ปัจจุบัน "Generative AI" หรือ Gen AI ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini, Claude และเครื่องมืออื่น ๆ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกของการเรียนรู้ โดยเฉพาะในระบบการศึกษาไทย
ผู้เรียนจำนวนมากเริ่มใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการเรียนและการทำการบ้าน ขณะที่ครูจำนวนไม่น้อยก็เริ่มนำ AI มาใช้ในการเตรียมการสอน สร้างสื่อการเรียนรู้ และช่วยลดภาระงานเอกสารต่างๆ
คำถามสำคัญคือ Gen AI กำลังส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างไร ช่วยให้เรียนรู้ได้ดีขึ้นหรือไม่ และครูมีความพร้อมเพียงใดที่จะใช้เทคโนโลยีนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ พร้อมทั้งป้องกันผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น
เพื่อหาคำตอบต่อคำถามเหล่านี้ ทีมนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับมูลนิธิวันเสาร์และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้สำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 13,770 คน และครู 330 คน ในกรุงเทพมหานคร ระยอง และเชียงใหม่ ระหว่างเดือนกันยายน 2568 ถึงมีนาคม 25691
โดย “ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์” นักวิชาการ และ “พงศ์ทัศ วนิชานันท์” นักวิจัยอาวุโส TDRI ได้สรุปผลการสำรวจไว้ในบทความ "Gen AI ความหวังใหม่ของการศึกษาไทย? " พบว่า Gen AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของผู้เรียนไทยแล้ว

โดยผลการสำรวจพบว่ามีผู้เรียนราวร้อยละ 63 ที่ใช้ GenAI ในการเรียนรู้ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้เป็นผู้ใช้ประจำ โดยใช้งานอย่างน้อย 3–4 วันต่อสัปดาห์ ส่วนใหญ่ใช้ค้นหาข้อมูล อธิบายเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ และช่วยทำการบ้าน ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า GenAI ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของผู้เรียนไทยแล้ว โดยมีผู้เรียนเพียงร้อยละ 14 เท่านั้นที่ไม่เคยใช้งาน AI เลย และอีกร้อยละ 23 เคยใช้งานแต่หยุดใช้ไป
ที่น่าสนใจคือ Gen AI ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนแล้ว ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ผู้เรียนใช้เองนอกเวลาเรียนอีกต่อไป โดยครูเกือบร้อยละ 87 ระบุว่าอนุญาตและแนะนำให้นักเรียนใช้ Gen AI ในการเรียน โดยเฉพาะเพื่อค้นหาข้อมูล จัดทำรายงาน และช่วยทำความเข้าใจเนื้อหาบทเรียน ขณะที่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงห้ามใช้ Gen AI ในการเรียนการสอน
คำถามสำคัญคือ “Gen AI ส่งผลดีหรือเสียต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน?” นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกถกเถียงมากที่สุดในวงการศึกษา ผลการสำรวจพบคำตอบที่น่าสนใจ ผู้เรียนไทยมองว่า Gen AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือหาข้อมูลหรือหาคำตอบทำการบ้านเท่านั้น แต่ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ได้ดีขึ้นด้วย โดยช่วยอธิบายเนื้อหาที่ไม่เข้าใจและฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่สำคัญ ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจว่าตัวเองเก่งได้
สรุปข่าว
ปัจจุบัน "Generative AI" หรือ Gen AI ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini, Claude และเครื่องมืออื่น ๆ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกของการเรียนรู้ โดยเฉพาะในระบบการศึกษาไทย
ผู้เรียนจำนวนมากเริ่มใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการเรียนและการทำการบ้าน ขณะที่ครูจำนวนไม่น้อยก็เริ่มนำ AI มาใช้ในการเตรียมการสอน สร้างสื่อการเรียนรู้ และช่วยลดภาระงานเอกสารต่างๆ
