
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 14.30 น. คุณพิม (หรือที่บางแหล่งข่าวระบุว่า นางสาวคริสติน) หญิงไทยผู้เสียหายจากการถูกชายต่างชาติลวนลามและทำอนาจารบนเครื่องบิน ได้เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.หญิง ศิรประภา กุเวฬรัตน์ รอง สว. สอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม
คุณพิมได้นำกางเกงขายาวที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุมามอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อส่งตรวจเก็บดีเอ็นเอ ใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดี
การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอได้โพสต์เตือนภัยบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกชายต่างชาติกระทำอนาจารจนถึงขั้นเสร็จกิจ และทิ้งคราบไว้บนเสื้อผ้าของเธอ
สรุปข่าว
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 14.30 น. คุณพิม (หรือที่บางแหล่งข่าวระบุว่า นางสาวคริสติน) หญิงไทยผู้เสียหายจากการถูกชายต่างชาติลวนลามและทำอนาจารบนเครื่องบิน ได้เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.หญิง ศิรประภา กุเวฬรัตน์ รอง สว. สอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม
คุณพิมได้นำกางเกงขายาวที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุมามอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อส่งตรวจเก็บดีเอ็นเอ ใช้เป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดี
การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอได้โพสต์เตือนภัยบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกชายต่างชาติกระทำอนาจารจนถึงขั้นเสร็จกิจ และทิ้งคราบไว้บนเสื้อผ้าของเธอ
คุณพิมเล่าถึงเหตุการณ์ว่า เธอและลูกสาววัย 4 ขวบ กำลังเดินทางกลับประเทศไทยจากอิตาลี โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ และขึ้นเครื่องเที่ยวบินเวลา 02.45 น.
เธอได้ที่นั่ง 32A ส่วนลูกสาวนั่ง 32B ขณะที่ชายชาวปากีสถานผู้ก่อเหตุ นั่งอยู่ก่อนแล้วที่ที่นั่ง 32C
คุณพิมระบุว่า ขณะที่เธอกำลังหลับด้วยความเหนื่อยล้า เธอรู้สึกเหมือนมีมือมาจับและลูบที่ก้นด้านขวา และรู้สึกเปียก
เธอไม่สามารถทำอะไรได้ทันทีเนื่องจากลูกสาวนอนอยู่บนตัก จึงทำได้เพียงขยับตัวเพื่อให้ผู้ก่อเหตุรู้ว่าเธอตื่นแล้ว
เมื่อเครื่องลงจอด เธอได้แจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินทันที และเจ้าหน้าที่กราวด์สต๊าฟชาวไทยได้ยืนยันว่ามีคราบติดอยู่ที่กางเกงบริเวณสะโพกด้านขวาของเธอ
คุณพิมยืนยันว่าในวันเกิดเหตุ เธอแต่งกายมิดชิดด้วยกางเกงขายาวและเสื้อคลุม ไม่ได้แต่งตัววาบหวิวแต่อย่างใด
เธอรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งที่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ทั้งที่ผู้ก่อเหตุเห็นว่าเธอมาพร้อมกับลูกสาว เธอจึงตัดสินใจออกมาพูดเพื่อเตือนภัยผู้หญิงที่ต้องเดินทางคนเดียวหรือเดินทางมากับเด็ก ให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
ด้าน พ.ต.อ.วันชัย วงศ์วาณิชอนันต์ ผกก.สน.ดอนเมือง เปิดเผยว่า กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นน้อยมาก และต้องมีการตรวจสอบข้อกฎหมายร่วมกัน เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นบนเครื่องบินของสายการบินต่างชาติ
เบื้องต้นพบว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ มาตรา 11 อาจนำมาใช้ดำเนินคดีได้ ซึ่งระบุโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 120,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับผู้ที่กระทำความผิดในอากาศยานระหว่างการบิน . หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสอบสวนและนำวัตถุพยานไปตรวจหาดีเอ็นเอเพื่อประกอบสำนวนคดีต่อไป .
ที่มาข้อมูล : TNN Online รวบรวม
ที่มารูปภาพ : Social Media
