
ฮั่วเซ่งเฮงระบุในบทวิเคราะห์ว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่สหรัฐฯ เผยการจ้างงานนอกภาคการเกษตรออกมามากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ / ครั้งก่อน ในขณะที่สงครามสหรัฐฯ - อิหร่าน ได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวขึ้น ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการกดดันเงินเฟ้อภาคพลังงานและดอกเบี้ยเฟด อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้จะมีการประกาศตัวเลข CPI ที่กรรมการเฟดทั้ง 2 คนนี้ยังคงเฝ้าจับตา รวมถึงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
สงครามสหรัฐฯ - อิหร่าน ยังตกอยู่ในความเสี่ยง
ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังปธน.ทรัมป์ ระบุว่า ปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่านรอบใหม่จะไม่มีความยืดเยื้อ แต่สหรัฐฯ ได้เตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีระลอกถัดไปไว้แล้ว พร้อมกล่าวย้ำว่ากองทัพสหรัฐฯ ยังคงสามารถควบคุมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซได้ ในขณะที่กองกำลังอิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งโดรนและยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความเสี่ยงการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
โดยหากอ้างอิงจากบริษัทผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์อย่าง Kpler ได้ระบุว่า มีเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียง 4-5 ลำต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 วันที่ 14 ลำ และไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันเหลว (Liquid Tankers) สัญจรผ่านเลยแม้แต่ลำเดียว ทั้งนี้ ข้อมูลจาก EIA ระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ สัปดาห์ก่อนลดลงถึง 4.5 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะลดลงเพียง 1.1 ล้านบาร์เรล ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากลุ่ม OPEC+ จะมีมติคงกำลังการผลิตตามเดิมสำหรับเดือนต.ค. ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าการยิงตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ของอิหร่านจะส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกจนเกิดภาวะ Supply Shock อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยระดับสูงของปธน.ทรัมป์ กำลังพยายามควบคุมไม่ให้สงครามอิหร่านลุกลามบานปลายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. เพื่อรักษาฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน เนื่องจากว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูง อาจส่งผลลุกลามไปจนถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม และจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้เกิดความไม่พอใจได้ในภายหลัง
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ความไม่แน่นอนในภาวะสงครามยังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับมาปะทุอีกครั้ง ซึ่งอาจหนุนให้เงินเฟ้อภาคพลังงานและดอกเบี้ยเฟด เสี่ยงปรับตัวขึ้นในอนาคต เป็นลบกับทองคำ แต่ทว่า หากปธน.ทรัมป์ต้องการที่จะไม่ให้สงครามบานปลายไปมากกว่านี้และชะลอการโจมตีอิหร่าน ก็อาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงได้เช่นกัน
สรุปข่าว
ฮั่วเซ่งเฮงระบุในบทวิเคราะห์ว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่สหรัฐฯ เผยการจ้างงานนอกภาคการเกษตรออกมามากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ / ครั้งก่อน ในขณะที่สงครามสหรัฐฯ - อิหร่าน ได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวขึ้น ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการกดดันเงินเฟ้อภาคพลังงานและดอกเบี้ยเฟด อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้จะมีการประกาศตัวเลข CPI ที่กรรมการเฟดทั้ง 2 คนนี้ยังคงเฝ้าจับตา รวมถึงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
สงครามสหรัฐฯ - อิหร่าน ยังตกอยู่ในความเสี่ยง
ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังปธน.ทรัมป์ ระบุว่า ปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่านรอบใหม่จะไม่มีความยืดเยื้อ แต่สหรัฐฯ ได้เตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีระลอกถัดไปไว้แล้ว พร้อมกล่าวย้ำว่ากองทัพสหรัฐฯ ยังคงสามารถควบคุมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซได้ ในขณะที่กองกำลังอิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งโดรนและยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความเสี่ยงการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
โดยหากอ้างอิงจากบริษัทผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์อย่าง Kpler ได้ระบุว่า มีเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียง 4-5 ลำต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 วันที่ 14 ลำ และไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันเหลว (Liquid Tankers) สัญจรผ่านเลยแม้แต่ลำเดียว ทั้งนี้ ข้อมูลจาก EIA ระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ สัปดาห์ก่อนลดลงถึง 4.5 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะลดลงเพียง 1.1 ล้านบาร์เรล ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากลุ่ม OPEC+ จะมีมติคงกำลังการผลิตตามเดิมสำหรับเดือนต.ค. ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าการยิงตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ของอิหร่านจะส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกจนเกิดภาวะ Supply Shock อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยระดับสูงของปธน.ทรัมป์ กำลังพยายามควบคุมไม่ให้สงครามอิหร่านลุกลามบานปลายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. เพื่อรักษาฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน เนื่องจากว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูง อาจส่งผลลุกลามไปจนถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม และจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้เกิดความไม่พอใจได้ในภายหลัง
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ความไม่แน่นอนในภาวะสงครามยังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับมาปะทุอีกครั้ง ซึ่งอาจหนุนให้เงินเฟ้อภาคพลังงานและดอกเบี้ยเฟด เสี่ยงปรับตัวขึ้นในอนาคต เป็นลบกับทองคำ แต่ทว่า หากปธน.ทรัมป์ต้องการที่จะไม่ให้สงครามบานปลายไปมากกว่านี้และชะลอการโจมตีอิหร่าน ก็อาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงได้เช่นกัน
ติดตามตัวเลข CPI วันศุกร์นี้ อาจออกมาทรงตัว / มากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์
ในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. สหรัฐฯ จะมีการเผยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน ส.ค. เทียบรายเดือน / รายปี ซึ่งถือเป็น 1 ตัวชี้วัดสำคัญต่อนโยบายการเงินของเฟด โดยมีความเป็นไปได้ว่า CPI อาจมีการประกาศออกมาทรงตัว / มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยอ้างอิงถึง 2 ปัจจัยนี้ ได้แก่
1.มุมมองของกรรมการเฟด
นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด: ได้กล่าวย้ำในการประชุม Jackson Hole ว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงเกินไป และเฟดพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับปัจจุบัน 3.50% - 3.75% หากเงินเฟ้อยังไม่ปรับลดลงสู่เป้าหมาย 2% โดยเร็ว หลังเฟดพลาดเป้าหมายเงินเฟ้อติดต่อกันมากกว่า 5 ปี พร้อมชี้ว่าสภาวะการเงินปัจจุบันยังไม่ได้ตึงตัวเพียงพอ