คำถามสำคัญคือ Gen AI กำลังส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างไร ช่วยให้เรียนรู้ได้ดีขึ้นหรือไม่ และครูมีความพร้อมเพียงใดที่จะใช้เทคโนโลยีนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ พร้อมทั้งป้องกันผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น
เพื่อหาคำตอบต่อคำถามเหล่านี้ ทีมนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับมูลนิธิวันเสาร์และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้สำรวจสถานการณ์การใช้ Gen AI ของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 13,770 คน และครู 330 คน ในกรุงเทพมหานคร ระยอง และเชียงใหม่ ระหว่างเดือนกันยายน 2568 ถึงมีนาคม 25691
โดย “ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์” นักวิชาการ และ “พงศ์ทัศ วนิชานันท์” นักวิจัยอาวุโส TDRI ได้สรุปผลการสำรวจไว้ในบทความ "Gen AI ความหวังใหม่ของการศึกษาไทย? " พบว่า Gen AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของผู้เรียนไทยแล้ว

โดยผลการสำรวจพบว่ามีผู้เรียนราวร้อยละ 63 ที่ใช้ GenAI ในการเรียนรู้ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้เป็นผู้ใช้ประจำ โดยใช้งานอย่างน้อย 3–4 วันต่อสัปดาห์ ส่วนใหญ่ใช้ค้นหาข้อมูล อธิบายเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ และช่วยทำการบ้าน ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า GenAI ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของผู้เรียนไทยแล้ว โดยมีผู้เรียนเพียงร้อยละ 14 เท่านั้นที่ไม่เคยใช้งาน AI เลย และอีกร้อยละ 23 เคยใช้งานแต่หยุดใช้ไป
ที่น่าสนใจคือ Gen AI ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนแล้ว ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ผู้เรียนใช้เองนอกเวลาเรียนอีกต่อไป โดยครูเกือบร้อยละ 87 ระบุว่าอนุญาตและแนะนำให้นักเรียนใช้ Gen AI ในการเรียน โดยเฉพาะเพื่อค้นหาข้อมูล จัดทำรายงาน และช่วยทำความเข้าใจเนื้อหาบทเรียน ขณะที่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงห้ามใช้ Gen AI ในการเรียนการสอน
คำถามสำคัญคือ “Gen AI ส่งผลดีหรือเสียต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน?” นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกถกเถียงมากที่สุดในวงการศึกษา ผลการสำรวจพบคำตอบที่น่าสนใจ ผู้เรียนไทยมองว่า Gen AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือหาข้อมูลหรือหาคำตอบทำการบ้านเท่านั้น แต่ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ได้ดีขึ้นด้วย โดยช่วยอธิบายเนื้อหาที่ไม่เข้าใจและฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่สำคัญ ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจว่าตัวเองเก่งได้
มุมมองของผู้เรียนที่ว่า Gen AI ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ ก็สอดคล้องกับผลการประเมินทักษะของผู้เรียน โดยการสำรวจครั้งนี้ได้วัดความฉลาดด้านการอ่าน (Reading Literacy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ของผู้เรียนด้วยแบบทดสอบที่คล้ายกับการประเมิน PISA
โดยเมื่อเปรียบเทียบผู้เรียนที่มีภูมิหลังและผลการเรียนใกล้เคียงกัน พบว่าผู้เรียนที่ใช้ Gen AI ค่อนข้างบ่อย (3–4 วันต่อสัปดาห์) หรือเกือบทุกวัน (6–7 วันต่อสัปดาห์) มีคะแนนด้านการอ่านและการคิดเชิงวิพากษ์สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้ประมาณ 0.4-0.5 คะแนน

ผลลัพธ์ดังกล่าวถือเป็นสัญญาณบวกว่า Gen AI อาจมีส่วนช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่ายังไม่สามารถสรุปได้ว่า AI เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้คะแนนดีขึ้น และขนาดของผลลัพธ์ก็ถือว่าค่อนข้างเล็ก
