การศึกษาไทยบนโจทย์ “เด็กหลุดระบบ” เมื่อเส้นทางเรียนต้องไปต่อได้มากกว่าหนึ่งแบบ

Share on Line Share on Facebook Share on X
การศึกษาไทยบนโจทย์ “เด็กหลุดระบบ” เมื่อเส้นทางเรียนต้องไปต่อได้มากกว่าหนึ่งแบบ

ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของสังคมไทย เพราะเบื้องหลังการออกจากโรงเรียนไม่ได้มีเพียงเรื่องการเรียน แต่ยังเกี่ยวข้องกับฐานะครอบครัว ความจำเป็นในการหารายได้ ตลอดจนข้อจำกัดของสถานศึกษาและโอกาสที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ การออกแบบระบบการศึกษาที่มีเส้นทางหลากหลายจึงถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถ้อยแถลงเชิงนโยบายในการเสวนา THERA Launch & High-Level Policy Dialogue หัวข้อ “From Evidence to Impact: Shaping Resilient Education Futures” ภายในงาน Thailand International Conference on Education Research (ThaiCER) 2026 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ท่ามกลางความท้าทายของระบบการศึกษาไทย

เมื่อเด็กแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน การศึกษาอาจต้องออกแบบต่างกัน

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุถึงโจทย์สำคัญทั้งผลคะแนน PISA ที่ลดลง และปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาตามแนวทาง Zero Dropout ขณะที่การแก้ปัญหายังต้องอาศัยข้อมูลและกรณีศึกษาเชิงลึกมากขึ้น เพื่อให้มาตรการที่ออกมาสอดคล้องกับสภาพปัญหาจริง

แนวทางหนึ่งคือการนำเครือข่ายวิจัยทั้งระดับประเทศและระดับโลก เช่น THERA และสมาคมการวิจัยด้านการศึกษาโลก หรือ WERA เข้ามาช่วยพัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้สำหรับกำหนดนโยบาย โดยการศึกษาขั้นพื้นฐานควรเดินไปสู่ Personalized Education หรือการศึกษาที่ออกแบบให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน รวมถึงบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละภูมิภาค

หลักคิดดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้การจัดการศึกษาในแต่ละจังหวัดหรือชุมชนสามารถตอบโจทย์ผู้เรียนได้มากขึ้น แทนการใช้รูปแบบเดียวกับเด็กทุกคนทั่วประเทศ โดยส่วนกลางยังมีบทบาทกำหนดมาตรฐานและสนับสนุนระบบ ขณะที่พื้นที่สามารถออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับผู้เรียนของตนเอง

สรุปข่าว

“ยศชนัน” วางแนวทางรับมือเด็กหลุดระบบการศึกษา ยกระดับอาชีวะให้มีโอกาสเทียบสายสามัญ เปิดทางเรียนควบคู่ทำงานและต่อมหาวิทยาลัย พร้อมผลักดัน Personalized Education เชื่อมวิทยาศาสตร์ วิจัย AI เทคโนโลยีสีเขียว และศาสตร์อนาคต สู่การสร้างงานและเพิ่มโอกาสเยาวชนไทย

ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของสังคมไทย เพราะเบื้องหลังการออกจากโรงเรียนไม่ได้มีเพียงเรื่องการเรียน แต่ยังเกี่ยวข้องกับฐานะครอบครัว ความจำเป็นในการหารายได้ ตลอดจนข้อจำกัดของสถานศึกษาและโอกาสที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ การออกแบบระบบการศึกษาที่มีเส้นทางหลากหลายจึงถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถ้อยแถลงเชิงนโยบายในการเสวนา THERA Launch & High-Level Policy Dialogue หัวข้อ “From Evidence to Impact: Shaping Resilient Education Futures” ภายในงาน Thailand International Conference on Education Research (ThaiCER) 2026 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ท่ามกลางความท้าทายของระบบการศึกษาไทย

เมื่อเด็กแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน การศึกษาอาจต้องออกแบบต่างกัน

ศ.ดร.ยศชนัน ระบุถึงโจทย์สำคัญทั้งผลคะแนน PISA ที่ลดลง และปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาตามแนวทาง Zero Dropout ขณะที่การแก้ปัญหายังต้องอาศัยข้อมูลและกรณีศึกษาเชิงลึกมากขึ้น เพื่อให้มาตรการที่ออกมาสอดคล้องกับสภาพปัญหาจริง

