
จากกรณีทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน Facebook เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกู้ของ กยศ. ล่าสุด หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองและนักศึกษาจำนวนมาก เกี่ยวกับการใช้ระบบจัดสรรเงินกู้แบบ “จัดลำดับชั้น” สำหรับผู้กู้รายใหม่ โดยเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลักของประเทศมากกว่าการพิจารณาจากนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ก่อให้เกิดความกังวลว่า หลักเกณฑ์นี้อาจกำลังบีบให้เด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก
ส่องหลักเกณฑ์ใหม่ “กยศ.”
หลักเกณฑ์ใหม่ของ กยศ. แบ่งผู้กู้ออกเป็น 3 ลักษณะ และจัดสรรโควตาจำนวนรายและวงเงินกู้ยืมในลักษณะการจัดลำดับชั้น
ลักษณะที่ 1 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (ครอบครัวมีรายได้ไม่เกินตามเกณฑ์ที่กองทุนกำหนด) ได้แก่
กลุ่มสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม
กลุ่มสาธารณสุข
กลุ่มเกษตร
กลุ่มสังคมศาสตร์ เช่น ครุศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ เป็นต้น
หลักสูตรนอกเหนือจากลักษณะ 2 และ 3
ลักษณะที่ 2 สาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
เซมิคอนดักเตอร์ และ ควอนตัม
เกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming)
แพทยศาสตร์ สัตวแพทย์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ทันตแพทย์
พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ กายภาพบำบัด
กลุ่มพลังงานสีเขียว (Green Energy) และพลังงานทดแทน (Alternative Energy)
ลักษณะที่ 3 สาขาฯ ที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ
กลุ่มที่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของชาติ เช่น นาฏศิลป์ไทย จิตรกรรมไทย ดนตรีไทย เป็นต้น
สรุปข่าว
จากกรณีทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่าน Facebook เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกู้ของ กยศ. ล่าสุด หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองและนักศึกษาจำนวนมาก เกี่ยวกับการใช้ระบบจัดสรรเงินกู้แบบ “จัดลำดับชั้น” สำหรับผู้กู้รายใหม่ โดยเน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลักของประเทศมากกว่าการพิจารณาจากนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ก่อให้เกิดความกังวลว่า หลักเกณฑ์นี้อาจกำลังบีบให้เด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก
ส่องหลักเกณฑ์ใหม่ “กยศ.”
หลักเกณฑ์ใหม่ของ กยศ. แบ่งผู้กู้ออกเป็น 3 ลักษณะ และจัดสรรโควตาจำนวนรายและวงเงินกู้ยืมในลักษณะการจัดลำดับชั้น
ลักษณะที่ 1 นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (ครอบครัวมีรายได้ไม่เกินตามเกณฑ์ที่กองทุนกำหนด) ได้แก่
กลุ่มสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม
กลุ่มสาธารณสุข
กลุ่มเกษตร
กลุ่มสังคมศาสตร์ เช่น ครุศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ เป็นต้น
หลักสูตรนอกเหนือจากลักษณะ 2 และ 3
ลักษณะที่ 2 สาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
เซมิคอนดักเตอร์ และ ควอนตัม
เกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming)
แพทยศาสตร์ สัตวแพทย์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ทันตแพทย์
พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ กายภาพบำบัด
กลุ่มพลังงานสีเขียว (Green Energy) และพลังงานทดแทน (Alternative Energy)
ลักษณะที่ 3 สาขาฯ ที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ
กลุ่มที่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของชาติ เช่น นาฏศิลป์ไทย จิตรกรรมไทย ดนตรีไทย เป็นต้น
การจัดสรรโควตาจัดลำดับความสำคัญของเกณฑ์อนุมัติดังนี้
ลำดับ 1 คือ ผู้กู้ยืมลักษณะ 2 และ 3 เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เคยเป็นผู้ได้รับทุนจาก กสศ. หรือมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปี
ลำดับที่ 2 ผู้กู้ยืมลักษณะ 2 และ 3
ลำดับที่ 3 ผู้กู้ยืมลักษณะ 1 แต่ต้องเคยเป็นผู้ได้รับทุน กสศ.หรือมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ลำดับที่ 4 ผู้กู้ยืมลักษณะ 1 ซึ่งเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาท/ปี
พูดง่าย ๆ คือ หากผู้กู้รายใหม่ไม่ได้เลือกเรียนสาขาที่เป็นความต้องการหลักของประเทศ ก็จะถูกจัดไปอยู่อันดับสุดท้ายของคิวพิจารณา ทำให้ผู้กู้กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะหลุดโควตา หากงบประมาณของกองทุนถูกอนุมัติจนหมดไปกับผู้กู้ในลำดับแรก ๆ ก่อน
งบประมาณมีจำกัด-หนี้เสียรุ่นพี่สะสม กระทบรุ่นน้อง
การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ เป็นผลมาจากงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดจนไม่สามารถปล่อยกู้ให้ทุกคนได้ ประกอบกับปัญหาหนี้เสียค้างชำระจากผู้กู้รุ่นพี่ที่สูงกว่า 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้หากได้รับชำระคืน จะสามารถส่งเสียผู้กู้รายใหม่ให้เรียนจบปริญญาตรีได้มากถึง 1.1 ล้านคน
ปัญหานี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออนาคตของเด็กไทยผลสำรวจพบว่า หากยื่นกู้ไม่ผ่าน มีนักศึกษามากถึง 45.28% จำเป็นต้องลาออกหรือดรอปเรียน และอีก 6.23% ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ทั้งความเครียดและภาวะซึมเศร้า ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่ชัดเจนในการประสานงานและชี้แจงของ กยศ.
ส่องนโยบายกองทุนกู้ยืมสหรัฐฯ
หากมองไปยังระบบสนับสนุนการศึกษาในสหรัฐฯ จะพบว่า Federal Student Aid เปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าถึงเงินช่วยเหลือและเงินกู้ของรัฐบาลกลาง โดยไม่ได้ใช้ “สาขาวิชาที่ตลาดแรงงานต้องการ”
แต่สหรัฐฯ ใช้อีกวิธีในการควบคุมความเสี่ยง นั่นคือ “การกำหนดเพดานวงเงินกู้” โดยวงเงินจะแตกต่างกันตามระดับการศึกษา ชั้นปี และสถานะของนักศึกษา เพื่อจำกัดจำนวนหนี้ที่ผู้กู้สามารถสะสมได้
ขณะเดียวกัน หากเงินช่วยเหลือและเงินกู้จากรัฐบาลกลางยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการศึกษา นักศึกษาสามารถพิจารณา Private Student Loans จากธนาคารหรือสถาบันการเงินเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะมีดอกเบี้ยที่สูงกว่า และต้องใช้เครดิตตัวเอง หรือ ผู้ปกครองค้ำประกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2955966
https://www.facebook.com/share/p/19YCgtYbuE/?mibextid=wwXIfr
https://studentaid.gov/understand-aid/eligibility/requirements
- การศึกษาไทยบนโจทย์ “เด็กหลุดระบบ” เมื่อเส้นทางเรียนต้องไปต่อได้มากกว่าหนึ่งแบบ
- เตือนผู้กู้ยืมเงินกยศ. ชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่องทุกเดือน
- คำนวณยอดหนี้กยศ. ใหม่ ตรวจสอบยอดหนี้ล่าสุดผ่านแอปฯ กยศ. Connect
- กยศ. ปรับระบบชำระหนี้ ยันหักเงินเดือนยอดไม่หาย-สิทธิอยู่ครบ!
- กยศ. เตือนผู้กู้ยืมเงินผ่านช่วงปลอดหนี้ 2 ปีแล้ว ให้เตรียมพร้อมชำระหนี้งวดแรก
ที่มาข้อมูล : Thairaht, FB: ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชน, Federal Student Aid
ที่มารูปภาพ : Handout via Canva