ทั้งนี้ ผู้เรียนไทยราวร้อยละ 80 มีผลการประเมินอยู่ต่ำกว่าระดับ 2 ซึ่งเป็นระดับสมรรถนะพื้นฐานตามกรอบการประเมินของ PISA นั่นหมายความว่าเด็กไทยส่วนใหญ่จำเป็นต้องขยับระดับสมรรถนะขึ้นอีก 1–2 ระดับ ถึงจะมีทักษะการอ่านและคิดที่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาและดำรงชีวิตในสังคม โดยการขยับระดับสมรรถนะ 1 ระดับจากต่ำกว่าระดับ 1 ไปสู่ระดับ 1 หรือจากระดับ 1 ไปสู่ระดับ 2 จะสะท้อนผ่านคะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยราว 3–4 คะแนน
แต่นี่เป็นเพียงด้านหนึ่งของภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก GenAI เท่านั้น ผลการสำรวจยังสะท้อนประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยเช่นกัน
โดยผลสำรวจพบว่า นักเรียนบางส่วนเริ่มใช้ Gen AI คิดแทน การพึ่งพา Gen AI มากเกินไปอาจเริ่มส่งผลต่อการพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียน ผู้เรียนบางคนกังวลว่าตนเองได้ฝึกคิดและลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเองน้อยลง บางคนมองว่าการเรียนรู้มีความจำเป็นลดลงเพราะสามารถขอคำตอบจาก Gen AI ได้ ขณะที่บางคนเริ่มขาดความมั่นใจในการทำการบ้านหรือแก้ปัญหาด้วยตนเองหากไม่มี AI คอยช่วยเหลือ
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เรียนราวร้อยละ 15 ยอมรับว่าให้ AI ทำการบ้านแทนเกือบทั้งหมด และผู้เรียนจำนวนไม่น้อยมองว่าการใช้ AI ช่วยทำการบ้านเป็นเรื่องปกติ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งหรือขออนุญาตจากครู และคิดว่าไม่เป็นการโกง
พฤติกรรมและมุมมองดังกล่าวสะท้อนสัญญาณที่น่ากังวลว่า Gen AI กำลังเข้ามาแทนที่กระบวนการคิดและการฝึกฝนของผู้เรียน ซึ่งหากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป อาจนำไปสู่การสูญเสียทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาในระยะยาว
อย่างไรก็ดี Gen AI ถูกคาดหวังว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้และการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเองได้ง่ายขึ้น แต่ผลการสำรวจกลับชี้ว่าผู้เรียนที่มีผลการเรียนดีอยู่แล้วมีแนวโน้มใช้ AI มากกว่าและใช้งานได้เข้มข้นกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งหากผู้เรียนกลุ่มนี้สามารถใช้ AI เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ได้ ก็อาจทำให้ช่องว่างทางการศึกษาระหว่างผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ กว้างขึ้น
สำหรับผู้เรียนบางส่วน สาเหตุที่ไม่ใช้ Gen AI เป็นเพราะขาดแคลนอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ แต่อุปสรรคที่ใหญ่กว่านั้นคือการขาดความรู้และทักษะการใช้ Gen AI พื้นฐาน ในกลุ่มผู้เรียนที่ไม่เคยใช้ Gen AI มีถึงร้อยละ 66 ที่ตอบว่า ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นใช้งานอย่างไร หรือไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนได้อย่างไร
ขณะที่ในกลุ่มผู้ที่เลิกใช้ มีถึงร้อยละ 57 ที่ระบุว่าสาเหตุเป็นเพราะ Gen AI เคยให้คำตอบผิด และมากกว่าร้อยละ 30 ระบุว่ารู้สึกว่าทำให้ตนเองเรียนรู้น้อยลง และกลัวอันตรายอื่น ๆ จากการใช้

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าผู้เรียนขาดแนวทางการใช้ Gen AI แบบที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น การระดมความคิด การอธิบายแนวคิดเบื้องต้น
กลุ่มผู้เรียนที่ไม่ใช้หรือเลิกใช้ Gen AI จึงอาจพลาดโอกาสในการเรียนรู้ที่เกิดจากเทคโนโลยีดังกล่าว ขณะที่ผู้เรียนที่มีทักษะและสามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจได้รับประโยชน์มากกว่า ส่งผลให้ช่องว่างทางการเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนยิ่งกว้างขึ้น
