทางลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยโจทย์สำคัญไม่ควรมีเพียงการขอให้เกษตรกร “เลิกเผา” แต่ต้องทำให้การเลิกเผาสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้ด้วย

แนวทางหนึ่งคือการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เดิมต้องเผาเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและเพิ่มมูลค่า รวมถึงสร้างการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับภาคธุรกิจขนาดใหญ่ โดยอาศัยทั้งโรงงานแปรรูป เทคโนโลยี และงานวิจัยเพื่อพิสูจน์ว่าวัสดุเหลือใช้เหล่านั้นสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

ขณะเดียวกัน แต่ละพื้นที่ของประเทศไทยมีทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพที่แตกต่างกัน จึงควรนำองค์ความรู้มาพัฒนามูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น เช่น ผลผลิตทางการเกษตรที่อาจไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะอาหาร แต่สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้

“งานวิจัยเชิงลึกที่มีความเสี่ยง รัฐบาลต้องเป็นคนทำ” ศ.ดร.ยศชนัน ระบุ พร้อมมองว่าเมื่อองค์ความรู้และต้นแบบได้รับการพิสูจน์แล้ว ภาคเอกชนสามารถเข้ามาช่วยขยายผล หรือ Scaling ให้เกิดผลในวงกว้าง

Nature Positive ต้องไปไกลกว่า Net Zero

รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า Nature Positive เป็นแนวทางที่ต้องต่อยอดจากเป้าหมาย Net Zero เพราะบางพื้นที่ของประเทศไทยไม่สามารถดำรงความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมได้ หากปราศจากระบบธรรมชาติที่แข็งแรง ดังนั้น การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพจึงถือเป็นพื้นฐานสำคัญ

แนวคิด Nature Positive ไม่ควรถูกจำกัดว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงาน ประชาชน ธรรมชาติ และระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

การขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงต้องคำนึงถึงปากท้องของประชาชนควบคู่กัน เพราะไม่สามารถเรียกร้องให้ประชาชนอนุรักษ์ธรรมชาติได้ หากประชาชนยังขาดความมั่นคงในการดำรงชีวิต

ด้วยเหตุนี้ การออกแบบนโยบายต้องคิดอย่างรอบด้านและลงมืออย่างรวดเร็วในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของตัวเอง

ความยั่งยืนต้องรวมถึง “โอกาสทางการศึกษา”

ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงความเท่าเทียมทางการศึกษา โดยมองว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะสิ่งแวดล้อม แต่ต้องสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนสามารถกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ได้ตามศักยภาพและเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคน

เด็กบางคนอาจไม่เหมาะกับเส้นทางการศึกษารูปแบบเดียว และจำเป็นต้องเรียนควบคู่กับการทำงาน ดังนั้น ระบบการศึกษาควรให้คุณค่ากับการเรียนสายอาชีพ และสร้างเส้นทางให้ประสบการณ์หรือทักษะสามารถต่อยอดกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้

หากเยาวชนที่เคยหลุดออกจากระบบสามารถกลับมาเรียนเมื่อพร้อม และมีโอกาสเข้าสู่มหาวิทยาลัยหรือพัฒนาตัวเองในระดับที่สูงขึ้นได้ นั่นคือรูปธรรมหนึ่งของความเท่าเทียม

ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ต้องทำให้เด็กที่เติบโตขึ้นมาเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตนเองต่อสังคมและโลกใบนี้ด้วย

รัฐ–เอกชน–ชุมชน ต้องออกแบบอนาคตร่วมกัน

ช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวขอบคุณ GCNT องค์การสหประชาชาติ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนวาระความยั่งยืน พร้อมย้ำว่า การออกแบบอนาคตไม่สามารถเกิดจากรัฐบาลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วม

เป้าหมายปลายทาง ไม่ใช่แค่การบรรลุตัวเลขหรือกรอบ SDGs แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้เศรษฐกิจ ธรรมชาติ เทคโนโลยี การศึกษา และคุณภาพชีวิตสามารถเดินไปด้วยกัน

พร้อมทิ้งประเด็นสำคัญว่า ทุกภาคส่วนควรกลับมาพิจารณาว่า คนหนึ่งคนที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้จะสามารถทำอะไรให้กับโลกได้บ้าง เพื่อส่งต่อสังคมและทรัพยากรที่ทำให้คนรุ่นต่อไปสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์