นายไมเคิล บาร์ ผู้ว่าการเฟด ได้ส่งสัญญาณแข็งกร้าว (Hawkish) สอดรับกับประธานเฟด เควิน วอร์ช โดยระบุว่าหากแนวโน้มเงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลงสู่เป้าหมาย 2% อย่างเพียงพอ เฟดควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 16 ก.ย. นี้ พร้อมชี้ว่าแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง กำแพงภาษี และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังผลักดันให้เงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมายยาวนานขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีกรรมการเฟดบางท่านที่ไม่ได้ส่งสัญญาณแข็งกร้าวขนาดนั้น โดยทางนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟด ส่งสัญญาณสายพิราบมากกว่าประธานเฟด โดยตนสนับสนุนให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุม FOMC วันที่ 15–16 ก.ย. นี้ หากข้อมูลเศรษฐกิจในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้ายังยืนยันสัญญาณเงินเฟ้อชะลอตัว ในขณะที่นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ได้ระบุว่า สงครามในตะวันออกกลางและกำแพงภาษีการค้าคือปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เงินเฟ้อยังทรงตัวเหนือระดับ 2% แต่เงินเฟ้อในระยะยาว เฟดยังสามารถควบคุมเอาไว้ได้อย่างดี
2.มุมมองของตลาด ผ่านการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เผยผลการประมูลพันธบัตรอายุ 2 ปี ประจำเดือนส.ค. 2026 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมองแนวโน้มทิศทางอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในระยะสั้นอย่างไร ซึ่งหากย้อนดูประวัติการประมูลพันธบัตร 3 เดือนล่าสุด (มิ.ย. - ส.ค. 2026) จะเห็นสัญญาณการชะลอตัวของผลตอบแทน และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอุปสงค์ที่น่าสนใจ ดังนี้
ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องยอมจ่ายสูงสุด (High Yield) ปรับตัวลดลงจากระดับสูงในเดือนก่อนหน้า:
- เดือน มิ.ย. 2026: ดอกเบี้ยพุ่งทะยานแตะระดับ 4.189%
- เดือน ก.ค. 2026: ดอกเบี้ยพุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนที่ 4.315%
- เดือน ส.ค. 2026: ล่าสุด ดอกเบี้ยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.204%
ตัวเลขดังกล่าว สามารถบ่งบอกว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ สามารถระดมทุนได้ด้วยต้นทุนที่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าความต้องการผลตอบแทนของนักลงทุนเริ่มผ่อนคลายลงจากระดับสูงในเดือน ก.ค. แม้ระดับผลตอบแทนโดยรวมยังคงอยู่ในโซนสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดือนก่อนหน้า
ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) ชะลอลงเล็กน้อยตามระดับผลตอบแทนที่ปรับตัวลดลง:
- เดือน มิ.ย. 2026: ยอดซื้อยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งที่ระดับ 2.64 เท่า
- เดือน ก.ค. 2026: ยอดซื้อขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.66 เท่า
- เดือน ส.ค. 2026: ล่าสุด ยอดซื้อชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 2.60 เท่า
ตัวเลขดังกล่าว สามารถบ่งบอกว่า เมื่อผลตอบแทนในการประมูล (High Yield) ปรับตัวลดลงจาก 4.315% มาอยู่ที่ 4.204% ความต้องการซื้อในการประมูลจึงชะลอลงเล็กน้อยตามระดับผลตอบแทนที่ลดลง อย่างไรก็ตาม Bid-to-Cover Ratio ยังคงยืนเหนือระดับ 2.50 เท่า สะท้อนว่าอุปสงค์โดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง
บทสรุป:จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า คณะกรรมการเฟดหลายท่านยังคงเสียงแตกว่าภาวะเงินเฟ้อที่มาจากภาษีศุลกากรและราคาพลังงานจะส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นหรือไม่ ในขณะที่การประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปีเดือน มิ.ย. – ส.ค. ตัว High Yield ได้ปรับตัวขึ้นจาก 4.189% ในเดือน มิ.ย. ไปแตะระดับ 4.315% ในเดือน ก.ค. ก่อนจะชะลอลงมาอยู่ที่ 4.204% ในเดือน ส.ค. และทาง Bid-to-Cover Ratio ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจาก 2.66 เท่า มาอยู่ที่ 2.60 เท่า ซึ่งการที่ตัว High Yield ปรับตัวลง และ Bid-to-Cover กลับชะลอลงด้วย อาจสะท้อนว่า นักลงทุนอาจยังต้องการ Risk Premium / Yield Premium ที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมากกว่านี้ ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อจากราคาพลังงานในภาวะสงครามยังไม่หมดไป ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจหนุนให้ CPI ที่จะประกาศในวันที่ 11 ก.ย. มีแนวโน้มออกมาทรงตัว / สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เป็นปัจจัยลบกับทองคำ เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่มีแนวโน้มกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากกรรมการเฟดบางท่าน / ตลาดคาดการณ์ผิดและ CPI ประกาศออกมาน้อยกว่าที่คาดการณ์ อาจเป็นการเซอร์ไพรส์ตลาดและหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งเช่นกัน