นอกจากนี้ แม้ครูจำนวนมากจะเปิดกว้างและสนับสนุนให้ผู้เรียนใช้ AI ในการเรียนรู้ แต่มีผู้เรียนเพียง ร้อยละ 14.6 เท่านั้นที่ตอบว่าครูเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการใช้ Gen AI ที่ดีที่สุด ในขณะที่ผู้เรียนส่วนใหญ่ยกให้การเรียนรู้ด้วยตัวเองและโซเชียลมีเดียเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดราวกันราวร้อยละ 67
นี่จึงอาจเป็นสัญญาณว่า ในขณะที่ Gen AI เข้ามามีบทบาทต่อทิศทางการเรียนรู้ของผู้เรียนมากขึ้นเรื่อย ๆ ครูก็กำลังเผชิญความท้าทายมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในด้านการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ Gen AI อย่างเหมาะสม
ครูก็เริ่มตระหนักถึงความท้าทายดังกล่าว ตัวอย่างเช่น เกือบร้อยละ 70 กังวลว่าการใช้ Gen AI จะทำให้ผู้เรียนไม่ได้ฝึกคิดวิเคราะห์ แต่มีครูไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่แนะนำให้ผู้เรียนตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบที่ได้รับจาก Gen AI และมีเพียงร้อยละ 30 ที่พยายามอธิบายข้อจำกัดของ Gen AI ให้ผู้เรียนเข้าใจ
นอกจากจะเข้ามามีบทบาทต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนแล้ว Gen AI ยังได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวันของครูด้วย ผลการสำรวจพบว่าครูเกือบทุกคนได้นำ Gen AI มาใช้ทั้งในงานสอนและงานธุรการ โดยราวร้อยละ 63 ใช้งานอย่างน้อย 3–4 ครั้งต่อสัปดาห์ และส่วนใหญ่มองว่า Gen AI ช่วยลดเวลาในการเตรียมการสอน ทำให้สามารถออกแบบกิจกรรมและแผนการสอนได้หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งช่วยลดภาระงานธุรการได้
แม้การสำรวจจะไม่ได้ให้คำตอบตรง แต่ก็สะท้อนข้อจำกัดสำคัญ นั่นคือครูจำนวนไม่น้อยยอมรับว่าตนเองยังมีข้อจำกัดด้านความรู้และทักษะในการใช้งาน AI โดยเฉพาะทักษะการเขียนคำสั่ง การปรับเนื้อหาการสอนให้เหมาะกับผู้เรียน และการตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบจาก Gen AI ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ครูไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก Gen AI เพื่อปรับเปลี่ยนการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพ
แม้ Gen AI เข้ามาส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยมีทั้งสัญญาณบวกและข้อน่ากังวล แต่ทว่า ปลายทางของเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระบบการศึกษาที่กำหนดทิศทางการใช้งาน AI ด้วย หากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเอง ผู้เรียนบางกลุ่มอาจใช้ AI คิดแทนจนเสียโอกาสในการเรียนรู้ ขณะที่ผู้เรียนที่มีทักษะและความพร้อมมากกว่าจะได้ประโยชน์จาก AI มากกว่า ทำให้ช่องว่างทางการเรียนรู้ยิ่งกว้างขึ้น
“โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่าจะออกแบบการใช้งาน Gen AI อย่างไร เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนฝึกคิดและเรียนรู้ได้ดีขึ้นอย่างทั่วถึง นี่คือคำถามที่ครู โรงเรียน นักการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย และนักพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาต้องช่วยกันหาคำตอบ” ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ และพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา TDRI ระบุ

- "นักเรียนโคราช"ปลุกใจคนไทย จัดเต็มพาเหรดเชิดชูทหาร | เรื่องดีดีทั่วไทย | 11-12-68
- "พาณิชย์" -"TDRI" จัดสัมมยนาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อและโคนมไทยให้เติบโต
- พร้อมรับอนาคตอาชีพในสายงานเทคโนโลยี 6 ทักษะสำคัญที่มนุษย์ยุค AI ต้องมี
- TDRI เร่งตลาดทุนทบทนกฎหมาย ยกระดับความเชื่อมั่น ลดค่าเสียโอกาส 943 ลบ./ปี
ที่มาข้อมูล : ถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
ที่มารูปภาพ : TDRI, TNN