แนวทางหนึ่งคือการนำเครือข่ายวิจัยทั้งระดับประเทศและระดับโลก เช่น THERA และสมาคมการวิจัยด้านการศึกษาโลก หรือ WERA เข้ามาช่วยพัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้สำหรับกำหนดนโยบาย โดยการศึกษาขั้นพื้นฐานควรเดินไปสู่ Personalized Education หรือการศึกษาที่ออกแบบให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน รวมถึงบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละภูมิภาค

หลักคิดดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้การจัดการศึกษาในแต่ละจังหวัดหรือชุมชนสามารถตอบโจทย์ผู้เรียนได้มากขึ้น แทนการใช้รูปแบบเดียวกับเด็กทุกคนทั่วประเทศ โดยส่วนกลางยังมีบทบาทกำหนดมาตรฐานและสนับสนุนระบบ ขณะที่พื้นที่สามารถออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับผู้เรียนของตนเอง

ดันอาชีวะเป็นอีกเส้นทาง ลดความเสี่ยงเด็กต้องเลือกระหว่าง “เรียน” กับ “ทำงาน”

หนึ่งในประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ การยกระดับอาชีวศึกษาให้มีโอกาสเท่าเทียมกับสายสามัญ โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและจำเป็นต้องหารายได้ระหว่างเรียน

แนวทางที่เสนอคือทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนควบคู่กับการทำงาน มีรายได้ระหว่างพัฒนาทักษะ และยังรักษาเส้นทางเข้าสู่มหาวิทยาลัยไว้ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับเด็กที่อาจไม่สามารถเดินตามระบบการศึกษาสายสามัญเต็มเวลาได้

ในมิติสังคม การทำให้สายอาชีพและสายสามัญเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น ยังช่วยลดข้อจำกัดของระบบที่อาจทำให้เด็กบางกลุ่มต้องตัดสินใจออกจากการศึกษาเมื่อครอบครัวมีปัญหาด้านรายได้ โดยเป้าหมายคือสร้างระบบที่การทำงานและการเรียนสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้

จากห้องเรียนสู่ตลาดงาน วิทยาศาสตร์ต้องเชื่อมกับเศรษฐกิจ

อีกด้านของนโยบายคือการเชื่อมการศึกษาเข้ากับ วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนให้ตรงกับอุตสาหกรรมและงานในอนาคต โดย ศ.ดร.ยศชนัน เสนอให้ใช้วิทยาศาสตร์เป็นฐานต่อยอดไปยังสาขาที่ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนา เช่น วิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยีสีเขียว และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนผู้เรียนด้านวิทยาศาสตร์ แต่ต้องเชื่อมองค์ความรู้ไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเกิดธุรกิจสตาร์ตอัป และการจ้างงาน เพื่อให้การลงทุนด้านการศึกษาและงานวิจัยสามารถสร้างโอกาสทางอาชีพกลับมาสู่คนรุ่นใหม่ได้จริง

นอกจากนี้ ยังเปิดกว้างต่อศาสตร์เฉพาะทางที่กำลังเติบโต เช่น Brain-Computer Interface หรือเทคโนโลยีส่วนต่อประสานระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เยาวชนสามารถเลือกพัฒนาความเชี่ยวชาญในสาขาที่สอดคล้องกับทิศทางเทคโนโลยีโลก

ภาษาและ Global Mindset อีกทักษะของแรงงานไทยในอนาคต

เมื่อโอกาสการทำงานไม่ได้จำกัดอยู่ภายในประเทศ การพัฒนาคนจึงต้องควบคู่กับ Global Mindset หรือกรอบความคิดระดับโลก รวมถึงทักษะด้านภาษา เพื่อเพิ่มความสามารถของเยาวชนไทยในการเรียน ทำงาน และแข่งขันในตลาดแรงงานต่างประเทศ

ภาพรวมของแนวทางดังกล่าวจึงวางการแก้ปัญหาเด็กหลุดระบบไว้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่การจัดการศึกษาที่เหมาะกับความแตกต่างของผู้เรียน การเพิ่มเส้นทางอาชีวศึกษาให้สามารถเรียนและทำงานพร้อมกัน การเปิดทางต่อมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการเชื่อมการศึกษากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และตลาดงาน

โจทย์ต่อจากนี้อยู่ที่การนำแนวทางเหล่านี้ไปสู่การดำเนินงานในพื้นที่ ทั้งระบบเทียบโอน การเชื่อมหลักสูตรอาชีวะกับมหาวิทยาลัย การสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการ และการใช้ข้อมูลติดตามเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบ เพื่อให้การศึกษากลายเป็นเส้นทางที่ยืดหยุ่นและรองรับความแตกต่างของเด็กไทยได้มากขึ้น

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์