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ครบกำหนดซื้อคืนพันธบัตร
หลังจากวันที่ 9 ก.ย. จนถึงวันที่ 4 พ.ย. ทางกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะดำเนินการซื้อคืนพันธบัตรเพื่อเสริมสภาพคล่อง (Liquidity Support Buybacks) ในกลุ่มพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในรุ่นอายุ 10–20 ปี และ รุ่นอายุ 20–30 ปี โดยทาง Citadel Securities ได้ประเมินว่า กระทรวงการคลังมีศักยภาพในการดูดซับพันธบัตรระยะยาวออกจากตลาดเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 14,000 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 , 20 และ 30 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดตลอดกาล นับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา จากความกังวลอัตราดอกเบี้ยเฟดที่ยังมีความเสี่ยงว่าอาจมีการคง / ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจเป็นบวกต่อทองคำ เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงทำให้ทองคำมีความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้น ทั้งนี้ การซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าวอาจช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากขนาดตลาดบอนด์มีขนาดที่ใหญ่กว่าหลายเท่า เมื่อเทียบกับวงเงินที่ใช้ในการซื้อคืน
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำได้ปรับตัวลงและเข้าสู่ระยะ Sideways ในภาพใหญ่ จากตัวเลขการจ้างงานและการความกังวลเงินเฟ้อภาคพลังงานจากสงครามสหรัฐฯ - อิหร่าน รวมถึงคำกล่าวของนายเควิน วอร์ช ในการประชุม Jackson Hole ในวันที่ 28 ก.ค. เป็นปัจจัยกดดันสะสม อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากกระทรวงการคลังได้มีการเข้าซื้อคืนพันธบัตรจนส่งผลให้ตลาดเริ่มเข้ามาซื้อพันธบัตรตามกระทรวงการคลัง รวมถึงหากตัวเลข CPI ประกาศออกมาน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ อาจหนุนให้ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ปรับตัวลง หนุนให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,575 และ 4,675 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้ทองคำเริ่มสามารถรักษาระยะขาขึ้นได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): หากสงครามสหรัฐฯ - อิหร่าน ยังคงมีการโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง จนกดดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไปจนทำให้ตลาดกังวลเงินเฟ้ออีกครั้ง ในขณะที่หากตัวเลข CPI ประกาศออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ตามที่ประธานเฟด / พฤติกรรมของตลาดพันธบัตรมีความกังวลจริง ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายปรับตัวลง โดยมีแนวรับบริเวณ 4,370 และ 4,295 ดอลลาร์ ซึ่งหากหลุดแนวรับดังกล่าวทั้งหมด อาจกดดันให้ราคาทองปรับตัวลงทดสอบแนวรับถัดไปที่ 4,100 ดอลลาร์
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 68,700 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 68,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 71,000 บาท และ 71,500 บาท
- "อิหร่าน" สู้คว่ำบาตรสหรัฐฯ ลั่นพร้อมตอบโต้หนักกว่าเดิม!
- ทองลง หลังตัวเลขจ้างงานแข็งแกร่ง CME คาดเฟดขึ้นดอกเบี้ย
- ราคาทองรูปพรรณวันนี้ 5 ก.ย. 2569 รวมทุกขนาด เช็กราคาทองแท่งล่าสุด
- "ทรัมป์" มองศึกอิหร่านใกล้จบ แต่น้ำมันโลกพุ่งรอบ 6 สัปดาห์!
- ราคาทองรูปพรรณวันนี้ 4 ก.ย. 2569 รวมทุกขนาด เช็กราคาทองแท่งล่าสุด
ที่มาข้อมูล : ฮั่วเซ่งเฮง
ที่มารูปภาพ : ใช้ ai ในการสร้างภาพ
บรรณาธิการ TNN WEALTH ผู้ดำเนินรายการเศรษฐกิจและการลงทุน นักเขียนหนังสือสูตรลับเซียนหุ้น
